วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

พบรอยเท้าไดโนเสาร์ ยุคครีเทเชียส โผล่อุดรฯ คุ้มครองตามกฎหมาย

พบรอยเท้าไดโนเสาร์เทอโรพอดกินเนื้ออายุ 120 ล้านปี ยุคครีเทเชียส ที่อุดรธานี รัฐสั่งกั้นพื้นที่คุ้มครองทันทีตาม พ.ร.บ.ซากดึกดำบรรพ์

รัฐบาลย้ำความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกธรณีของชาติ เดินหน้าคุ้มครองแหล่งค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อ ยุคครีเทเชียสตอนต้น อายุเก่าแก่กว่า 120 ล้านปี ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท (เตรียมการ) อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี สั่งการกรมทรัพยากรธรณีเร่งประสานท้องถิ่นบังคับใช้มาตรการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ หวั่นนักท่องเที่ยวรบกวนและเสี่ยงถูกกัดเซาะจากธรรมชาติ พร้อมแจงชัดการกั้นพื้นที่เป็นคนละขั้นตอนกับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งท่องเที่ยว

เปิดรายละเอียดการค้นพบ รอยเท้าไดโนเสาร์เทอโรพอด ยุคครีเทเชียส 120 ล้านปี

วันนี้ (21 ต.ค. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสำรวจและคุ้มครองแหล่งมรดกธรณีวิทยาที่สำคัญของประเทศไทย โดยระบุว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการเน้นย้ำให้กรมทรัพยากรธรณี เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อวางมาตรการคุ้มครองพื้นที่ที่มีการค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์ในจังหวัดอุดรธานีอย่างเร่งด่วน

พบรอยเท้าไดโนเสาร์ ยุคครีเทเชียส โผล่อุดรฯ คุ้มครองตามกฎหมาย

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้นบริเวณ อุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท (เตรียมการ) ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี คณะสำรวจได้ค้นพบแนวรอยเท้าของไดโนเสาร์ กลุ่มเทอโรพอด (Theropod) ซึ่งเป็นกลุ่มไดโนเสาร์กินเนื้อที่เดินด้วยสองขาหลัง

  • ลักษณะที่พบ ปรากฏเป็นแนวทางเดินจำนวน 1 แนว รวมทั้งหมด 6 รอย
  • หมวดหินที่พบ ปรากฏอยู่บนลานชั้นหินทรายของ หมวดหินภูพาน (Phu Phan Formation)
  • อายุทางธรณีวิทยา มีอายุประมาณ 120 ล้านปี ซึ่งตรงกับ ยุคครีเทเชียสตอนต้น (Early Cretaceous)

การค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์เทอโรพอดในครั้งนี้ ถือเป็นหลักฐานทางบรรพชีวินวิทยาและธรณีวิทยาที่มีคุณค่ามหาศาลต่อการศึกษาวิจัย ช่วยให้นักวิชาการสามารถต่อยอดความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต พฤติกรรม สภาพแวดล้อมโบราณ และระบบนิเวศในอดีตของประเทศไทยเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนได้อย่างมีนัยสำคัญ

พบรอยเท้าไดโนเสาร์ ยุคครีเทเชียส โผล่อุดรฯ คุ้มครองตามกฎหมาย

ไขข้อสงสัยทางกฎหมาย ทำไม "รอยเท้า" ถึงนับเป็น "ซากดึกดำบรรพ์"?

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับข้อกฎหมายในการคุ้มครองมรดกทางธรรมชาติ โดยระบุว่า ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 มาตรา 3 ได้นิยามความหมายของคำว่า “ซากดึกดำบรรพ์” ไว้อย่างครอบคลุม

“ซากดึกดำบรรพ์” มิได้หมายถึงเพียงแค่ชิ้นส่วนโครงกระดูก ฟัน หอย หรือซากพืชสัตว์โบราณที่เป็นกายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในสมัยดึกดำบรรพ์” เช่น รอยเท้า รอยเลื้อย หรือรอยไข่ ที่ปรากฏและถูกบันทึกไว้ในชั้นหินด้วย

ดังนั้น รอยเท้าไดโนเสาร์ที่ได้รับการตรวจสอบและยืนยันทางวิชาการแล้ว จึงถือเป็น ซากดึกดำบรรพ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ แม้ว่าในบริเวณใกล้เคียงจะไม่ได้มีการค้นพบชิ้นส่วนโครงกระดูกหรือฟันของไดโนเสาร์อยู่ร่วมด้วยก็ตาม

เปิดขั้นตอนและมาตรการคุ้มครองพื้นที่ตามกฎหมาย (มาตรา 25)

