งบประมาณรับมือโลกรวนของไทยระหว่างปี 2561-2569 มีมูลค่ารวมกว่า 2.7 แสนล้านบาท โดยกว่า 71% ถูกใช้ไปกับการจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย
KEY POINTS
- งบประมาณรับมือโลกรวนของไทยระหว่างปี 2561-2569 มีมูลค่ารวมกว่า 2.7 แสนล้านบาท โดยกว่า 71% ถูกใช้ไปกับการจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย
- การจัดสรรงบประมาณมีความเหลื่อมล้ำสูง โดยกระจุกตัวอยู่ในหัวเมืองเศรษฐกิจและพื้นที่เสี่ยง เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และพัทยา
- ในขณะที่เมืองใหญ่ได้รับงบประมาณสูง มีถึง 12 จังหวัดที่ได้รับงบในส่วนนี้น้อยกว่า 1 ล้านบาท และอีก 5 จังหวัดไม่ปรากฏข้อมูลเลย
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่ดูแลและใช้งบประมาณด้านนี้มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนกว่า 63% ของงบภาครัฐทั้งหมด
ในยามที่วิกฤติการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจนประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกด้านความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว (CRI 2026) แต่กลับรั้งอันดับที่ 123 ของโลกในแง่ความพร้อมในการรับมือ คำถามสำคัญคือ “เราทุ่มงบประมาณไปมากน้อยแค่ไหน และเม็ดเงินเหล่านั้นตอบโจทย์จริงหรือไม่?”
รายงานล่าสุดจาก Rocket Media Lab และ เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ผ่านฐานข้อมูล Thailand Climate Finance Tracker 2026 ได้เปิดภาพภูมิทัศน์การลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (Climate Adaptation Finance) ระหว่างปี 2561 ถึงพฤษภาคม 2569 ซึ่งเผยให้เห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และความเหลื่อมล้ำในการใช้งบประมาณรับมือวิกฤตของประเทศ
เจาะลึกตัวเลข เม็ดเงิน 2.7 แสนล้านไปอยู่ที่ไหน?
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมและปรับตัวต่อภาวะโลกรวนรวม 279,500 ล้านบาท โดยกว่า 4 ใน 5 เป็นเม็ดเงินจากภาครัฐ เมื่อกระจายงบประมาณออกตามภาคเศรษฐกิจ 8 ด้าน พบความจริงที่น่าสนใจว่า งบประมาณส่วนใหญ่ “กระจุกตัวอยู่กับการจัดการน้ำ” มากที่สุดถึง 167,869 ล้านบาท หรือคิดเป็น 71.21% ของงบภาครัฐทั้งหมด สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงต้องผูกติดกับการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยเป็นหลัก
หากมองลงไปในระดับกระทรวง งบประมาณกว่า 63.80% หรือราว 147,119 ล้านบาท อยู่ในความดูแลของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองลงมาคือ กระทรวงมหาดไทย (15.14%) และ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (14.78%) ตามลำดับ
ความเหลื่อมล้ำระดับพื้นที่ กระจุกตัวในเมืองใหญ่ vs ท้องถิ่นขาดแคลน
ในมิติของการกระจายตัวตามภูมิศาสตร์ งบประมาณส่วนใหญ่ยังคงกองอยู่ตามหัวเมืองเศรษฐกิจและพื้นที่เสี่ยงสูง โดย กรุงเทพมหานคร มีงบประมาณด้านการปรับตัวฯ สูงที่สุดถึง 1,232 ล้านบาท (เน้นโครงการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม) ตามด้วย สมุทรปราการ (992 ล้านบาท) และ เมืองพัทยา (304 ล้านบาท)
ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลชี้ว่ามีถึง 12 จังหวัดที่มีงบประมาณในส่วนนี้น้อยกว่า 1 ล้านบาท และอีก 5 จังหวัดที่ไม่ปรากฏข้อมูลเลย ขณะที่ในแง่จำนวนโครงการ นครพนม กลับเป็นจังหวัดที่มีโครงการมากที่สุดถึง 83 โครงการ โดยเน้นไปที่โครงการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่
บทเรียนจากหาดใหญ่ เมื่อเงินอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ
แม้ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนจะดูมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่รายงานชิ้นนี้ได้ส่งสัญญาณเตือนที่สำคัญจากเหตุการณ์น้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยสะท้อนว่า เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่มีประสิทธิภาพเสมอไป
การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานสีเทา เช่น อ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน ที่รองรับวัตถุประสงค์เพียงด้านเดียวนั้น ในบางบริบทอาจกลายเป็นการ “ปรับตัวที่ก่อโทษ ” ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศและซ้ำเติมปัญหาในระยะยาว ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และการประยุกต์ใช้แนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน ควบคู่กันไปอย่างจริงจัง
การบ้านชิ้นใหญ่ของประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่การ “เติมเงิน” เข้าสู่ระบบงบประมาณเพื่อแก้ปัญหารายปีอีกต่อไป แต่คือการกระจายความพร้อมอย่างเท่าเทียม และการออกแบบยุทธศาสตร์การลงทุนที่ยืดหยุ่น ยั่งยืน และเท่าทันกับสภาพภูมิอากาศโลกที่แปรปรวนในอนาคต
ที่มา : Climate Finance Network Thailand , Rocket Media Lab





