เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ อีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็นผู้กำหนดจังหวะชีวิต การทำงาน และคุณค่าของมนุษย์ ผู้ชนะในยุคนี้อาจเป็นบริษัทเทค นักลงทุน และผู้กุมข้อมูลมหาศาล ขณะที่คนธรรมดาจำนวนมากกลับเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกเร่ง ถูกแข่งขัน ถูกเฝ้ามอง และถูก ‘เก็บเกี่ยว’ โดยระบบที่ไม่มีตัวตน จุดคำถามสำคัญว่า ในวันที่อัลกอริทึมเริ่มควบคุมแทบทุกอย่างแทน มนุษย์ธรรมดาจะยังเหลืออำนาจเหนือชีวิตตัวเองมากแค่ไหน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกหมกมุ่นอยู่กับคำถามว่า “ใครจะชนะสงคราม AI” สหรัฐหรือจีน ใครจะไปถึง AGI ก่อน และใครจะขึ้นเป็นมหาอำนาจที่ครองอนาคตเทคโนโลยีโลก
แต่ภายใต้การแข่งขันระดับมหาอำนาจอันดุเดือดนั้น กลับมีอีกคำถามหนึ่งที่เงียบกว่า ทว่าอาจสำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ “มนุษย์ธรรมดาจะเหลืออะไรในโลกยุค AI”
เพราะไม่ว่าจะในสหรัฐหรือจีน ผู้คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกร่วมกันอย่างน่าประหลาด พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่ากำลัง “วิ่งไปสู่อนาคต” แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังถูก “อนาคตไล่ล่า” มากกว่า
AI และอัลกอริทึมอาจสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้บริษัทเทคฯและมหาอำนาจ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เป็นผู้ชนะในโลกใบใหม่นี้ หลายคนกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกเทคโนโลยี “เก็บเกี่ยว” ถูกกดดันให้แข่งขัน ถูกวัดคุณค่าด้วยข้อมูล และถูกผลักเข้าสู่ชีวิตที่ไม่มั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ
“หลิว อี้-หลิง” (Yi-Ling Liu) นักเขียนและบรรณาธิการด้านเทคโนโลยีจากศูนย์ Tarbell Center for AI Journalism ตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์นี้ว่า “แล้วมนุษย์ธรรมดาจะยังเหลืออำนาจอะไร ในโลกที่ AI และอัลกอริทึมกำลังเข้ามาควบคุมทุกอย่างมากขึ้นทุกวัน”
เธอถ่ายทอดมุมมองดังกล่าวผ่านบทความ “The Shared Feeling of Being Harvested by the Future” (ความรู้สึกร่วมของการถูกอนาคตเก็บเกี่ยวคุณค่า) ในหนังสือพิมพ์ The New York Times ซึ่ง “กรุงเทพธุรกิจ” เห็นว่า นี่เป็นภาพสะท้อนด้านมืดของยุค AI ได้อย่างน่าสนใจ จึงขอนำเสนอเนื้อหาสำคัญดังนี้
คนขับ Didi กับภาพสะท้อนชีวิต ‘ใต้เงาอัลกอริทึม’
บทความเริ่มต้นจากเหตุการณ์เล็ก ๆ แต่ทรงพลัง เมื่อหลิวเดินทางถึงเซี่ยงไฮ้ และนั่งรถ Didi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเรียกรถขนาดใหญ่ของจีน คนขับรถขอให้ผู้เขียนช่วย “เล่นกับระบบ” โดยยกเลิกการเรียกรถในแอปฯ แล้วจ่ายเงินให้เขาโดยตรงผ่าน WeChat แทน
เหตุผลไม่ใช่เพราะเขาต้องการโกงแบบง่าย ๆ แต่เพราะระบบของแพลตฟอร์มทำให้เขาเสียเปรียบ หากส่งผู้โดยสารเสร็จ เขาอาจถูกระบบส่งกลับไปสนามบิน และต้องรอคิวอีกหลายชั่วโมงกว่าจะได้ผู้โดยสารรายใหม่
ในสายตาคนทั่วไป นี่อาจเป็นเพียงปัญหาของคนขับรถรายหนึ่ง แต่ในสายตาของผู้เขียนอย่างหลิว นี่คือภาพสะท้อนของแรงงานยุคใหม่ที่ชีวิตถูกควบคุมโดย “อัลกอริทึม”
คนขับ Didi ในจีนจึงไม่ต่างจากคนส่งอาหาร DoorDash หรือคนส่งพัสดุ Amazon Flex ในสหรัฐ ที่รายได้ เวลาทำงาน และโอกาสในการได้งาน ล้วนถูกกำหนดโดยระบบที่มองไม่เห็น
พวกเขาไม่ได้มีเจ้านายเป็นมนุษย์แบบเดิม แต่มี “ระบบ” เป็นผู้กำหนดชะตา
และนี่คือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกร่วมระหว่างคนธรรมดาในจีนและสหรัฐ นั่นคือ ความรู้สึกว่าเทคโนโลยีไม่ได้ปลดปล่อยพวกเขา แต่กลับทำให้ชีวิตไม่มั่นคงและควบคุมยากขึ้น
โลกมุ่งลดต้นทุน-เอาชนะ จนมองข้ามคุณค่ามนุษย์?
