กระแสข่าวการปิดกิจการโรงงานและการเลิกจ้างแรงงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หากแต่กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตไทย ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรม
นายวีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และประธานสถาบันเศรษฐกิจและการลงทุนไทย-จีน กล่าวว่า ปัจจุบันข่าวการทยอยปิดกิจการของโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงการเลิกจ้างพนักงาน ปรากฏให้เห็นแทบทุกวันบนหน้าสื่อ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจเข้าใจว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่หรืออุตสาหกรรมหนัก แต่ในความเป็นจริง แรงกระเพื่อมดังกล่าวได้ขยายวงกว้างเข้ามากระทบผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ใน Supply Chain ของภาคการผลิตอย่างรุนแรง และอาจเป็นผลกระทบที่ลึกกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน
ปิดโรงงานมากกว่าเปิด สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายวีรชัย กล่าวว่า หากพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา สาเหตุที่ทำให้โรงงานไทยปิดกิจการมากกว่าการเปิดโรงงานแห่งใหม่ในปัจจุบัน เกิดจากแรงกดดันสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น การแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น และการที่ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากยังไม่สามารถปรับตัวด้านเทคโนโลยีได้ทัน
โรงงานจำนวนไม่น้อยยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) แบบดั้งเดิม โดยอาศัยแรงงานเป็นปัจจัยหลักในการผลิต ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในอดีต แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ เมื่อค่าแรงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนด้านพลังงาน ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่งก็เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลก
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่าสินค้าไทยอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่สามารถผลิตได้ในต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ผู้ผลิตไทยไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้กำไรลดลงต่อเนื่อง
"วันนี้ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นทุกด้าน แต่กลับไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคได้ เพราะตลาดแข่งขันกันด้วยราคา และมีสินค้านำเข้าที่ถูกกว่าหลายประเภทเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด"
แบงก์เข้มปล่อยกู้ ยิ่งซ้ำเติมการลงทุน
ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแข่งขันด้านต้นทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
นายวีรชัย กล่าวต่อว่า เมื่อผู้ประกอบการต้องการลงทุนปรับปรุงเครื่องจักร เพิ่มระบบอัตโนมัติ หรือยกระดับเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว กลับพบว่า การขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินทำได้ยากขึ้น
เนื่องจากธนาคารประเมินว่าความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจภาคการผลิตไทยลดลง จึงมีความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถลงทุนเพื่อปรับตัวได้
เมื่อรายได้เติบโตช้าหรือหดตัว ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อยกระดับธุรกิจ ทางเลือกสุดท้ายของผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย คือการยุติกิจการก่อนที่ภาระหนี้สินจะบานปลายจนไม่สามารถบริหารจัดการได้
จาก OEM สู่ High Value ทางรอดที่ต้องเร่งเดิน
นายวีรชัย กล่าวว่า หากผู้ประกอบการยังดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดเดิม คือการรับจ้างผลิตสินค้าราคาถูกเพื่อแข่งขันด้านราคา โอกาสที่จะอยู่รอดในระยะยาวมีน้อยมาก
ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ทั้งจีน เวียดนาม หรือประเทศคู่แข่งรายอื่นได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการผลิตแบบปริมาณ ไปสู่การสร้าง "มูลค่าเพิ่ม" (High Value)
การมุ่งผลิตสินค้าเฉพาะทาง (Niche Market) ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ความประณีต นวัตกรรม หรือมาตรฐานการผลิตระดับสูง จะช่วยลดการแข่งขันด้านราคา และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้มากกว่า
นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์ของตนเอง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการต่อยอดองค์ความรู้ ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างกำไรได้มากกว่าการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต
Lean ลดต้นทุน ปิดจุดรั่วไหลในโรงงาน
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือการปรับปรุงกระบวนการผลิตด้วยแนวคิด Lean Manufacturing
นายวีรชัย กล่าวว่า หลายครั้งปัญหาของโรงงานไม่ได้เกิดจากยอดขายที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากต้นทุนที่สูญเสียไปในกระบวนการผลิตโดยไม่จำเป็น
ไม่ว่าจะเป็นของเสียจากการผลิต (Waste) การเก็บสต็อกวัตถุดิบมากเกินความจำเป็น สินค้าคงคลังที่หมุนเวียนช้า ขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน หรือการใช้ทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่ลดความสามารถในการแข่งขัน
ผู้ประกอบการควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลง่าย ๆ เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต เพื่อค้นหาจุดที่เกิดการสูญเสีย และปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในทันที
"จบยุคแข่งขันเดี่ยว" แนะรวมพลังสร้างเครือข่าย
สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม นายวีรชัย มองว่า การแข่งขันในปัจจุบันไม่สามารถอาศัยศักยภาพของแต่ละกิจการเพียงลำพังได้อีกต่อไป
โรงงานขนาดเล็กควรรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกัน การแบ่งปันองค์ความรู้ การร่วมจัดซื้อวัตถุดิบ การพัฒนาตลาดร่วม หรือการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและลดต้นทุน
ขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และหน่วยงานภาครัฐ จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการปรับตัวในระยะยาว
วิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่จุดจบ หากเปลี่ยนวิธีคิดได้ทัน
นายวีรชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า การปิดกิจการของโรงงานไม่ใช่เครื่องสะท้อนความล้มเหลวของผู้ประกอบการเสมอไป เพราะหลายธุรกิจต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อันตรายกว่าวิกฤตเศรษฐกิจ คือการยึดติดกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเดิมในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัว ยกระดับสินค้า เพิ่มมูลค่า ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ จะมีโอกาสรักษาความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก
ในวันที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงต้นทุนการผลิต แต่รวมถึงนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และความเร็วในการปรับตัว การเปลี่ยนกรอบความคิดจึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะกำหนดว่า โรงงานแห่งใดจะอยู่รอด และแห่งใดจะกลายเป็นอีกหนึ่งรายชื่อในสถิติการปิดกิจการของภาคอุตสาหกรรมไทย



