นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 21.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 25 เดือน และทำสถิติส่งออกสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากเดือน มี.ค.2569 ที่ทำได้ 35,157.1 ล้านดอลลาร์ ส่วนนำเข้ามูลค่า 38,399.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 36.7% ขาดดุลการค้า 3,610.5 ล้านดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการสินค้าในห่วงโซ่เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลทั่วโลกที่ยังเติบโตอย่างโดดเด่น ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคการส่งออก ประกอบกับเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือที่ยังขยายตัวได้ดี นอกจากนี้ยังมีการเร่งนำเข้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพลิกกลับมาขยายตัวของกลุ่มสินค้าเกษตรหลัก และศักยภาพของอาหารแปรรูป
ภาพรวม 7 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การส่งออก มีมูลค่า 231,531 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.2% การนำเข้า มีมูลค่า 266,885.5 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 37.8% ขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้การส่งออกเดือน ก.ค.ที่ขยายตัว 21.6% มาจากสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 24.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 28 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ทองแดงและของที่ทำด้วยทองแดง เครื่องวีดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 7 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 22%
การส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 1.1% หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 3.3% และสินค้าเกษตร เพิ่ม 0.6% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา ข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไก่แปรรูป กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ทั้งนี้ 7 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2.9%
ส่วนทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดหลัก เพิ่ม 26.9% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 45.3% จีน เพิ่ม 15.2% ญี่ปุ่น เพิ่ม 21.3% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 31.5% อาเซียน (5) เพิ่ม 16.8% และ CLMV เพิ่ม 13% ตลาดรอง เพิ่ม 10.1% โดยทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 28.9% ทวีปแอฟริกา เพิ่ม 11.3% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 12.1% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 4.7% ส่วนเอเชียใต้ ลด 5.4% ตลาดตะวันออกกลาง ลด 12.1% และสหราชอาณาจักร ลด 10.6% และตลาดอื่น ๆ ลด 20%
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การนำเข้าของไทย ขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องกันนั้น ไม่ถือเป็นความน่ากังวล เนื่องจากเป็นการนำเข้าสินค้าประเภทวัตถุดิบ และสินค้าทุน เช่น เครื่องจักร เพื่อรองรับการผลิตเพื่อส่งออก ตามกระแสของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับวัฎจักรอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งนั้น เป็นการเร่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนอยู่ในขณะนี้ ส่วนน้ำมัน จากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น และสินค้าอุปโภคบริโภค นำเข้าไม่มาก
สำหรับแนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ดี จากความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องดูความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และผลสรุปมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทย รวมไปถึงการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน จะเป็นปัจจัยเสี่ยงและเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เคยคาดการณ์การส่งออกว่า ทั้งปี 2569 จะเติบโต 8-11% และหากดูสถานการณ์ถึงตอนนี้ ที่ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเติบโต และถ้าโตต่อเนื่อง โอกาสที่การส่งออกทั้งปีของไทยจะขยายตัวเกิน 11% มีความเป็นไปได้สูง และมีโอกาสขยับขึ้นไปด้านบนเพิ่มขึ้น และมีโอกาสจะขยายตัวได้มากกว่า 12% จากเดิมที่เคยประเมินการส่งออกทั้งปีนี้ไว้ที่ 8-11% ส่วนจะทำได้ถึง 15% หรือไม่ ก็มีความเป็นไปได้
ทั้งนี้ หากการส่งออกทั้งปี เติบโตได้ 12% จะมีมูลค่าการส่งออกรวมที่ 381,000 ล้านดอลลาร์โดย 5 เดือนที่เหลือส่งออก เฉลี่ยเดือนละ 29,000 ล้านดอลลาร์ แต่หากการส่งออกทั้งปี เติบโตได้ 15% จะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 391,267 ล้านดอลลาร์ เฉลี่ยเดือนละ 31,947.3 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ จะมีการทบทวนเป้าหมายการส่งออกสำหรับปีนี้ใหม่อีกครั้ง ประมาณเดือน ต.ค.69