ในระดับมหาอำนาจ เอไอถูกเล่าเหมือน “สงครามชี้ชะตาโลก” ครั้งใหม่ของศตวรรษนี้
ฝั่งสหรัฐมีทั้งบริษัทเทคระดับโลก เงินทุนมหาศาล ชิปขั้นสูง และแล็บ AI ที่กำลังเดิมพันกับสิ่งที่แทบเหมือน “การสร้างพระเจ้าในรูปดิจิทัล” ผ่านการไล่ล่า AGI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดเทียบมนุษย์
ขณะที่จีนมีอีกอาวุธหนึ่ง นั่นคือ “ความเร็ว” ประเทศที่เต็มไปด้วยวิศวกร โรงงาน และเมืองอย่างเซินเจิ้น ที่สามารถเปลี่ยนไอเดียบนกระดาษ ให้กลายเป็นฮาร์ดแวร์จริงได้ภายในเวลาอันสั้น พร้อมบริษัทเทคที่เร่งฝัง AI เข้าไปในทุกอณูของเศรษฐกิจ ตั้งแต่โรงงาน รถยนต์ หุ่นยนต์ ไปจนถึงชีวิตประจำวันของผู้คน
โลกจึงคลั่งไคล้เรื่องเล่านี้ราวกับเป็นการแข่งขันแห่งอนาคต ใครชนะ AI อาจชนะเศรษฐกิจ ใครสร้าง AGI ได้ก่อน อาจครองอำนาจทางทหาร และใครควบคุมเทคโนโลยีได้ก่อน ก็อาจเป็นผู้เขียน “ระเบียบโลกใหม่”
แต่หลิว อี้หลิงมองว่า กรอบความคิดแบบนี้กำลังพาโลกเดินเข้าสู่ปัญหาอันตราย เพราะมนุษย์เริ่มหมกมุ่นกับคำถามว่า “ประเทศไหนจะชนะ” จนลืมถามคำถามที่สำคัญกว่าว่า
“แล้วคนธรรมดาที่อยู่ใต้การแข่งขันนี้ กำลังถูกอะไรทำกับชีวิตบ้าง”
เมื่อทุกฝ่ายอ้างว่าต้องเร่งพัฒนา AI เพื่อไม่ให้แพ้คู่แข่ง โลกจึงค่อย ๆ ถูกผลักให้วิ่งเร็วขึ้นอย่างบ้าคลั่ง คนทำงานต้องมีประสิทธิผลมากขึ้น แรงงานต้องแข่งขันหนักขึ้น บริษัทต้องเร่งสปีดเร็วขึ้น สังคมต้องยอมรับความเครียด ความไม่มั่นคง และผลกระทบต่อมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ
AI จึงไม่ได้เป็นเพียง “การแข่งขันทางเทคโนโลยี” อีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ ที่บีบให้ทั้งสังคมต้องเร่งความเร็วตาม โดยไม่เคยหยุดถามเลยว่า มนุษย์จะยังรับไหวหรือไม่
‘ชนชั้นนำ’ มอง AI เป็นโอกาส แต่ ‘คนธรรมดา’ มองเป็นแรงกดดัน
หนึ่งในประเด็นสำคัญของบทความนี้คือ ความแตกต่างระหว่าง “ผู้สร้าง AI” กับ “ผู้ถูก AI กระทบ”
สำหรับผู้ก่อตั้งบริษัท นักลงทุนในวอลล์สตรีท วิศวกรดาวรุ่ง และชนชั้นนำในวงการเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์คือโอกาสอันมหาศาล เป็นยุคตื่นทองครั้งใหม่ เป็นช่องทางสร้างความมั่งคั่ง อำนาจ และชื่อเสียง โดยในซิลิคอนวัลเลย์ คนรุ่นใหม่พูดถึง AI ว่า จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน รักษาโรค สร้างผลิตภาพทางเศรษฐกิจ และยกระดับมนุษยชาติ
