ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานและเนื้อหา ประเด็นที่กลายเป็นข้อถกเถียงคือ ขอบเขตของการใช้ข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์เพื่อการฝึกฝนระบบ (AI Training)
อย่างไรจึงจะถือว่าละเมิดหรือไม่ละเมิดผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น
คำพิพากษาล่าสุดจากศาลในหลายประเทศสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีคำนิยามทางเทคนิคอย่าง “การจดจำ (Memorisation)” เป็นตัวแปรสำคัญตัดสินในการตัดสินปัญหาดังกล่าว
ในประเทศอังกฤษ ศาลสูงได้มีคำพิพากษาคดีลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นครั้งแรกในคดี Getty v Stability AI เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 โดย Getty กล่าวหาว่า Stable Diffusion AI ใช้ภาพอันมีลิขสิทธิ์ของตนในการฝึกฝนโมเดล Stable Diffusion AI โดยไม่ได้รับอนุญาต
ใจความสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ “การเรียนรู้รูปแบบไม่ถือเป็นการคัดลอกผลงาน” เพื่อตอบคำถามว่า AI ละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่
มีข้อสังเกตว่า เนื่องจาก Stable Diffusion AI ไม่ได้จัดเก็บผลงานที่ได้รับการคุ้มครองไว้ใน Model Weights ของโมเดล AI แต่เป็นเพียงการเรียนรู้รูปแบบผ่านการฝึกฝนโดยใช้ข้อมูลของ AI ดังนั้น จึงส่งผลให้ข้อกล่าวหาเรื่องการคัดลอกผลงานอันถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นถูกปฏิเสธ
แต่อย่างไรก็ตาม ศาลพบว่ามีการละเมิดเครื่องหมายการค้า เนื่องจากมีลายน้ำของ Getty ปรากฏอยู่ในผลงาน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าความรับผิดชอบตกอยู่กับผู้ให้บริการ AI ไม่ใช่ผู้ใช้ปลายทาง
คำตัดสินของศาลสูงประเทศอังกฤษยังคงทิ้งคำถามสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการฝึกฝน AI โดยใช้เนื้อหาอันมีลิขสิทธิ์จะถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ โดยศาลพิจารณาเพียงข้อโต้แย้งทางเทคนิคเกี่ยวกับ Model Weights เป็นปัจจัยชี้ขาด
และชี้ว่าหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผลงานของ AI มีการคัดลอกองค์ประกอบสำคัญของงานต้นฉบับออกมา การใช้ข้อมูลชั่วคราวระหว่างการฝึกฝนของ AI ไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ศาลเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ได้ตัดสินตรงกันข้ามกับแนวทางของศาลในประเทศอังกฤษ โดยยึดหลัก “การจดจำเท่ากับการทำสำเนา” และได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ผ่านคดี GEMA v OpenAI
ศาลวินิจฉัยว่า การที่ OpenAI ใช้เนื้อเพลงที่มีลิขสิทธิ์เพื่อฝึกฝนโมเดล AI แบบสร้างผลงานโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เป็นการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ของเยอรมนี โดยคำสั่งศาลไม่ได้จำกัดอยู่แค่การห้ามการทำซ้ำเท่านั้น แต่ OpenAI ต้องยุติการจัดเก็บเนื้อเพลงที่ไม่มีลิขสิทธิ์ไว้ในโครงสร้างพื้นฐานของ AI ในประเทศเยอรมนีด้วย
ผู้พิพากษาชี้แจงว่าการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวครบองค์ประกอบแล้ว เนื่องจากโมเดล AI จดจำเนื้อเพลงอันมีลิขสิทธิ์อย่างถาวร ซึ่งถือว่าเกินขอบเขตของการวิเคราะห์ชั่วคราวไปแล้ว ทั้งการสร้างใหม่เกิดขึ้นเมื่อเนื้อเพลงถูกจัดเก็บไว้ภายในโมเดล AI และได้มีการสื่อสารต่อสาธารณะเมื่อ OpenAI แสดงเนื้อเพลงเหล่านั้นตามคำสั่งของผู้ใช้
ศาลตีความว่ากระบวนการนี้คือ การทำสำเนาผลงาน (Reproduction) โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าตัว AI จะไม่ได้เก็บไฟล์ต้นฉบับในรูปแบบดั้งเดิมก็ตาม ส่งผลให้การทำงานของ Generative AI ในกรณีนี้ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
คำพิพากษานี้ยังได้เน้นย้ำว่าผู้ให้บริการ AI ไม่สามารถหลีกเลี่ยงข้อผูกพันด้านลิขสิทธิ์ เมื่อโมเดล AI ของพวกเขาสามารถสร้างผลงานที่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ขึ้นมาใหม่ได้ โดยศาลปฏิเสธข้อโต้แย้งของ OpenAI ที่ว่าผู้ใช้ต่างหากที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ใช่แพลตฟอร์ม
ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายปี 2566 หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้ยื่นฟ้องร้องต่อ OpenAI โดยกล่าวหาว่าโมเดล AI ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของตน โดยละเมิดลิขสิทธิ์เนื้อหาทั้งในระหว่างการฝึกฝนโมเดล (การเข้าถึงเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์เพื่อให้โมเดลเรียนรู้)
และในระหว่างการทำงานของโมเดล (การแสดงข้อความข่าวที่จดจำไว้ หรือโดยการเข้าถึงบทความข่าวบนเว็บและนำมาแสดงในอินเทอร์เฟซแชท)
ณ ปัจจุบัน คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างพิจารณา แต่มีการวิเคราะห์กันว่า ศาลสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะใช้หลักการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม (Fair Use) โดยพิจารณาว่าการฝึก AI มีวัตถุประสงค์เพื่อการ “แปลงสภาพ” หรือไม่ ตัวอย่างเช่น การใช้ข้อมูลเพื่อเรียนรู้และวิเคราะห์รูปแบบของงานศิลปะ อาจถือเป็นการแปลงสภาพอันเป็น Fair Use และไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
แต่หากพบว่า AI เกิดภาวะจดจำและสร้างผลลัพธ์ที่ซ้ำซ้อนกับงานต้นฉบับ เกราะป้องกันทางกฎหมายอย่าง Fair Use จะสิ้นสุดลง และเปลี่ยนสถานะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทันที
หากพิจารณาคำพิพากษาที่ปรากฏทั้งหมด จุดสำคัญคือเรื่องของ “การจดจำข้อมูล” ที่จะชี้ขาดระหว่างการเป็นเพียงเทคโนโลยีและการผิดกฎหมาย ศาลยังเห็นตรงกันว่าความสำคัญมิได้อยู่ที่ปริมาณข้อมูลที่ใช้ แต่คือความสามารถในการเรียกคืนข้อมูล
หากโมเดล AI ถูกพิสูจน์ว่าทำหน้าที่เป็นเพียงคลังจัดเก็บข้อมูลที่รอการเรียกคืนเพื่อใช้งาน โมเดล AI นั้นย่อมละเมิดลิขสิทธิ์ ในทางกลับกัน หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ โมเดล AI นั้นจะเป็นเพียงเครื่องมือของมนุษย์
สิ่งหนึ่งที่ศาลทุกประเทศเห็นพ้องกันคือ ผู้พัฒนา AI ต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ มิใช่ผู้ใช้โมเดล AI ดังที่ผู้พัฒนา AI โต้แย้ง แม้ว่าข้อเท็จจริงในคดีของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเช่นเดียวกัน คือโมเดล AI ได้ทำซ้ำเนื้อหาที่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในกระบวนการฝึกฝนและการสร้างผลลัพธ์หรือไม่
ผลลัพธ์ทางกฎหมายในอนาคตและความเป็นไปได้ในเรื่องนี้คือ "ความร่วมมือกัน" ทั้งจากอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และการสร้างสรรค์ผลงานอันมีลิขสิทธิ์โดยมนุษย์ในลักษณะสัญญาอนุญาตลิขสิทธิ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย โดยผ่านความยินยอมและจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรมแก่ผู้สร้างสรรค์ เพื่อการขับเคลื่อนทั้งสองอุตสาหกรรมไปด้วยกัน

