ทั้งที่ “คุณภาพ” คือ รากฐานของความยั่งยืนในผู้คน อาชีพ งาน องค์กร และการดำรงชีวิต แต่ทุกวันนี้ ผู้คนกลับให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” น้อยลง จริงไหมครับ
คำว่า “คุณภาพ” อาจเป็นเพียงคำสั้นๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว “คุณภาพ” เป็นแนวความคิดที่ลึกซึ้งและทรงพลังอย่างยิ่งต่อเราทุกคน คุณภาพมิใช่เป็นเพียงผลลัพธ์ที่จุดสุดท้ายหรือปลายทางเท่านั้น
หากแต่เป็นเรื่องของกระบวนการคิด กระบวนการทำ ขั้นตอนการผลิต จนกลายเป็นวัฒนธรรมในการทำงานตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับองค์กรและสังคมส่วนรวม
การทำงานอย่างมีคุณภาพ เริ่มต้นจาก “ทัศนคติ” ของผู้ปฏิบัติงาน หมายความว่า ผู้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องที่มีคุณภาพ จะไม่ทำงานเพียงเพื่อให้เสร็จๆ ไป แต่จะต้องมีจิตสำนึกในการทำให้ “ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” ภายใต้ทรัพยากรและข้อจำกัดที่มีอยู่
ดังนั้นความละเอียดรอบคอบ ความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้วยการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำงานที่มีคุณภาพ
งานที่มีคุณภาพจึงไม่เพียงแต่ลดข้อผิดพลาดและลดต้นทุนการผลิตได้ แต่ยังสร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และคุณค่าให้แก่ผู้รับบริการหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย
ในภาคการผลิต คุณภาพยิ่งจะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับมาตรฐาน การลดต้นทุนการผลิต เวลานัดส่งมอบสินค้า ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความพึงพอใจของผู้บริโภค การผลิตอย่างมีคุณภาพจึงไม่ได้หมายถึงการผ่านตรวจสอบในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น
แต่หมายถึงการออกแบบกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล ลดความสูญเสีย และป้องกันข้อผิดพลาดได้ตั้งแต่ต้นทาง แนวความคิดที่ว่า “การทำให้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก” (Do it right the first time) และ “การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” (Continuous Improvement) จึงเป็นหัวใจสำคัญของระบบการผลิตที่มีคุณภาพและยั่งยืน
และที่สำคัญที่สุด ก็คือในมิติของ “ภาวะผู้นำ” ผู้นำที่มีคุณภาพมิใช่เพียงผู้ที่มีอำนาจในการสั่งการ แต่คือผู้ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้นำที่มีคุณภาพจะยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส รับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีส่วนร่วมและเติบโตต่อไปได้ ผู้นำเช่นนี้จะไม่เพียงสร้าง “ผลลัพธ์” แต่ยังสร้าง “คน” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กรด้วย
เมื่อคุณภาพถูกหล่อหลอมเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานและรวมเข้าเป็นวัฒนธรรมขององค์กร การพัฒนาองค์กรที่มีคุณภาพจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ องค์กรที่มีคุณภาพจะมีการกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน มีระบบการวัดผลและประเมินผลที่เป็นธรรม และมีการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดอย่างสร้างสรรค์
ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษกันหรือหาคนผิด แต่เพื่อพัฒนางานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรื่องที่สำคัญ คือ องค์กรจะต้องส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับมีส่วนร่วมในการพัฒนา เพราะคุณภาพมิใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในกระบวนการ
“องค์กรที่มีคุณภาพ” ที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับให้ความสำคัญกับเรื่อง “คุณภาพ” มักจะเป็น “องค์กรที่มีสมรรถนะสูง” (High Performance Organization : HPO)
HPO คือ องค์กรที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) โดยมีระบบการบริหารจัดการที่ดี บุคลากรที่มีความสามารถ และวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง องค์กรประเภทนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลกำไรระยะสั้นเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในระยะยาวด้วย
หัวใจสำคัญของ HPO ก็คือ “ความสามารถในการทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างถูกวิธี และทำได้ดีกว่าคู่แข่งอย่างต่อเนื่องด้วย” ดังนั้น ถ้าจะกล่าวว่า “คุณภาพ” คือ รากฐานของ HPO ก็คงไม่เกินจริง เพราะ HPO ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากปราศจากระบบคุณภาพที่เข้มแข็ง
เมื่อ “คุณภาพ” ถูกฝังอยู่ในทุกระดับขององค์กรจนกลายเป็น “วัฒนธรรมองค์กร” ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ “ความเป็นเลิศ” อย่างยั่งยืน ซึ่งก็คือคุณลักษณะสำคัญของ HPO อันเป็น “ผลลัพธ์” ของการบริหารจัดการคุณภาพอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
องค์กรที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพในทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาคนด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงานใหม่ การปรับปรุงกระบวนการและระบบบริหารจัดการ จนกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ขององค์กร จึงจะสามารถยกระดับองค์กรไปสู่ความเป็น HPO ได้อย่างแท้จริง
และเมื่อเราสามารถพัฒนาองค์กรไปสู่ HPO แล้ว องค์กรก็จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีอนาคต รวมทั้งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติได้อย่างยั่งยืนด้วย
ดังนั้น ในภาวะแปรปรวนของโลกทุกวันนี้ จึงมีแต่คนที่มีคุณภาพและองค์กรที่มีคุณภาพเท่านั้น จึงจะ “อยู่รอด - เติบโต - ยั่งยืน - แบ่งปัน” ได้ ครับผม!