แต่นอกวงสนทนาของชนชั้นนำเหล่านี้ คนทำงานจำนวนไม่น้อยกลับเห็น AI ในอีกแบบ พวกเขาเห็น AI เป็นเครื่องมือที่อาจมาแทนงาน เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยบริษัทลดต้นทุนแรงงาน เป็นแรงกดดันที่ทำให้ทุกคนต้องรีบปรับตัว ไม่อย่างนั้นจะตกขบวน
ในย่านจงกวนชุนของปักกิ่ง ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ซิลิคอนวัลเลย์ของจีน” อาคารสำนักงานยังคงเปิดไฟสว่างลึกเข้าไปถึงกลางดึก ขณะที่พนักงานในแล็บ AI ต่างเร่งกันทำงานเพื่อเอาชนะคู่แข่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
บริษัทต่าง ๆ แย่งชิงวิศวกรระดับหัวกะทิกันอย่างหนัก ขณะที่โปรแกรมเมอร์ฟรีแลนซ์ก็ใช้ Claude token ไปเป็นหมื่น ๆ หน่วย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ด้วย AI อย่างรวดเร็ว
เหล่าสตาร์ตอัปต่างตามล่าสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “เฟิงโข่ว” หรือ “ช่องลมแห่งโอกาส” ซึ่งหมายถึงจังหวะทองทางธุรกิจ ที่หากคว้าไว้ได้ถูกเวลา ก็อาจพาผู้ประกอบการทะยานสู่ความร่ำรวยในทันที
หลายคนศึกษาหนังสือ Zero to One ฉบับแปลภาษาจีน และยกย่องอีลอน มัสก์ราวกับฮีโร่ เพราะมองว่าเขาเป็นคนที่ “คิดเร็ว ทำเร็ว และทำสำเร็จจริง”
สำหรับ “ช่องลมแห่งโอกาส” ล่าสุดของจีนคือ “การเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์” ซึ่งเป็นคำแสลงที่ใช้เรียกการฝึกใช้งาน OpenClaw เอเจนต์ AI โอเพนซอร์สฟรี
ผู้คนเกือบ 1,000 คน ตั้งแต่นักเขียนโค้ดสมัครเล่นไปจนถึงแม่บ้าน ต่างไปต่อแถวหน้าสำนักงานใหญ่ของ Tencent เพื่อให้ติดตั้งซอฟต์แวร์นี้ลงบนอุปกรณ์ของตัวเอง
ผู้ใช้บางคนอ้างว่า OpenClaw สามารถช่วยเริ่มธุรกิจเสริมและเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นได้เป็นเท่าตัว ขณะที่ผู้ปกครองบางคนถึงกับซื้อบริการติดตั้ง “OpenClaw” ให้ลูกวัยประถม เพื่อไม่ให้ตามเพื่อนไม่ทัน
ขณะเดียวกัน บริษัทเทคฯ ต่างเร่งเปลี่ยนความวิตกกังวลนี้ให้กลายเป็นรายได้ โดยเก็บเงินค่าคลาวด์เซิร์ฟเวอร์และค่าเข้าถึงซอฟต์แวร์
อย่างไรก็ตาม มีผู้ใช้คนหนึ่งบนโซเชียลจีน RedNote ซึ่งเริ่มผิดหวังกับกระแส OpenClaw อธิบายไว้ว่า “นี่ไม่ใช่การ ‘โอบรับอนาคต’ หรอก แต่มันคือการ ‘ถูกอนาคตเก็บเกี่ยว’ ต่างหาก”
เมื่อหันไปมองทางใต้ลงมาที่เซินเจิ้น เมืองหลวงด้านฮาร์ดแวร์ของจีน สตาร์ตอัปต่างภูมิใจในสิ่งที่เรียกว่า “ความเร็วแบบเซินเจิ้น” และกำลังฝัง AI ลงไปในทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องชงกาแฟไปจนถึงเครนก่อสร้าง
ในงานแสดงเทคโนโลยีขนาดมหึมาของเมือง ซึ่งจัดในฮอลล์ถึง 20 แห่งที่มีขนาดเท่าโรงเก็บเครื่องบิน หลิวเดินผ่านบูธที่โฆษณาเปียโน AI เครื่องทำบะหมี่เนื้อ AI ไกด์โฮโลแกรม AI และติวเตอร์ภาษาอังกฤษ AI
ผู้เขียนนั่งต่อหน้าแพทย์แผนจีน AI เครื่องหนึ่ง ที่สแกนลิ้นมนุษย์แล้ววินิจฉัยอาการออกมา
ขณะเดียวกัน ฝูงชนจำนวนมากก็ยืนล้อมเวทีมวย เพื่อเชียร์หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์สองคนที่กำลังซ้อมชกกัน ซึ่งถูกสร้างโดยบริษัทหุ่นยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Unitree
“ตอนนี้มันเป็นสภาพแวดล้อมที่แข่งขันกันหนักมาก” วิศวกรซอฟต์แวร์ในเซินเจิ้นคนหนึ่งบอกกับหลิว
“ผมรู้สึกว่าถ้าหยุดเมื่อไร ผมจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังทันที”
ความวิตกนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ความไม่มั่นคงในการทำงานและความกังวลทางเศรษฐกิจมีอยู่มานานก่อนยุค AI บูมเสียอีก แต่ AI ได้เร่งความวิตกเหล่านั้นให้รุนแรงขึ้น และทำให้ยากจะต่อสู้หรือหลีกหนีมากกว่าเดิม
หลิวชี้ว่า ในสหรัฐ ชนชั้นนำสายเทคในซิลิคอนวัลเลย์มองตัวเองว่าเป็น “ผู้กุมอนาคต” และกำหนดชีวิตตัวเองได้ ส่วนคนธรรมดาอื่น ๆ อาจถูกมองเป็นเพียง “บอต” หรือฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ในระบบ
ขณะที่ในจีน คนทำงานทั่วไปเรียกตัวเองว่า “社畜” หรือ “วัวควายบริษัท” และ “加班狗” หรือ “หมาโอที” เพื่อสะท้อนความรู้สึกว่าตนเองถูกใช้งานหนัก แต่ไร้อำนาจต่อรอง
คนกลุ่มนี้ใช้คำไวรัลอย่าง “内卷” หรือ “Involution” มานานแล้ว เพื่ออธิบายความรู้สึกของการติดอยู่ในวงจรการแข่งขันที่ไร้จุดสิ้นสุด
ทั้งในจีนและอเมริกา คนที่รู้สึกถูก AI ทำให้หมดพลัง ต่างเริ่มเปรียบตัวเองกับมีมในวงการเกมอย่าง NPC หรือ “ตัวละครที่ผู้เล่นควบคุมไม่ได้”
