วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม 2569

Login
Login

เชียงใหม่ กางแผนรับมือภัยแล้งปี 70 เปิดพิกัด 8 อำเภอเสี่ยงขาดน้ำ

ชลประทานเชียงใหม่ เปิดสถานการณ์น้ำล่าสุด พร้อมกาง 4 มาตรการรับมือภัยแล้งปี 2570 เฝ้าระวัง 8 อำเภอเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ชูน้ำกิน-น้ำใช้อันดับ 1

โครงการชลประทานเชียงใหม่ เปิดเผยสถานการณ์น้ำล่าสุดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกางแผนบริหารจัดการน้ำรับมือฤดูแล้งปี 2570 เผยภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำชลประทานยังอยู่ในเกณฑ์ดี เดินหน้าขับเคลื่อน 4 มาตรการหลัก ชูการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคมาเป็นอันดับแรก ควบคู่การเฝ้าระวัง 8 อำเภอเสี่ยงแล้งซ้ำซาก และขอความร่วมมือเกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกเพื่อความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน

สถานการณ์น้ำภาพรวมจังหวัดเชียงใหม่ อ่างใหญ่-กลางยังอยู่ในเกณฑ์ดี

วันนี้ (28 ต.ค. 69) นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีแนวโน้มลดลงตามรอบฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำต้นทุนในภาพรวมถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดีถึงปานกลาง ซึ่งเพียงพอต่อการบริหารจัดการหากมีการใช้อย่างระมัดระวังและเป็นไปตามแผนที่วางไว้

สำหรับรายละเอียดปริมาณน้ำกักเก็บในแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ มีดังนี้

  • เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีปริมาณน้ำกักเก็บสูงถึง ร้อยละ 96.31 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก พร้อมเป็นแหล่งน้ำต้นทุนหลักในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่
  • เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ ร้อยละ 68.26 อยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงดี
  • อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง (รวมทุกแห่ง) มีปริมาณน้ำกักเก็บรวม ร้อยละ 81.18
  • อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก (รวมทุกแห่ง) มีปริมาณน้ำกักเก็บรวม ร้อยละ 68.45

จัดลำดับความสำคัญการใช้น้ำ มุ่งเน้น “น้ำกิน-น้ำใช้” เป็นอันดับ 1

ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ เน้นย้ำว่า โครงการฯ ได้วางหลักการจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำต้นทุนอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน โดยแบ่งลำดับความสำคัญออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้

  1. น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการประปา ถือเป็นความสำคัญสูงสุดอันดับแรก เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอตลอดฤดูแล้ง
  2. การรักษาระบบนิเวศ เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ ลำน้ำ สายน้ำ และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
  3. ภาคเกษตรกรรม สนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งตามแผนที่กำหนด
  4. ภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่
  5. ภาคการท่องเที่ยว รองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจังหวัด

เปิดพิกัด 8 อำเภอเสี่ยงแล้งซ้ำซาก พร้อมตั้งทีมเฝ้าระวังใกล้ชิด

เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำเชิงรุก โครงการชลประทานเชียงใหม่ได้ตั้งทีมงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในพื้นที่จุดเสี่ยงภัยแล้งซ้ำซากและพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ รวม 8 อำเภอ ได้แก่

  1. อำเภอจอมทอง
  2. อำเภอแม่แจ่ม
  3. อำเภออมก๋อย
  4. อำเหอดอยเต่า
  5. อำเภอเวียงแหง
  6. อำเภอเชียงดาว
  7. อำเภอพร้าว
  8. อำเภอฝาง

การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในพื้นที่เหล่านี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดภาวะฉุกเฉิน

ขับเคลื่อน 4 มาตรการบริหารจัดการน้ำต้นทุน รับมือฤดูแล้งปี 2570

ในการบริหารจัดการน้ำให้ผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งปี 2570 โครงการชลประทานเชียงใหม่ได้กำหนดแนวทางดำเนินงานภายใต้ 4 มาตรการหลัก ประกอบด้วย

  1. เร่งเก็บกักน้ำช่วงท้ายฤดูฝน ดำเนินการกักเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติให้ได้ปริมาณมากที่สุดก่อนสิ้นสุดฤดูฝน
  2. วางผังจัดสรรน้ำรายกิจกรรมและบริหารเชิงพื้นที่ วางแผนการใช้น้ำอย่างละเอียด และจัดระบบรอบเวรการส่งน้ำอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง เท่าเทียมทุกพื้นที่
  3. เตรียมความพร้อมเครื่องจักร-เครื่องมือ ดำเนินการเปิดทางน้ำ กำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาด 8–24 นิ้ว รวมทั้งสิ้น 74 หน่วย ประจำไว้ตามจุดเสี่ยง เพื่อพร้อมสนับสนุนทันทีที่เกิดวิกฤต
  4. บูรณาการและสร้างการรับรู้ ร่วมมือกับทุกภาคส่วนและกลุ่มผู้ใช้น้ำ สร้างการรับรู้และแจ้งข่าวสารสถานการณ์น้ำจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือในการใช้น้ำ

เร่งขุดลอก 4 ลำน้ำสายหลัก เพิ่มประสิทธิภาพการไหลและการกักเก็บ

นอกจากมาตรการข้างต้นแล้ว โครงการฯ ยังได้เร่งดำเนินการขุดลอกสิ่งกีดขวางและตะกอนดินในแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ ลำน้ำปิง ลำน้ำวาง ลำน้ำแม่กลาง และลำน้ำสาขา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในเขต อ.แม่วาง, อ.สันป่าตอง, อ.จอมทอง และ อ.หางดง

การขุดลอกดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลและการกักเก็บน้ำ ควบคู่ไปกับการใช้ ระบบอาคารชลประทานส่งน้ำแบบขั้นบันไดในแม่น้ำปิง ซึ่งจะช่วยยกระดับและควบคุมระดับน้ำในลำน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดช่วงฤดูแล้ง

ขอความร่วมมือเกษตรกร-ประชาชน ร่วมใจประหยัดน้ำ ก้าวผ่านวิกฤต

นายเกื้อกูล กล่าวเพิ่มเติมถึงความร่วมมือจากภาคประชาชนและเกษตรกร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำว่า ขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำน้อย พิจารณา ชะลอการทำนาปรังรอบ 2 และหันมาใช้นวัตกรรมการเกษตรประหยัดน้ำ เช่น:

  • เทคนิคการทำนาเปียกสลับแห้ง ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำในการทำนาได้อย่างมากโดยไม่กระทบต่อผลผลิต
  • การใช้นวัตกรรมระบบน้ำหยด สำหรับพืชไร่และพืชผัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชนและทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และระมัดระวัง เพื่อให้จังหวัดเชียงใหม่มีน้ำใช้อย่างเพียงพอและสามารถก้าวผ่านฤดูแล้งปี 2570 ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน