ยอดส่งออก ก.ค. 69 พุ่ง 21.6% โต 25 เดือนติด แต่รายได้ไม่ทั่วถึง รัฐบาลดัน “3 สมดุล” ปรับโครงสร้างการค้า ดึง SMEs-เกษตรกรเข้าห่วงโซ่อุปทาน ดันรายได้สู่รากหญ้าถ้วนหน้า
ระเบิดโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย! แม้ยอดส่งออก ก.ค. 2569 โตแรง 21.6% พุ่งต่อเนื่อง 25 เดือนติด แต่รายได้กลับกระจุกอยู่แค่ "ทุนใหญ่-ไฮเทค" ด้านรัฐบาลเปิดแผนรบใหม่ด้วยยุทธศาสตร์ “3 สมดุล” ดันสัดส่วนรายได้ลงถึงฐานราก รื้อระบบห่วงโซ่อุปทาน หวังเปลี่ยนตัวเลขส่งออกสวยหรูให้กลายเป็น "เงินสดในกระเป๋า" ของ SMEs กว่า 22,000 ราย และเกษตรกรทั่วประเทศ
ผ่าความจริงหลังตัวเลข ทำไมส่งออกโต แต่รากหญ้ายัง "ไส้แห้ง"?
แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาอาจดูเขียวชอุ่มชวนฝัน ภายหลังนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยวันนี้ 2 กันยายน 2569 ว่า
การส่งออกเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวสูงถึง ร้อยละ 21.6 ทำสถิติเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 ติดต่อกัน ขณะที่ภาพรวม 7 เดือนแรกของปี 2569 ก็ทะยานขึ้นถึง ร้อยละ 18.2
ทว่าในความเป็นจริงเชิงลึก ตัวเลขที่เติบโตหวือหวานั้นกลับกลายเป็น "ภาพลวงตาทางเศรษฐกิจ" สำหรับคนทำงานหาเช้ากินค่ำ เพราะเครื่องยนต์หลักที่ดันยอดส่งออกโตกระฉูด กระจุกตัวอยู่เพียงแค่กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นของกลุ่มทุนข้ามชาติและบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่ราย
ในทางกลับกัน ภาคเกษตรกรรม และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการจ้างงานของประเทศ กลับแทบไม่ได้รับอานิสงส์จากเค้กชิ้นโตนี้
จากข้อมูลชี้ชัดว่า ประเทศไทยมีผู้ส่งออกรวมกว่า 30,000 ราย โดยเป็น SMEs มากถึง 22,000 ราย (คิดเป็นร้อยละ 73 ของผู้ส่งออกทั้งหมด) แต่กลับมี ส่วนแบ่งมูลค่าส่งออกรวมกันเพียงร้อยละ 14 เท่านั้น สะท้อนถึงช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่รังแต่จะกว้างขึ้นทุกวัน
เจาะลึกยุทธศาสตร์ “3 สมดุล” พลิกเกมการค้าไทย
เมื่อ "ยอดขายพุ่ง" ไม่ได้แปลว่า "ประชาชนอิ่มท้อง" กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของรัฐบาล จึงต้องรื้อโจทย์ใหม่ จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียง “ทำอย่างไรให้ส่งออกได้ปริมาณมากที่สุด” เปลี่ยนไปสู่ “ทำอย่างไรให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการส่งออกมากที่สุด” ผ่านโครงสร้างรบใหม่ 3 ด้าน
1. สมดุลตลาด (Market Balance) กระจายความเสี่ยง ทลายค่ายตลาดเดิม
รัฐบาลจะเร่งกระจายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดหลัก และเปิดตลาดใหม่ในประเทศที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สุขภาพ และสินค้ามูลค่าสูง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดที่หลากหลายขึ้น
2. สมดุลสินค้า (Product Balance) เลิกเป็นแค่มือรับจ้าง เพิ่ม Local Content
จะเร่งเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศ หรือ Local Content โดยเชื่อมการลงทุนและการผลิตกับวัตถุดิบ ชิ้นส่วน ผู้ประกอบการ SMEs แรงงาน และเทคโนโลยีของไทยให้มากขึ้น ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ และยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารจากการขายวัตถุดิบไปสู่การแปรรูป มาตรฐาน แบรนด์ และเทคโนโลยีของไทย เพื่อให้รายได้จากการส่งออกหมุนเวียนอยู่ในประเทศมากขึ้น
3. สมดุลรายได้ (Income Balance) ลาก SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่ทุนใหญ่
มุ่งแก้ปัญหาการกระจายผลประโยชน์จากการค้า โดยเฉพาะ SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการรายเล็ก ปัจจุบันไทยมีผู้ส่งออกมากกว่า 30,000 ราย ในจำนวนนี้เป็น SMEs กว่า 22,000 ราย แต่มีสัดส่วนมูลค่าส่งออกเพียงร้อยละ 14 รัฐบาลจึงจะเร่งลดข้อจำกัดด้านเงินทุน มาตรฐาน เทคโนโลยี ข้อมูลตลาด โลจิสติกส์ และช่องทางจำหน่าย พร้อมผลักดัน SMEs เข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของผู้ส่งออกรายใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ
เปลี่ยนโจทย์ประเทศ เลิกแข่ง "ยอดขาย" หันมาวัด "ความอิ่มท้อง"
คำแถลงของรองโฆษกนายกรัฐมนตรี ย้ำชัดแนวทางดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะตัวเลขส่งออกที่เพิ่มขึ้นจะมีความหมายต่อประชาชนมากขึ้นก็ต่อเมื่อรายได้ งาน และโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลจึงต้องทำให้การเติบโตของภาคการค้าเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศให้มากขึ้น
“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงให้ประเทศไทยส่งออกได้มากขึ้น แต่ต้องทำให้คนไทยได้ประโยชน์จากการส่งออกมากขึ้นด้วย ทั้ง SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก และแรงงาน ผ่านการเปิดตลาดใหม่ เพิ่มมูลค่าในประเทศ และกระจายรายได้จากการค้าให้ทั่วถึงมากขึ้น”
นับจากนี้ สายตาของภาคธุรกิจและประชาชนคงไม่ได้มองแค่ว่าตัวเลขส่งออกแต่ละเดือนจะบวกกี่เปอร์เซ็นต์ แต่มองไปที่ "เงินในกระเป๋า" ของเกษตรกร แรงงาน และ SMEs ไทย ว่าจะได้รับอานิสงส์จริงจากยุทธศาสตร์นี้มากน้อยเพียงใด เพราะนี่คือบทพิสูจน์จริงว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่คาราคาซังมานานหลายทศวรรษได้สำเร็จหรือไม่