ทั้งหมดนี้สะท้อนสิ่งเดียวกัน คือ ผู้คนไม่น้อยเริ่มรู้สึกว่า โลกใหม่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อพวกเขา แต่ถูกสร้างโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ และพวกเขาเป็นเพียงตัวประกอบในระบบนั้น
ยุคอยู่ตัวคนเดียว มนุษย์ฝากใจไว้กับแชตบอต
เมื่อปี 2025 กลุ่มนักวิจัย AI จากสหรัฐ แคนาดา และยุโรป ได้สร้างคำคำหนึ่งขึ้นมา คือ “Gradual Disempowerment” หรือ “การค่อย ๆ สูญเสียอำนาจในการกำหนดชีวิตตัวเอง”
พวกเขาใช้คำนี้เพื่ออธิบายอนาคตที่ AI ซึ่งฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ จะค่อย ๆ ลดบทบาทและอำนาจของมนุษย์ลงอย่างเงียบ ๆ เทคโนโลยีจะเริ่มเข้ามาควบคุมสถาบันสำคัญต่าง ๆ ของสังคม โดยไม่จำเป็นต้องสนใจคุณค่าหรือความต้องการของมนุษย์มากนัก
แม้แนวคิดนี้จะถูกพูดถึงในฐานะ “ความเสี่ยงในอนาคต” แต่สำหรับคนที่เฝ้ามองทั้งอเมริกาและจีนอย่างใกล้ชิด กลับดูเหมือนเป็น “คำอธิบายของโลกปัจจุบัน” ไปแล้ว
คนทำงานสายความรู้ในทั้งสองประเทศ เริ่มรู้สึกถึง “สายตาที่เฝ้ามองอยู่ตลอด” ของ AI
ตอนนี้ AI ถูกใช้ในการตัดสินใจเรื่องการจ้างงานและการไล่ออก ใช้ตรวจจับเวลาเข้างาน ประเมินว่าใครมีศักยภาพเติบโตในองค์กร ตรวจจับช่วงเวลาที่พนักงานไม่ทำงาน และใช้ควบคุมระเบียบวินัยต่าง ๆ
นอกที่ทำงาน ผู้คนทั้งในจีนและอเมริกาก็เริ่มผูกพันกับ AI ในฐานะ “เพื่อน” ที่ให้ความสบายใจและเป็นที่ปรึกษาทางใจ จนบริษัทเทคฯเริ่มเปลี่ยน “ความเหงา” และ “ความสัมพันธ์ทางอารมณ์” ให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้น
วัยรุ่นอเมริกันกว่า 70% บอกว่า เคยใช้แชตบอตเป็นเพื่อน และเกือบ 1 ใน 8 ใช้มันเพื่อช่วยเรื่องสุขภาพจิต
ในจีนก็คล้ายกัน มีผลสำรวจพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนหนุ่มสาวจีนเคยคุยกับ AI เรื่องสภาพจิตใจของตัวเอง โดยในประเทศที่ “การอยู่คนเดียว” กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ และจำนวนครัวเรือนคนเดียวอาจพุ่งแตะ 200 ล้านครัวเรือนภายในปี 2030 ปัญญาประดิษฐ์จึงถูกมองเหมือน “ทางแก้ด่วน” ของวิกฤติความเหงาที่กำลังขยายตัว
ในปีนี้ แอปฯหนึ่งชื่อ “Are You Dead?” ได้รับความนิยมอย่างมาก แอปฯนี้จะส่งสัญญาณเตือนไปยังคนใกล้ชิด หากผู้ใช้ไม่ได้กดเช็กอินตามเวลาที่กำหนด โดยชื่อภาษาจีนของมันคือ “死了么” ซึ่งเป็นการเล่นคำมืด ๆ กับชื่อแอปสั่งอาหารชื่อดัง Ele.me ที่แปลว่า “หิวไหม?”
