วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ รุนแรงสุด ธ.ค.นี้ สภาพอากาศสุดขั้วลากยาวถึง 2027 คร่าขีวิต 451,000 คนทั่วโลก

คาด “ซูเปอร์เอลนีโญ” รุนแรงสุดในเดือนธันวาคม 2026 ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศโลกยาวถึงปี 2027 ทั้งคลื่นความร้อน มหาอุทกภัย ภัยแล้ง และคร่าชีวิตประชากรกว่า 451,000 คนทั่วโลก

KEY POINTS

  • ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญจะทวีความรุนแรงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศโลกยาวนานไปจนถึงปี 2027
  • มีการคาดการณ์ว่าคลื่นความร้อนที่เกิดจากปรากฏการณ์นี้อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากอัตราปกติถึง 451,000 คน
  • จะทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ทั้งภัยแล้งรุนแรงและอุทกภัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากรหลายพันล้านคน ความมั่นคงทางอาหาร และภาคเกษตรกรรม
  • ผลกระทบยังสร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น ปะการังฟอกขาว และอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

โลกกำลังเผชิญกับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และกำลังส่งผลกระทบสะเทือนไปทั่วระบบภูมิอากาศของโลก

ความรุนแรงของปรากฏการณ์นี้ จะถูกติดตามโดยใช้ค่า “Niño 3.4 anomaly” ซึ่งเป็นการวัดระดับความอุ่นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง ซึ่งพบว่า ค่าความผิดปรกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลรายวันสูงขึ้นระหว่าง +3.11 ถึง +3.4 องศาเซลเซียส ซึ่งทำลายสถิติเดิมที่ +3.08 องศาเซลเซียสที่เคยบันทึกไว้เมื่อปี 2015 และนับเป็นการพุ่งสูงที่รวดเร็วที่สุดในรอบปีทางสุริยคติ 

นอกจากนี้ ข้อมูลจากองค์กรบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) ยังพบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางทะลุ 30.06 องศาเซลเซียส เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คาดว่าซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้ปี 2026 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ และปี 2027 อาจจะทำลายสถิติอีกครั้ง

ขณะที่แบบจำลองการพยากรณ์จาก 14 สถาบันชั้นนำระดับโลกชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปรากฏการณ์นี้จะทวีความรุนแรงต่อเนื่องและเข้าสู่จุดสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม คาดการณ์ว่าค่าความผิดปรกติของอุณหภูมิเฉลี่ยรายฤดูกาลอาจพุ่งสูงถึง +3.7 ถึง +4.1 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่ +2.6 องศาเซลเซียสในช่วงปี 2015–2016 อย่างมาก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกแถลงการณ์ว่า ซูเปอร์เอลนีโญจะยังคงอยู่ไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2027 และส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและอุณหภูมิโลกต่อเนื่องไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิของปี 2027 ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ยาวนานและทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี 1950

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ออกโรงเตือนว่า “ซูเปอร์เอลนีโญกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อหน้าต่อตาเรา ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเอลนีโญจะเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้โลกของเราร้อนขึ้น ส่งผลกระทบรุนแรงและไปได้ไกลกว่าเดิม”

ด้านเซเลสเต ซาอูโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า “เอลนีโญไม่ได้เพิ่มความร้อนใหม่ให้กับโลก แต่มันปลดปล่อยความร้อนที่มหาสมุทรได้กักเก็บไว้ใต้พื้นผิวออกสู่บรรยากาศ และมหาสมุทรในปัจจุบันก็ร้อนที่สุดเท่าที่เราเคยบันทึกมา ทำให้มีความร้อนพร้อมที่จะถูกปลดปล่อยออกมามากขึ้น”

ข้อมูลจากสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (C3S) ของสหภาพยุโรประบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนกันยายน 2026 พุ่งสูงถึง 21.05 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่ 20.92 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกัน อุณหภูมิอากาศพื้นผิวโลกเฉลี่ยในเดือนกันยายนสูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี 1850–1900) ถึง 1.63 องศาเซลเซียส ซึ่งนับเป็นเดือนที่สองติดต่อกันที่อุณหภูมิโลกทะลุเกณฑ์กั้น 1.5 องศาเซลเซียส

 

คร่าชีวิตหลายแสนคน

ขณะที่ รายงานวิเคราะห์วิจัยจาก Climate Impact Lab ซึ่งเป็นความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ นำโดยมหาวิทยาลัยชิคาโก ระบุว่า “คลื่นความร้อน” ที่เกิดจากซูเปอร์เอลนีโญอาจคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมากถึง 451,000 คน ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน 2026 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ปี 2027 ซึ่งเป็นการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากอัตราปรกติ

ไมเคิล กรีนสโตน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก และผู้ร่วมก่อตั้ง Climate Impact Lab กล่าวว่า “ตัวเลขนี้อาจดูน่าตกใจ แต่มันคือพ่อแม่ ลูกหลาน ปู่ย่าตาตยาย และเพื่อนบ้านที่กำลังไปทำงานและใช้ชีวิต” 