เพื่อป้องกันไม่ให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์และธรณีวิทยาอันทรงคุณค่าต้องได้รับความเสียหาย ทั้งจากการรบกวนของมนุษย์ การเหยียบย่ำของนักท่องเที่ยว หรือการกัดเซาะตามธรรมชาติจากน้ำและฝน รัฐบาลจึงได้กำชับให้ปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 โดยมีกรอบเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้

ผู้พบสิ่งที่มีเหตุควรเชื่อว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์แจ้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายใน 7 วันนับแต่วันที่พบ โดยเมื่อได้รับแจ้ง เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องมีคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในบริเวณที่พบ พร้อมจัดทำเครื่องหมายแสดงข้อห้ามให้เห็นอย่างชัดเจน และรายงานต่ออธิบดีกรมทรัพยากรธรณีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 7 วัน จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันนับแต่ได้รับรายงาน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

พบรอยเท้าไดโนเสาร์ ยุคครีเทเชียส โผล่อุดรฯ คุ้มครองตามกฎหมาย

สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง "การกั้นพื้นที่" กับ "การขึ้นทะเบียนแหล่ง"

นางสาวลลิดา ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญเพื่อป้องกันความสับสนของสังคมว่า การดำเนินการกั้นพื้นที่และสั่งห้ามเข้าตาม มาตรา 25 นั้น เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อการคุ้มครองและป้องกันความเสียหาย ซึ่ง สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีตั้งแต่ขั้นตอนการรับแจ้งและเข้าตรวจสอบ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้กระบวนการประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งซากดึกดำบรรพ์เสร็จสิ้น

การกันพื้นที่ห้ามเข้าตามมาตรา 25 เป็น คนละขั้นตอน กับการประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งซากดึกดำบรรพ์ตาม มาตรา 14 ดังนั้น ประชาชนและนักท่องเที่ยวจึงไม่ควรอุปทานหรือเข้าใจผิดว่า การที่เจ้าหน้าที่ปักป้ายกั้นพื้นที่หรือเข้าตรวจสอบ หมายถึงการขึ้นทะเบียนแหล่งซากดึกดำบรรพ์อย่างเป็นทางการแล้ว หรือเป็นการเปิดให้เข้าชมในฐานะแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่

ข้อปฏิบัติสำหรับประชาชนเมื่อพบสิ่งที่คาดว่าเป็น "ซากดึกดำบรรพ์"

เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาและปกป้องคุ้มครองมรดกทางธรรมชาติของประเทศ รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว หากบังเอิญพบร่องรอย ซากหิน หรือสิ่งใดก็ตามที่มีลักษณะคล้ายซากดึกดำบรรพ์ ขอให้ปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้

  1. แจ้งหน่วยงานท้องถิ่น ติดต่อแจ้งเรื่องได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือ เทศบาล ในพื้นที่ที่มีการค้นพบทันที
  2. บันทึกข้อมูลเบื้องต้น ทำการบันทึกพิกัดสถานที่พบ ลักษณะของร่องรอย และถ่ายภาพประกอบเท่าที่สามารถทำได้อย่างปลอดภัย โดย ไม่เข้าไปเหยียบย่ำหรือรบกวนพื้นที่
  3. ห้ามทำลายหลักฐาน ขอความร่วมมืออย่างเด็ดขาด ห้าม ขุด แซะ เคลื่อนย้าย นำออก หรือกระทำการใดๆ ที่อาจทำให้ซากดึกดำบรรพ์และสภาพแวดล้อมโดยรอบได้รับความเสียหาย

ทิศทางการพัฒนาในอนาคต อนุรักษ์นำหน้า ก่อนพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงธรณี

การค้นพบแนวรอยเท้าไดโนเสาร์เทอโรพอด ณ อุดรธานี ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางธรณีวิทยาของประเทศไทย แต่ยังถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการส่งเสริมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาแก่คนรุ่นหลัง

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษามรดกทางธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษาและเรียนรู้ การค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์ไม่เพียงสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของหลักฐานทางธรณีวิทยาในประเทศไทย แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาองค์ความรู้และการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา (Geotourism) ในอนาคต โดยต้องให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และการตรวจสอบทางวิชาการเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ การดำเนินการในปัจจุบันยังเป็นขั้นตอนการคุ้มครองและพิจารณาแนวทางพัฒนาพื้นที่ ไม่ใช่การประกาศขึ้นทะเบียนหรือเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ” นางสาวลลิดา กล่าวทิ้งท้าย

ขณะนี้ กรมทรัพยากรธรณี พร้อมด้วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างการวางแผนระยะยาวเพื่อประเมินแนวทางการอนุรักษ์ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ก่อนที่จะมีการพิจารณาพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาต่อไปในอนาคต

พบรอยเท้าไดโนเสาร์ ยุคครีเทเชียส โผล่อุดรฯ คุ้มครองตามกฎหมาย