แต่เบื้องหลังชื่อที่ดูตลกร้ายนี้ แอปฯกำลังตอบโจทย์ปัญหาจริงจังมาก นั่นคือผู้คนจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตเพียงลำพัง อยู่ไกลครอบครัว ไม่มีเครือข่ายช่วยเหลือ และกลัวว่าวันหนึ่ง ตัวเองอาจ “หายไปจากโลกนี้” โดยไม่มีใครรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
โลกล้ำยุค แต่ผู้คนกลับโหยหาอดีต
ในช่วงท้ายของบทความ ผู้เขียนเล่าถึงการที่คนหนุ่มสาวในทั้งจีนและอเมริกา หันไปหาโหราศาสตร์ ไพ่ทาโรต์ ศาสนา หรือความเชื่อทางจิตวิญญาณมากขึ้น
คนอเมริกันวัย 20 กว่า ๆ เช็กดวงผ่านแอปฯโหราศาสตร์อย่าง Co-Star กันเป็นประจำ จนกลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์
คน Gen Z บางส่วนเริ่มกลับไปสนใจ “ศาสนาคริสต์” อีกครั้ง และแนวคิดอนุรักษนิยมทางศาสนาก็เริ่มกลับเข้าสู่ชีวิตสาธารณะมากขึ้น
ในจีนก็เกิดสิ่งคล้ายกัน “บาร์ดูดวง” เริ่มผุดขึ้นในหลายเมือง แอปฯโหราศาสตร์อย่าง Cece กลายเป็นไวรัล และคนหนุ่มสาวจำนวนมากเริ่มถาม AI อย่าง DeepSeek เพื่อให้ช่วยทำนายอนาคตของตัวเอง
ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ที่ปักกิ่ง ผู้เขียนได้ไปร่วมดินเนอร์กับผู้หญิงกลุ่มหนึ่งอายุประมาณ 20-30 ปี ซึ่งทุกคนพูดถึงความกังวลคล้าย ๆ กัน ทั้งเรื่องโอกาสหางานที่ลดลง เรื่องเล่าสุดโหดจากการสมัครงาน ความผิดหวังกับการออกเดต และความรู้สึกว่าไม่อยากแต่งงานหรือมีลูกอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน หลายคนก็เริ่มสนใจเรื่องดวง ไพ่ทาโรต์ ฮวงจุ้ย และศาสตร์ลี้ลับมากขึ้น เมื่อหลิวถามผู้หญิงคนหนึ่งว่า ทำไมไพ่ทาโรต์ถึงได้รับความนิยมขึ้นมาก เธอตอบสั้น ๆ ว่า
“ไม่มีใครหันไปพึ่งไพ่ทาโรต์หรอก ถ้าชีวิตกำลังไปได้ดี”
เมื่ออนาคตไม่ใช่สิ่งที่น่าหวังอีกต่อไป ผู้คนจึงเริ่มหันกลับไปโหยหา “อดีต”
ทั้งจีนและอเมริกากำลังเผชิญกระแส Nostalgia หรือความคิดถึงอดีตอย่างหนัก ผู้คนโหยหาช่วงเวลาที่ชีวิตดูเรียบง่าย มั่นคง และไม่วุ่นวายเหมือนปัจจุบัน
ในจีน คนจำนวนมากชื่นชอบยูทูบเบอร์สายชนบทอย่าง “หลี จื่อชี” (李子柒) ที่โด่งดังช่วงโควิดจากคลิปชีวิตเรียบง่าย พึ่งพาตัวเองในชนบทเสฉวน
- หลี จื่อชี (李子柒) -
ฝั่งอเมริกาก็มีปรากฏการณ์คล้ายกัน ผ่านอินฟลูเอนเซอร์สาย “Tradwife” (Traditional Wife) อย่าง Ballerina Farm ที่โพสต์ชีวิตทำฟาร์มในรัฐยูทาห์ ทั้งรีดนมวัว ทำโดนัทเอง และเลี้ยงลูก 9 คน ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์แบบสโลว์ไลฟ์ ทำอาหารกินเองแบบออร์แกนิก ทำขนมปัง เย็บปักถักร้อย และจัดบ้านอย่างเป็นระเบียบ
- Ballerina Farm -
ผู้หญิงทั้งสองคนนี้สะท้อน “โลกในฝัน” แบบหนึ่ง โลกที่ไม่มีแชตบอต ไม่มีบริษัทเทค และไม่มีการแข่งขันที่บีบคั้นเหมือนทุกวันนี้
สังคมเริ่มหันหาผู้นำอำนาจนิยม
ในอีกด้านหนึ่ง ความโหยหาอดีต ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความคิดบางอย่างได้เช่นกัน เพราะเมื่อผู้คนรู้สึกไม่มั่นใจกับอนาคต หลายคนจึงเริ่มหันกลับไปมองแนวคิดที่ให้ความรู้สึกมั่นคง ชัดเจน และมีระเบียบมากขึ้น แม้แนวคิดเหล่านั้นในอดีต อาจเคยเป็นเพียงกระแสเล็ก ๆ หรืออยู่นอกกระแสหลักก็ตาม