รายงานระบุว่า มาตรการที่แต่ละประเทศสามารถนำมาใช้ได้มีด้วยกันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนภัยคลื่นความร้อนล่วงหน้า การจัดทำแผนรับมือด้านสาธารณสุข การจัดเตรียมจุดพักหลบความร้อนและจุดบริการน้ำดื่ม รวมถึงทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้มากขึ้น

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มักจะอยู่ในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้เป็นหลัก โดยคาดว่าไนจีเรียจะเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดถึง 31,400 คน ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย, ซูดาน, อินเดีย, และบราซิล ขณะที่สหรัฐก็ติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตราว 3,500 คน

เบน นอลล์ นักอุตุนิยมวิทยาจาก Washington Post เตือนว่า ประชากรโลกราว 2,600 ล้านคนจะต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงผิดปรกติอย่างมากจนถึงช่วงสิ้นปี สภาพอากาศร้อนจัดดังกล่าวจะมาพร้อมกับภัยแล้งรุนแรงในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งสร้างความเสี่ยงอย่างมหาศาลต่อการดำรงชีวิตและความมั่นคงทางอาหาร

วิกฤติภัยแล้งรุนแรง จะพบได้ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง อเมริกาใต้ตอนเหนือและตอนใต้ รวมถึงอินโดนีเซีย คลอบคลุมไปถึงภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ แคนาดา บางส่วนของทวีปแอฟริกา อินเดีย หมู่เกาะแปซิฟิกใต้ และนิวซีแลนด์

ขณะเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งของโลกก็เผชิญกับสภาวะฝนตกหนักผิดปรกติและอุทกภัยรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชากรราว 1,300 ล้านคนทั่วโลก ได้แก่ ทางตอนใต้และตะวันออกของสหรัฐ พื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมริกาใต้ ยุโรปตะวันตกและยุโรปใต้ ตะวันออกกลาง เอเชียกลางและเอเชียตะวันออก รวมถึงออสเตรเลียตอนใต้

 

ผลกระทบจากเอลนีโญ

ซูเปอร์เอลนีโญยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร สถาบันการศึกษาทางน้ำไอเอชอี เดลฟต์เตือนว่า พืชผลทางการเกษตรในกลุ่มประเทศส่งออกอาจล้มเหลว ตัวอย่างเช่น ข้าวโพดและถั่วในนิการากัวจะเสียหายหนัก ขณะที่พืชเกษตรชลประทานในโคลอมเบีย บราซิลตะวันออกเฉียงเหนือ และอินเดีย ต้องเผชิญการขาดแคลนน้ำรุนแรง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารมายังยุโรปและทั่วโลก

ทางด้านภาคเกษตรกรรมของอินเดียก็ต้องเผชิญกับภัยแล้งรุนแรง โดยไกรลาส โภศเล ประธานสมาคมผู้ปลูกองุ่นแห่งรัฐมหาราษฏระ (MSGGA) เตือนว่า รัฐมหาราษฏระอาจผลผลิตองุ่นมากถึง 40% และหากภัยแล้งลากยาวไปถึงปี 2027 ต้นองุ่นอาจยืนต้นตาย ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนใหม่สูงถึง 5,200 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์และใช้เวลาฟื้นฟูถึง 4-5 ปี

ความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด “ไฟป่า” ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย ซึ่งปริมาณการปล่อยก๊าซจากไฟป่าและพรุในปี 2026 มีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดของศตวรรษนี้ ซึ่งทำให้หมอกควันพิษจากไฟป่าได้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดวิกฤติหมอกควันข้ามพรมแดนทำลายสุขภาพประชาชนในหลายประเทศ

อีกทั้ง ระบบนิเวศทางทะเลได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยอุณหภูมิน้ำทะเลที่ร้อนจัดทำให้เกิดปรากฏการณ์ฟอกขาวของแนวปะการังครั้งใหญ่ทั่วโลก นอกจากนี้ จุดโต้คลื่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกกว่า 89% กำลังได้รับความเสี่ยงอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล การกัดเซาะชายฝั่ง และพายุสุดขั้ว

ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่รุนแรงสุดขั้วสามารถสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโลก โดยจะทำให้ GDP โลกหายไปหลายล้านล้านดอลลาร์ ทำให้รายได้ของประชาชนลดลด เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ผลกระทบด้านสุขภาพ และความเสียหายของระบบนิเวศ อาจสูงเกินกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์นี้ WMO และหน่วยงานในเครือข่าย จึงเร่งยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ในประเทศอินเดีย มีการใช้ระบบแจ้งเตือนภัยรวม SACHET ส่งข้อความเตือนภัยภูมิอากาศมากกว่า 134,000 ล้านข้อความใน 19 ภาษา เพื่อให้ประชาชนและชุมชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้ทันท่วงที

การเผชิญหน้ากับซูเปอร์เอลนีโญในปี 2026-2027 ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยเร่งด่วนสำหรับมวลมนุษยชาติในการเร่งปรับตัวและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง เพราะตอนนี้เหลือเวลาไม่มากแล้วที่จะแก้ปัญหานี้ได้ มิเช่นนั้นเราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกคนบนโลกใบนี้


ที่มา: AFP, Carbon Brief, CNN, Down to Earth, Euro News, Wired, WMO