วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม 2569

Login
Login

จากผู้แพร่ภาพสู่เจ้าของแพลตฟอร์ม บทเรียนที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อคือ “ใครมีคอนเทนต์ดีที่สุด” เพราะผู้ที่สามารถผลิตรายการที่ได้รับความนิยม ย่อมมีโอกาสครองผู้ชมและเม็ดเงินโฆษณา

แต่วันนี้คำถามของโลกกำลังกลายเป็น “ใครเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่ผู้ชมใช้เข้าถึงคอนเทนต์” ความแตกต่างของสองคำถามนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมสื่อในศตวรรษที่ 21

เมื่อไม่นานมานี้ Fox Corporation ประกาศเข้าซื้อ Roku ด้วยมูลค่าประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์หรือราว 7 แสนล้านบาท ดีลดังกล่าวทำให้ Fox ไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของเครือข่ายโทรทัศน์ ข่าว กีฬา และบริการสตรีมมิงอย่าง Tubi เท่านั้น

แต่ยังได้ครอบครองแพลตฟอร์ม Connected TV ที่เข้าถึงผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านครัวเรือนทั่วโลก และมีฐานผู้ใช้ครอบคลุมกว่าครึ่งของครัวเรือนบรอดแบนด์ในสหรัฐอเมริกา

นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงมองว่า สิ่งที่ Fox ซื้อไม่ใช่เพียงบริษัทเทคโนโลยี หากแต่เป็น “ประตู” ที่ผู้ชมใช้เข้าสู่โลกของโทรทัศน์ยุคใหม่ เพราะเมื่อเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ผู้ประกอบการไม่ได้เป็นเพียงผู้เผยแพร่เนื้อหาอีกต่อไป แต่ยังเป็นเจ้าของความสัมพันธ์กับผู้ชม ข้อมูลการรับชม ระบบโฆษณา ระบบสมาชิก ระบบแนะนำเนื้อหาด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในอดีต สื่อแข่งขันกันเพื่อครองเวลาออกอากาศ แต่วันนี้ สื่อแข่งขันกันเพื่อครอง “หน้าจอแรก” ที่ผู้ชมเปิดขึ้นมาในแต่ละวัน ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนา TVer แพลตฟอร์มที่ร่วมลงทุนโดยผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์รายใหญ่ของประเทศ เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงรายการผ่านแพลตฟอร์มกลางของผู้ประกอบการญี่ปุ่นเอง 

ปลายปี 2568 TVer มีผู้ใช้งานรายเดือนกว่า 44.6 ล้านบัญชี และยอดรับชมผ่าน Connected TV เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการดั้งเดิมกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคแพลตฟอร์มอย่างจริงจัง สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศจึงไม่ใช่การแข่งขันของ “ช่องโทรทัศน์” อีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันของ “ระบบนิเวศสื่อ”

หลายประเทศไม่ได้มองแพลตฟอร์มเป็นเพียงธุรกิจ หากแต่มองว่าเป็น โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ย่อมมีโอกาสเป็นเจ้าของข้อมูลผู้ชม เทคโนโลยี เม็ดเงินโฆษณา ความสัมพันธ์กับผู้บริโภค และความสามารถในการสร้างนวัตกรรมในระยะยาว

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การอภิปรายด้านนโยบายสื่อยังคงมุ่งเน้นไปที่การจัดสรรคลื่นความถี่ การต่ออายุใบอนุญาต การกำกับดูแลผู้ประกอบกิจการ และการเปลี่ยนผ่านของโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ขณะที่ประเทศไทยกำลังถกเถียงเรื่อง “ช่องโทรทัศน์” โลกกลับกำลังแข่งขันกันด้วย “แพลตฟอร์ม” 

ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวนช่องโทรทัศน์ที่เหลืออยู่ หากแต่คือ การที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มของต่างประเทศในการเข้าถึงผู้ชม

การกระจายเนื้อหา การขายโฆษณา การเก็บข้อมูลผู้ใช้ และระบบแนะนำเนื้อหา ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนไม่น้อยไหลออกนอกประเทศ ขณะที่อำนาจในการกำหนดกติกาการเข้าถึงผู้ชมกลับอยู่ในมือของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดับโลก

ในอดีต ประเทศไทยเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนกับระบบโทรทัศน์ดิจิทัลมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค การประมูลใบอนุญาตเมื่อปี 2556 สร้างรายได้รวมกว่า 50,862 ล้านบาท และใบอนุญาตจะทยอยสิ้นสุดในปี 2572

แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน สนามแข่งขันของอุตสาหกรรมสื่อได้เคลื่อนจาก “ช่องโทรทัศน์” ไปสู่ “แพลตฟอร์ม” อย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ใบอนุญาตควรมีอายุเท่าใด หรือควรจัดสรรคลื่นความถี่อย่างไร แต่คือ ประเทศไทยกำลังเตรียมตัวสำหรับสนามแข่งขันใหม่นี้มากน้อยเพียงใด

เรามียุทธศาสตร์ที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันบนแพลตฟอร์มยุคใหม่หรือไม่ เรากำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูลหรือไม่ และเรามีกลไกที่ช่วยให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสื่อสามารถเติบโตอยู่ภายในประเทศได้มากเพียงใด

แน่นอนว่า คำตอบอาจไม่ใช่การที่ภาครัฐลงมาสร้างแพลตฟอร์มแข่งขันกับภาคเอกชน แต่ภาครัฐสามารถมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกติกาที่ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม สนับสนุนการลงทุนด้านนวัตกรรม พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างแพลตฟอร์มของผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี และบริการดิจิทัลให้เกิดระบบนิเวศที่เข้มแข็ง

บทเรียนจากกรณี Fox และ Roku จึงไม่ได้อยู่ที่ชื่อของบริษัท หากแต่อยู่ที่การสะท้อนให้เห็นว่า โลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครผลิตคอนเทนต์ได้ดีกว่า แต่กำลังแข่งขันกันว่า ใครเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่ผู้คนใช้เข้าถึงคอนเทนต์เหล่านั้น

ขณะที่ประเทศไทยกำลังเตรียมเข้าสู่ช่วงหลังปี 2572 คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “เราจะต่อใบอนุญาตโทรทัศน์อย่างไร” แต่คือ “เราจะออกแบบระบบนิเวศสื่อของประเทศไทยอย่างไร เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถแข่งขันได้ในโลกที่แพลตฟอร์มกลายเป็นหัวใจของอุตสาหกรรม”

บทเรียนจากต่างประเทศจึงอาจไม่ได้บอกเราว่า ประเทศไทยควรสร้างแพลตฟอร์มของตนเองหรือไม่ แต่กำลังเตือนว่า หากประเทศไม่มีวิสัยทัศน์ต่อเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ก็อาจเหลือบทบาทเพียงผู้ผลิตเนื้อหา ในขณะที่ข้อมูล ผู้ชม เม็ดเงินโฆษณา และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์มของผู้อื่น

เมื่อถึงปี 2572 คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “ใบอนุญาตโทรทัศน์จะเป็นอย่างไร” แต่คือ “ประเทศไทยต้องการมีบทบาทอย่างไรในระบบนิเวศสื่อของโลก” เพราะท้ายที่สุดแล้ว อำนาจของสื่อในอนาคต อาจไม่ได้อยู่กับผู้ที่ผลิตรายการที่ดีที่สุด หากแต่อยู่กับผู้ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่ผู้คนใช้ค้นหา รับชม และมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาเหล่านั้น

หมายเหตุ บทความนี้วิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อโลก โดยอาศัยกรณีศึกษาจากต่างประเทศและข้อมูลสาธารณะ เพื่อชวนตั้งคำถามเชิงนโยบายต่อการพัฒนาระบบนิเวศสื่อของประเทศไทย มิได้มุ่งวิจารณ์หรือสนับสนุนผู้ประกอบการรายใดเป็นการเฉพาะ