เปิดคลังไขปริศนา "รอยตีนไดโนเสาร์" หลักฐาน 100 ล้านปีที่บอกพฤติกรรมและวิธีเกิดฟอสซิลได้มากกว่ากระดูก เจาะพิกัดแหล่งพบ 12 จังหวัดทั่วไทย ล่าสุดปักหมุดใหม่ "อุดรธานี"
รู้หรือไม่? โลกดึกดำบรรพ์ไม่ได้ซ่อนอยู่แค่ใน "ฟอสซิลกระดูก" ที่เราเห็นตามพิพิธภัณฑ์เท่านั้น แต่ "รอยตีนไดโนเสาร์" ที่เหยียบลงบนแผ่นดินไทยเมื่อหลาย 100 ล้านปีก่อน คือเครื่องจักรย้อนเวลาชั้นดีที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เจาะลึกวิถีชีวิต ความเร็ว และพฤติกรรมล่าเหยื่อของไดโนเสาร์ได้อย่างแม่นยำ
ล่าสุด พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง กรมทรัพยากรธรณี เผยข้อมูลชุดใหญ่ ปักหมุดพิกัดแหล่งฟอสซิลรอยเท้าไดโนเสาร์ทั่วไทย พร้อมเปิดตัวน้องใหม่ "จังหวัดอุดรธานี" ที่เพิ่งค้นพบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ฟอสซิลรอยตีน (Fossil Track) คืออะไร? ทำไมสำคัญไม่แพ้กระดูก?
เวลาเราพูดถึงไดโนเสาร์ ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือโครงกระดูกยักษ์ในตู้กระจก แต่ในทางบรรพชีวินวิทยา "ฟอสซิลรอยตีน" (Fossil Track / Footprint) ถือเป็นหลักฐานประเภท Trace Fossil หรือ "ร่องรอยกิจกรรม" ที่มีเสน่ห์มากกว่า เพราะกระดูกบอกได้เพียงว่าพวกมัน "รูปร่างอย่างไร" แต่รอยตีนกำลังบอกเราว่าพวกมัน "กำลังทำอะไรอยู่" ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนรอยนั้นจะกลายเป็นหิน
หากรอยเท้าเหล่านั้นประทับเรียงต่อกันเป็นแนวยาว นักวิทยาศาสตร์จะเรียกว่า "รอยทางเดิน" (Trackway) ซึ่งสามารถนำมาคำนวณเปรียบเทียบหาความเร็วในการวิ่ง พฤติกรรมฝูง (เดินเดี่ยวหรือไปเป็นกลุ่ม) ตลอดจนสภาพแวดล้อมโบราณได้อย่างน่าอัศจรรย์
ไขปริศนาธรรมชาติ รอยเท้าอ่อนนุ่ม กลายเป็นหินอมตะหลายล้านปีได้อย่างไร?
คิดตามง่ายๆ หากเราเดินบนโคลนวันนี้ พอฝนตกหรือน้ำมา รอยเท้าเราก็หายไป... แล้วรอยเท้าไดโนเสาร์รอดมาถึงยุคเราได้อย่างไร?
คำตอบอยู่ที่ "สูตรลับของธรรมชาติ" ที่ต้องประจวบเหมาะเป๊ะๆ
- เนื้อชั้นดินต้องเป๊ะ: ไดโนเสาร์ต้องเหยียบลงบนชั้นตะกอนเนื้อละเอียดและอ่อนนุ่ม เช่น ริมฝั่งแม่น้ำ หรือที่ราบน้ำท่วมถึง
- ฝังกลบความเร็วสูง: หลังประทับรอยแล้ว พื้นที่นั้นต้องถูกตะกอนชุดใหม่เข้ามาฝังกลบอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ลม ฝน หรือกระแสน้ำจะกัดเซาะทำลาย
- การตกผลึกตามเวลา: ตะกอนสะสมความทับซ้อน แข็งตัวกลายเป็นหินดินดานหรือหินทราย ผ่านกาลเวลาหลายสิบล้านถึงร้อยล้านปี จนกระทั่งการเปลือกโลกยกตัวและเผยรอยนั้นออกมาสู่สายตามนุษย์ยุคปัจจุบัน
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ จากภูเวียง สู่การค้นพบล่าสุดที่ "อุดรธานี"
ย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2519 ประเทศไทยสั่นสะเทือนวงการวิทยาศาสตร์ด้วยการค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรก ณ อุทยานแห่งชาติภูเวียง จ.ขอนแก่น แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น...
ถัดมาในปี พ.ศ. 2527 นักสำรวจได้พบกับ "ฟอสซิลรอยตีนไดโนเสาร์" แห่งแรกของไทย ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ซึ่งเปรียบเสมือนประตูบานใหม่ที่เปิดออก ทำให้เราได้เห็นภาพไดโนเสาร์ไทยกำลังออกเดิน ล่าเหยื่อ และกินพืชในชีวิตจริง
ปักหมุด 12 จังหวัดขวานทอง! แหล่งพบรอยตีนสัตว์ดึกดำบรรพ์
ปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีได้บันทึกพื้นที่การค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์และสัตว์ร่วมยุค กระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสาน ได้แก่
- ขอนแก่น
- กาฬสินธุ์
- ปราจีนบุรี
- นครพนม
- เลย
- หนองบัวลำภู
- มุกดาหาร
- ชัยภูมิ
- สกลนคร
- เพชรบูรณ์
- พิษณุโลก
และล่าสุดที่ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีรายงานการค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของจังหวัด โดยเป็นซากดึกดำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด (Theropod) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่เดินด้วยขาหลัง 2 ข้าง จำนวน 1 แนวทางเดิน ประกอบด้วยรอยตีน 6 รอย บนชั้นหินทรายหมวดหินภูพาน อายุยุคครีเทเชียสตอนต้น (ประมาณ 120 ล้านปีก่อน)
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม: พบรอยเท้าไดโนเสาร์ ยุคครีเทเชียส โผล่อุดรฯ คุ้มครองตามกฎหมาย
ไม่มีกระดูก ก็รู้ใจ! "รอยตีน" บอกอะไรเราได้มากกว่าที่คิด
ความมหัศจรรย์ของรอยตีนไดโนเสาร์ คือต่อให้บริเวณนั้นจะ ไม่พบฟอสซิลกระดูกเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แต่นักวิจัยสามารถประเมินสิ่งเหล่านี้ได้ทันที
- ขนาดและน้ำหนักตัว: วัดจากความกว้าง ลึก และระยะห่างของรอยก้าว
- ประเภทของไดโนเสาร์: รอยเท้า 3 นิ้วปลายแหลม (กลุ่มกินเนื้อ/เทอโรพอด) หรือรอยเท้ากลมใหญ่เหมือนช้าง (กลุ่มกินพืชคอยาว/ซอโรพอด)
- พฤติกรรมและการย้ายถิ่น: บอกได้ว่าขณะนั้นพวกมันกำลังเดินทอดนวย วิ่งหนีภัย หรือเดินร่วมกันเป็นฝูงอบอุ่น
"ทุกร่องรอยในชั้นหิน ไม่ใช่แค่เรื่องของความเก่าแก่... แต่มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้เราย้อนเวลากลับไปต่อเติมภาพประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้"
การค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์แห่งใหม่ในจังหวัดอุดรธานี จึงไม่ใช่แค่ข่าวด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไป แต่เป็นหลักฐานตอกย้ำว่า "แผ่นดินไทย" เคยเป็นบ้านอันอุดมสมบูรณ์ของเหล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์หลากหลายสายพันธุ์ และยังมีปริศนาใต้อีกหลายชั้นหินที่รอให้เราไปค้นพบ
อ้างอิง-ภาพ : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , กรมทรัพยากรธรณี (2561). คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี บันทึกแห่งบรรพกาล: รอยย่ำ และทางเดิน, 42 หน้า.
Le Loeuff et al. (2005). Vertebrate Footprints of South East Asia (Thailand and Laos): a Review. International Conference on Geology, Geotechnology and Mineral Resources of Indochina (GEOINDO 2005), 582-587.
Le Loeuff et al (2009). Mesozoic vertebrate footprints of Thailand and Laos. Geological Society, London, Special Publications, 315, 245-254.
Kozu (2017). Dinosaur Footprints from the Khorat Group, Northeastern Thailand [Doctoral thesis, unpublish]. the University of Tsukuba.
Liard et al. (2026). A Review of Vertebrate Footprints from the Mesozoic of Thailand and Their Palaeobiogeographical Significance. Fossil Studies, 4(2), 10.





