เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งปัญหาหนี้สะสม ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จนทำให้แนวคิดการเติบโตแบบเดิมถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ในเวทีเสวนา “Sustainomy : Walk the Thought” “ปิยะชาติ อิศรภักดี” Chief Sustainomist จาก BiOST และผู้เขียนหนังสือ Sustainomy เสนอแนวคิดออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ผนวกความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงภาคผนวกของการเติบโต ขณะที่ “ดร.ดอน นาครทรรพ” ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ว่าไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ใช่โจทย์กากบาทแบบเดิมอีกต่อไป แต่เป็นข้อสอบอัตนัยที่ต้องอาศัยการปรับโครงสร้างทั้งระบบ เพื่อสร้างอนาคตที่เติบโตได้โดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง
ความยั่งยืนคือ 'ส่วนขยาย' ของการเติบโต
“ปิยะชาติ” ระบุว่า รูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นการเติบโตที่พึ่งพานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์มากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนของแรงงานที่ช่วยสร้าง GDP ลดลงเรื่อย ๆ นอกจากนี้ การเติบโตดังกล่าวยังเป็นการใช้ทรัพยากรและสะสมหนี้สินที่จะกลายเป็นภาระแก่คนรุ่นหลัง ทำให้โลกสูญเสียความสามารถในการเยียวยาตนเอง
"การเติบโตในแบบที่เราทำกันอยู่นี้ คือการขโมยเอาอนาคตมาใช้ ทั้งเรื่องการหาเงินและหนี้สิน ซึ่งสุดท้ายจะกลับมาเป็นภาระให้ลูกหลาน และที่น่ากลัวคือผลกระทบนี้อาจมาถึงไวกว่าที่คิด คือในรุ่นของเราเอง"
หัวใจสำคัญของแนวคิด Sustainomy คือการเปลี่ยนมุมมองต่อความยั่งยืน จากเดิมที่เป็นเพียงกิจกรรมส่วนแยก ให้กลายเป็นคำขยาย หรือส่วนหนึ่งของเป้าหมายการเติบโต
“โจทย์ของธุรกิจในวันนี้ไม่ใช่เพียงการหาเงินแสนล้านถัดไป แต่คือการรักษาเงินแสนล้านเดิมที่มีอยู่ให้ได้ท่ามกลางความเสี่ยงที่รุนแรงขึ้นทุกวัน”
ระบบนี้พยายามผลักดันเรื่อง "People" และ "Planet" ให้เข้าไปอยู่ภายใต้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจโดยตรง ไม่ใช่เพียงการทำเศรษฐกิจให้โตแล้วค่อยนำเงินที่เหลือมาดูแลสังคมหรือสิ่งแวดล้อมแบบตัดแปะ ดังที่เคยเป็นมา
จาก 'High Income' สู่ 'High Quality'
“ปิยะชาติ” กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศไทย ได้แก่
- การสร้างพอร์ตโฟลิโอที่เหมาะสมกับอนาคต: เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จนเกิดความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และโซลาร์เซลล์อย่างจริงจัง
- การสร้างตลาดใหม่: เช่น การเปลี่ยนจากระบบสาธารณสุขเชิงรับไปสู่เชิงป้องกัน ที่ผู้คนยอมจ่ายเงินเมื่อยังไม่ป่วย ซึ่งเป็นน่านน้ำใหม่ที่สร้างการเติบโตได้โดยไม่ต้องแข่งขันในตลาดเดิมที่อิ่มตัวแล้ว
- พลังอำนาจสายกลาง: ประเทศไทยควรใช้โอกาสในฐานะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (EMDC) เพื่อมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาโลกใหม่ แทนที่จะถูกบังคับให้เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
“ปิยะชาติ” วิเคราะห์ว่า ในอนาคตภาคธุรกิจจะต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเพียงผลกำไรสูงสุด มาเป็นการสร้างธุรกิจที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน เนื่องจากเทคโนโลยีอย่าง AI จะกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้เหมือนกันหมด และความแตกต่างจะวัดกันที่ความสามารถของมนุษย์ในการใช้เครื่องมือเหล่านั้น
สำหรับภาครัฐ จำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้สนับสนุน และสร้างความร่วมมือแบบ Public Private Partnership ที่แท้จริง โดยยกตัวอย่างโมเดลจากสิงคโปร์ที่รัฐช่วยลงทุนด้านทักษะ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชาชนเป็นแรงงานที่มีคุณภาพให้ภาคเอกชน ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างที่ยั่งยืนกว่าการแจกเงินเพียงอย่างเดียว
เศรษฐกิจไทยถึงจุดเปลี่ยน
“ดร.ดอน” ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวพ้นยุคการเติบโตที่ง่ายและเข้าสู่ภาวะที่ท้าทายอย่างมากจากปัญหาหนี้สะสมและการขาดการพัฒนาทุนมนุษย์ พร้อมเสนอแนวคิดการออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ผนวกความยั่งยืนเข้ากับการเติบโต เพื่อเป็นทางออกให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤติเชิงโครงสร้าง
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ขณะที่หนี้สาธารณะของรัฐบาลเริ่มขยับเข้าใกล้ขีดจำกัดในการกู้ยืม แม้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่จะมีความมั่นคงจากการเรียนรู้บทเรียนวิกฤติปี 2540 แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงต้องการการสนับสนุนด้านเงินทุนที่มีคุณภาพเพื่อปรับปรุงโครงสร้าง
“การจะก่อหนี้เพิ่มต้องทำไปเพื่อให้เกิดประโยชน์และมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน หากนำเงินไปใช้แบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ประเทศก็จะไม่ไปไหน”
จากโจทย์ง่าย สู่ยากกว่าเดิม
“ดร.ดอน” เปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่าเหมือนกับการทำข้อสอบที่เปลี่ยนจากแบบเลือกตอบ (กากบาท) มาเป็นข้อสอบอัตนัย ที่ต้องใช้ความเข้าใจเชิงลึกในการแก้ปัญหา ในอดีตไทยเคยภูมิใจกับการเป็น “Detroit of Asia” จากอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป แต่ปัจจุบันกำลังถดถอยลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า
ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาอาจไม่เร่งรีบในการเปลี่ยนผ่านพลังงานเนื่องจากมีน้ำมันสำรองสูง แต่ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับตัวสู่พลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีสะอาดให้เร็วกว่าเดิม เพื่อลดต้นทุนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ภาระ
“ดร.ดอน” กล่าวด้วยว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัวตามมาตรฐานความยั่งยืนของโลก ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งให้ล้าหลังและสูญเสียโอกาสในเวทีการค้าโลก
ภาครัฐ จำเป็นต้องมีความกล้าหาญในการกำหนดนโยบายและเป้าหมายร่วมกันของชาติที่เน้นผลประโยชน์ระยะยาวมากกว่าการกระตุ้นระยะสั้น ภาคธุรกิจต้องปรับตัวจากการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนเพื่อรักษาฐานลูกค้าในระดับสากล และภาคประชาชน จะได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและภาระหนี้ การปรับตัวและพัฒนาทักษะ จึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความอยู่รอดในเรือลำเดียวกันที่กำลังเผชิญคลื่นลมแรง
การก้าวข้ามอุปสรรคครั้งนี้ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ร่วมกัน เพื่อสร้างอนาคตที่คนไทยสามารถภูมิใจได้ทั้งในฐานะคนไทยและในเวทีโลก