ในจีน สิ่งนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว อินฟลูเอนเซอร์และนักคิดบางกลุ่มเริ่มปฏิเสธแนวคิดเสรีนิยม และหันไปสนับสนุนอำนาจรวมศูนย์แบบอนุรักษนิยมมากขึ้น
ในอเมริกาเอง ก็เริ่มเห็นอิทธิพลของนักคิดอย่าง “เคอร์ติส ยาร์วิน” (Curtis Yarvin) ที่เสนอว่า เสรีนิยมประชาธิปไตย “ควรถูกยกเลิก” เพราะเป็นระบบที่ไร้ประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความแตกแยก และถูกครอบงำโดยสิ่งที่เรียกว่า The Cathedral (อาสนวิหาร) ซึ่งหมายถึงเครือข่ายของมหาวิทยาลัยชั้นนำ สื่อกระแสหลัก และข้าราชการประจำที่คอยควบคุมความคิดของสังคม
ยาร์วินจึงเสนอให้แทนที่ด้วยระบบรัฐที่มีลักษณะรวมศูนย์มากขึ้น คล้ายองค์กรที่มีผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวคอยตัดสินใจและรับผิดชอบโดยตรง ซึ่งนักวิจารณ์หลายคนมองว่า มีลักษณะใกล้เคียงกับแนวคิดแบบราชาธิปไตยสมัยใหม่หรืออำนาจนิยมทางเทคโนโลยี
แนวคิดของเขา เริ่มได้รับความสนใจจากชนชั้นนำสายเทคและการเมืองของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปีเตอร์ ธีล อดีตประธานกรรมการบริหารของ PayPal ไปจนถึงเจดี แวนซ์. รองประธานาธิบดีสหรัฐ
ทางออก: ไม่ใช่การหยุดอนาคต แต่ต้อง ‘ทวงคืนอำนาจมนุษย์’
ตอนช่วงปิดจบของบทความ ผู้เขียนเตือนว่า การโฟกัส AI ผ่านกรอบ “จีนปะทะสหรัฐ” เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เรามองผิดจุด เพราะเมื่อทุกฝ่ายเชื่อว่าต้องรีบแข่ง รีบพัฒนา และต้องรีบชนะอีกฝ่าย มาตรการการควบคุม ความปลอดภัย สิทธิแรงงาน และผลกระทบต่อสังคม มัก “ถูกมองเป็นเรื่องรอง”
คำถามจึงไม่ควรมีแค่ “ใครจะชนะ AI” “ใครจะถึง AGI ก่อน” “จีนตามหลังสหรัฐกี่ปี” หรือ “สหรัฐจะเสียความเป็นผู้นำหรือไม่”
แต่ควรถามว่า “AI กำลังทำให้มนุษย์มีอำนาจมากขึ้นหรือน้อยลง” “ใครได้ประโยชน์จาก AI” “ใครเป็นคนจ่ายต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านนี้” และ “เราจะป้องกันไม่ให้คนธรรมดาถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้อย่างไร”
บทความไม่ได้เสนอให้ปฏิเสธ AI หรือหยุดพัฒนาเทคโนโลยี แต่เสนอว่า เราควรเปลี่ยนวิธีคิด แทนที่จะปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยีและรัฐมหาอำนาจเป็นผู้กำหนดอนาคตฝ่ายเดียว สังคมควรเปิดพื้นที่ให้แรงงาน นักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย ประชาชน และภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมกำหนดทิศทางของ AI
แรงงานต้องมีสิทธิต่อรองกับวัฒนธรรมทำงานที่ทำลายศักดิ์ศรีมนุษย์ สังคมต้องตั้งคำถามกับระบบที่ใช้ AI ควบคุมคนทำงาน รัฐบาลต้องวางกติกาให้เทคโนโลยีรับใช้มนุษย์ ไม่ใช่ให้มนุษย์รับใช้เทคโนโลยี และประเทศต่าง ๆ ควรร่วมมือกันกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ เพื่อให้ AI สอดคล้องกับคุณค่าของมนุษย์
เพราะหากปล่อยให้การแข่งขันเดินหน้า “โดยไร้ข้อจำกัด” อนาคตที่ถูกสร้างขึ้น อาจไม่ใช่อนาคตของมนุษย์ทุกคน แต่อาจเป็นอนาคตที่เก็บเกี่ยวจากมนุษย์จำนวนมาก เพื่อหล่อเลี้ยงชัยชนะของคนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น
อ้างอิง: nytimes, Times

