วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เศรษฐกิจอาเซียนและไทย' ปี 2570 ท่ามกลางมรสุมพลังงานและภัยแล้งเอลนีโญ | ASEAN Insight

รายงานฉบับล่าสุด Asian Development Outlook เดือนกันยายน 2569 ได้สะท้อนภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคกำลังพัฒนา โดยประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 5.0% ในปี 2569 จากที่เคยเติบโต 5.5% ในปี 2568 ท่ามกลางงมรสุมพลังงานและภัยแล้งเอลนีโญ

โลกยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันผวน ท่ามกลางกระแสคลื่นความเปลี่ยนแปลงทั้งมิติภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะอากาศ เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกกำลังถูกทดสอบประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งอีกครั้ง รายงานฉบับล่าสุด Asian Development Outlook เดือนกันยายน 2569 จัดทำโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้สะท้อนภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคกำลังพัฒนา โดยประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 5.0% ในปี 2569 จากที่เคยเติบโต 5.5% ในปี 2568

เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกได้รับแรงส่งจากการค้าขายลงทุนภายในภูมิภาคด้วยกันเอง มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ และได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงตามกระแสวัฏจักรการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก แต่เส้นทางการพัฒนาการของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ยังคงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องเคลื่อนตัวผ่ามรสุมความท้าทายรอบด้านทั้งวิกฤติพลังงานและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกลุ่มประเทศอาเซียน เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวที่แตกต่างกัน  ADB ได้ปรับเพิ่มประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.7% ในปี 2569 และ 4.9% ในปี 2570 โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากประเทศศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งได้รับผลเชิงบวกจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ประมวลผล โดยเวียดนามฉายความโดดเด่นด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะสูงถึง 7.8% ในปี 2569 จากการอัดฉีดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

อินโดนีเซียสามารถรักษาจังหวะการขยายตัวได้อย่างสม่ำเสมอในระดับ 5.2% ในทางกลับกันฟิลิปปินส์กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดจากภาวะเงินเฟ้อที่ทรงตัวสูง รวมถึงการหดตัวอย่างยืดเยื้อในภาคการก่อสร้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แรงส่งทางเศรษฐกิจของอาเซียนในปัจจุบันยังคงกระจายตัวอยู่อย่างไม่เท่าเทียมกัน

สำหรับประเทศไทย ภาพรวมทางเศรษฐกิจคาดว่าจะขยายตัว 2.0% ในปี 2569 และ 1.9% ในปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.5% ในปี 2569 และคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 1.3% ในปี 2570  เครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือการลงทุนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันสำคัญจากภาคการค้าและการท่องเที่ยว แม้ยอดการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีจะเพิ่มขึ้น แต่ไทยจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนราคาแพงเข้ามาเป็นจำนวนมาก เมื่อบวกกับต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงทำให้ดุลการค้าสุทธิกลายเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงการบินพุ่งสูงขึ้น สายการบินต้องปรับเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเดินทางเข้ามายังประเทศไทยลดลงถึง 25% ในช่วงครึ่งแรกของปี

ความท้าทายที่เปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งอาเซียนและไทย คือแรงกดดันจากราคาพลังงานและภัยธรรมชาติ วิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้างได้สร้างความเสี่ยงต่อเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ทั้งช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน พุ่งสูงขึ้นกว่าระดับปกติถึงสามเท่า สร้างภาระต้นทุนมหาศาลแก่ภาคการขนส่ง เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมในภูมิภาค

ภูมิภาคอาเซียนยังต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงมาก ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีกำลังสูงสุดในช่วงปลายปี 2569 และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปตลอดปี 2570 สภาพอากาศที่แห้งแล้งผิดปกติทำให้ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวและพืชผลสำคัญลดลง พร้อมทั้งลดปริมาณน้ำในเขื่อนจนส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ อาจส่งผลให้หลายประเทศต้องหันมาพึ่งพาการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลและก๊าซ LNG ในราคาแพง ซ้ำเติมภาระค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้นไปอีก

ความผันผวนทางเศรษฐกิจเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคที่หลายประเทศในอาเซียนกำลังแบกรับภาระหนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนในระดับสูงติดอันดับประวัติการณ์ ภาวะหนี้สูงนี้ได้กลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่อนโยบายการเงินและการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายงานของ ADB ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนรวมถึงประเทศไทย ไม่สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบตั้งรับได้อีกต่อไป จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรการเชิงรุกและการลงมือทำล่วงหน้า ต้องมุ่งเตรียมการรับมือภัยแล้ง  โดยการกระจายพันธุ์พืชทนแล้งแก่เกษตรกร การบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการออกแบบระบบช่วยเหลือทางสังคมที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายล่วงหน้า ในระยะยาว การเร่งรัดปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน คือคำตอบเดียวที่จะช่วยผลกระทบจากความผันผวนจากราคาพลังงานโลก ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง