เอ็นวิเดีย Nvidia ส่งสัญญาณถึงนักลงทุนสายสงสัยว่า “ยุค AI” กำลังจะมาถึงแล้ว โชว์ยอดขาย กำไรไตรมาสสิ้นสุดเดือนเม.ย. สูงกว่าตลาดคาด แต่หุ้นลง ชี้แนวโน้มรายได้สูง
บลูมเบิร์ก รายงานว่า บริษัท Nvidia Corp ซึ่งกำลังเผชิญกับความสงสัยจากนักลงทุนมากขึ้น ใช้โอกาสรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดเพื่อชูความคืบหน้าในการกระจายฐานรายได้ของบริษัท โดยตั้งเป้าพึ่งพาผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ยักษ์ใหญ่ (hyperscalers) น้อยลง หลังกลุ่มนี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา
แม้ว่าการใช้จ่ายจากลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ยังคงพุ่งแรง แต่ Nvidia คาดการณ์ว่าธุรกิจและรัฐบาลจำนวนมหาศาลทั่วโลกจะกลายเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญขึ้นในไม่ช้า กลุ่มลูกค้าเหล่านี้มีแนวโน้มจะแห่เข้ามาซื้อชิปและโซลูชันคอมพิวติ้งอื่น ๆ ของ Nvidia เพื่อรองรับแผนการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของตัวเอง
ในระยะถัดไป ซีอีโอ เจนเซน หวง ระบุในการประชุมกับนักวิเคราะห์ว่า ในอนาคตเอไอทางกายภาพ “physical AI” จะเปิดโอกาสครั้งใหญ่มหาศาลในรูปแบบของหุ่นยนต์และยานยนต์ไร้คนขับ “เราครอบคลุมครบทุกมิติแล้ว” เขากล่าว
ราคาหุ้น Nvidia ร่วงลง หลังงานผลประกอบการ
อย่างไรก็ดี นักลงทุนกลับเริ่ม “ไม่ว้าว” ได้ง่ายเหมือนเดิม แม้บริษัทจะรายงานผลประกอบการและแนวโน้ม ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงราว 1% ในการซื้อขายนอกเวลาปิดตลาดวันพุธ (20 พ.ค.69) ขณะที่การเพิ่มผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น รวมถึงการจ่ายเงินปันผลครั้งใหญ่ ก็ยังไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนได้มากนัก
บริษัทระบุในรายงานว่า ยอดขายในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดเดือนกรกฎาคมจะอยู่ราว 91,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณการของนักวิเคราะห์ที่ 87,000 ล้านดอลลาร์ แม้บางรายจะคาดไว้สูงถึง 96,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์ก
ในเวลาเดียวกัน Nvidia กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ต่อความเป็นผู้นำด้านการประมวลผล AI โดยมีผู้ผลิตชิปรายอื่น ๆ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด ขณะที่บรรดาลูกค้ารายใหญ่เองก็กำลังพัฒนาชิปในบ้าน (in‑house) ของตัวเอง
หุ้น Nvidia ปรับขึ้นมาแล้ว 20% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงก่อนประกาศผลครั้งนี้ เพิ่มขึ้นสูงกว่าดัชนี S&P 500 แต่ยังตามหลังหุ้นชิปขนาดใหญ่หลายตัว
Nvidia ยังคงเป็นผู้ขาย ชิปเร่งความเร็วเอไอ “AI accelerators” อันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นชิปสำหรับพัฒนาและเทรนโมเดล AI แต่กำลังเผชิญคู่แข่งจากทั่วซิลิคอนวัลเลย์ ทั้ง Advanced Micro Devices Inc (AMD) ที่มีโปรเซสเซอร์คู่แข่ง รวมถึง Broadcom Inc และ Google (Alphabet Inc) ที่บุกตลาดด้วยเทคโนโลยีของตนเอง
ถึงอย่างนั้น Nvidia ก็ยังอยู่ในสถานะที่น่าอิจฉา เมื่อวอลล์สตรีทคาดว่ารายได้ของบริษัทจะคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสามของรายได้ทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในปีนี้
“การสร้าง ‘โรงงาน AI’ โครงการขยายโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กำลังเร่งตัวด้วยความเร็วที่ไม่ธรรมดา” หวงระบุในแถลงการณ์
การใช้จ่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ Nvidia ยังไม่มีสัญญาณชะลอ กลุ่ม hyperscalers วางแผนใช้เงินรวมกันราว 725,000 ล้านดอลลาร์กับ AI ในปีนี้ และจากผลประกอบการล่าสุดของ Nvidia ก็ชี้ว่ารายได้จากกลุ่มนี้ยังเติบโตเร็วกว่าลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ
ผลดังกล่าวไม่เพียงช่วยหนุนยอดขายของ accelerators เท่านั้น แต่ยังดันความต้องการชิปหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) เพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลบวกต่อผลประกอบการของ Intel Corp และ AMD ขณะที่สตาร์ตอัปชิปก็ได้อานิสงส์เช่นกัน โดย Cerebras Systems Inc ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ชิปแผ่นใหญ่รูปแบบใหม่ เพิ่งทำไอพีโอที่ใหญ่ที่สุดของปีไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
Nvidia ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในซานตา คลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ได้ขายแค่ accelerators เท่านั้น แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ชิปหลากหลายประเภท โซลูชันด้านเน็ตเวิร์ก ซอฟต์แวร์ โมเดล AI และระบบคอมพิวเตอร์แบบครบชุด ซึ่งฝ่ายบริหารของบริษัทมองว่าสิ่งนี้ทำให้ขีดความสามารถและขอบเขตธุรกิจของ Nvidia “แทบไม่มีใครเทียบได้” บริษัทระบุว่ามียอดสั่งซื้อสูงเกินกว่ากำลังการผลิตในปัจจุบัน และกำลังลงทุนเพิ่มเพื่อขยายอุปทานให้เพียงพอกับดีมานด์
ยอดขาย-กำไรไตรมาสล่าสุดสูงกว่าคาด
ในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 26 เมษายน ยอดขายของ Nvidia เพิ่มขึ้น 85% แตะ 81,600 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณการของนักวิเคราะห์ที่ 79,200 ล้านดอลลาร์ กำไร (ไม่รวมรายการพิเศษบางรายการ) เพิ่มขึ้นเป็น 1.87 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 1.77 ดอลลาร์ต่อหุ้น
อัตรากำไรขั้นต้นปรับปรุง (adjusted gross margin) อยู่ที่ 75%
Nvidia ยังประกาศจ่ายเงินปันผลรายไตรมาสเพิ่มขึ้นจาก 0.01 ดอลลาร์ต่อหุ้น เป็น 0.25 ดอลลาร์ต่อหุ้น พร้อมทั้งอนุมัติแผนซื้อหุ้นคืนมูลค่า 80,000 ล้านดอลลาร์
หน่วยธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของบริษัท สร้างรายได้ 75,200 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการที่ 73,500 ล้านดอลลาร์ โดยธุรกิจเน็ตเวิร์ก ซึ่งอยู่ในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ มียอดขาย 14,800 ล้านดอลลาร์ เทียบกับประมาณการ 12,700 ล้านดอลลาร์
ในรายงานฉบับนี้ Nvidia ระบุว่ากำลังเปลี่ยนไปใช้กรอบการรายงานใหม่เพื่อสะท้อน “ตัวขับเคลื่อนการเติบโตในปัจจุบันและอนาคต” ได้ดีขึ้น โดยจะแยกรายได้จากดาต้าเซ็นเตอร์ระหว่างกลุ่ม hyperscalers กับกลุ่มที่บริษัทเรียกว่า ACIE ซึ่งย่อมาจาก AI clouds, industrial และ enterprise customers
ตามประมาณการล่าสุด บริษัทกำลังเดินหน้าไปสู่การทำรายได้รวมมากกว่า 370,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ หรือราว 22 เท่าของขนาดรายได้ในปีงบประมาณ 2021 และในแต่ละไตรมาส Nvidia ทำยอดขายรวมมากกว่าคู่แข่งรายใหญ่ 3 อันดับถัดไปรวมกันอย่างสบาย ๆ
หวงเพิ่งเดินทางกลับจากการร่วมคณะกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กฎควบคุมการส่งออกของสหรัฐได้สกัดการเติบโตของ Nvidia ในจีน ด้วยการจำกัดการขายชิปเร่งความเร็ว AI ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ
รัฐบาลทรัมป์เริ่มผ่อนคลายให้สามารถขายผลิตภัณฑ์รุ่นเก่าบางส่วนของ Nvidia ให้ลูกค้าในจีนได้บ้าง แต่ปักกิ่งซึ่งต้องการส่งเสริมผู้ผลิตท้องถิ่น กลับต่อต้านแนวทางดังกล่าว ทำให้ Nvidia แทบถูกกันออกจากตลาดที่บริษัทเคยประเมินว่าจะสร้างรายได้ได้ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
บริษัทระบุเมื่อวันพุธว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายได้จากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในจีนเลย
ขณะเดียวกัน Nvidia ยังคงแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ บริษัทเริ่มรุกทำตลาด CPU สำหรับการใช้งานทั่วไป และออกแบบชิปเฉพาะทางสำหรับ “เฟส inference” ของ AI ซึ่งเป็นช่วงที่โมเดลได้รับการเทรนเรียบร้อยแล้วและเริ่มนำไปใช้กับข้อมูลจริง
บริษัทคาดว่าปีนี้จะมีรายได้จาก CPU ราว 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากทำได้จริงจะทำให้ Nvidia กลายเป็นผู้ผลิต CPU รายใหญ่ที่สุดของโลก

