ธุรกิจ

‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งคุมโควิดอยู่หมัด! ดึงทัวริสต์เอเชียฟื้นเศรษฐกิจไทย

หลังจากวานนี้ (22 ก.ค.) ประเทศไทยพบยอดผู้ติดเชื้อใหม่มากถึง 13,655 ราย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ “แอตต้า” ชี้ว่ารัฐบาลต้องเร่งควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอก 4 ให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมในการ “เปิดประเทศ”รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศที่สามารถควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ได้ดีที่สุดในโลกคือ “ประเทศจีน” พบผู้ติดเชื้อน้อยราย ปลอดโรคฯเกือบ 100% จนสามารถเปิดให้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ดี โดยเฉพาะการท่องเที่ยวภายในประเทศจีน เมื่อช่วงหยุดยาววันแรงงานตั้งแต่วันที่ 1-5 พ.ค.ที่ผ่านมา มีชาวจีนเที่ยวในประเทศมากถึง 100-200 ล้านคน

ทั้งนี้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นฐานใหญ่อันดับ 1 ของภาคท่องเที่ยวไทย เมื่อปี 2562 มีจำนวน 10,994,721 คน เพิ่มขึ้น 4.36% เมื่อเทียบกับปี 2561 สร้างรายได้ 543,707 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.78% โดยในช่วงปีปกติก่อนเจอวิกฤติโควิด-19 มีกรุ๊ปทัวร์จีนเดินทางผ่านบริษัททัวร์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯมากกว่า 60% ทางสมาคมฯจึงหวังให้ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการโควิด-19 ได้ดี มีความพร้อมในการเปิดประเทศมากขึ้น

“หลังจากได้พูดคุยกับคู่ค้าเอเย่นต์ทัวร์ฝั่งจีน ทางนั้นระบุว่าถ้าประเทศจีนพร้อมเมื่อไร พร้อมปล่อยให้คนออกมาเที่ยวประเทศไทยทันที คำถามคือฝั่งไทยพร้อมหรือยัง เพราะดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ยังไม่พร้อมใช่ไหม”

ด้าน ปรีชา จำปี นายทะเบียนสมาคมฯ กล่าวว่า “อินเดีย” ถือเป็นหนึ่งในตลาดดาวรุ่งของท่องเที่ยวไทย แต่พอเผชิญวิกฤติโควิด-19 เกิดภาพลบเกี่ยวกับยอดผู้ติดเชื้อที่พุ่งทะลุหลักแสนคนต่อวัน โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำสถิตินิวไฮถึง 4 แสนกว่าคน แต่ปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้น เมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมามียอดผู้ติดเชื้อนิวโลว์ที่ 30,093 คน และมีประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์อัลฟ่าและเดลต้าได้ดีแล้วประมาณ 90 ล้านคน แม้ว่าคิดเป็นสัดส่วนแล้วยังน้อยอยู่ที่ 6% ของประชากรทั้งหมด แต่ก็มีชาวอินเดียระดับ “อีลิท” (Elite) ซึ่งมีกำลังซื้อสูงได้รับวัคซีนแล้ว

“ขณะนี้มีกว่า 28 ประเทศที่เปิดให้ชาวอินเดียเข้าไปท่องเที่ยวได้ เช่น สหรัฐ ซึ่งตั้งเป้าดึงชาวอินเดียไปทัวร์วัคซีนเป็นอันดับ 1 นอกจากนี้ยังมีอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอื่นๆ ยกเว้นประเทศไทยที่ยังไม่เปิดรับชาวอินเดียเข้ามาท่องเที่ยว เพราะยังกลัวอยู่ ทั้งที่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเข้ามาต่างได้รับวัคซีนครบโดสตามเงื่อนไขที่ประเทศไทยกำหนด จึงอยากให้มีการผลักดันให้นักท่องเที่ยวอินเดียสามารถเดินทางเข้าโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ได้”

ไพรัตน์ ห่านศรีสุข อุปนายกสมาคมฯ กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์โควิด-19 ใน “อาเซียน” ตอนนี้ยังพบผู้ติดเชื้อสูง จากสถิติเมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าอินโดนีเซียมียอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูงถึง 33,772 ราย ยอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 2.98 ล้านราย มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม และสิงคโปร์ และเมื่อนับรวมจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวันดังกล่าวของ 10 ประเทศกลุ่มอาเซียนพบว่ามีจำนวนรวม 77,915 ราย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมรวมกว่า 6.35 ล้านราย จึงประเมินว่าตลาด “อาเซียนเที่ยวไทย” น่าจะฟื้นตัวยากภายในปีนี้!

และเมื่อเจาะตลาด “สิงคโปร์” แม้ตอนนี้ยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจะมีปะทุบ้าง จากข้อมูลวันที่ 21 ก.ค.ระบุว่ามีผู้ติดเชื้อใหม่ 181 ราย แต่ในภาพรวมก็ยังถือว่าควบคุมการระบาดได้ดี หากไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น น่าจะดึงนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่ในปีปกติเดินทางมาเที่ยวไทย 1 ล้านคน กลับมาท่องเที่ยวได้อีกครั้ง รวมถึงชิงส่วนแบ่งตลาดสิงคโปร์เที่ยวมาเลเซียซึ่งอยู่ที่ปีละ 6 ล้านคนมาได้ด้วย

วิชัย สหัสสพล เหรัญญิกสมาคมฯ เล่าเสริมถึงตลาด “เวียดนาม” ว่า นักท่องเที่ยวเวียดนามยังไม่คิดออกเดินทางท่องเที่ยวในตอนนี้ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศมีการปะทุของยอดผู้ติดเชื้อ ทั้งที่ผ่านมาเวียดนามสามารถคุมได้ดีมาโดยตลอด โดยสถิติในช่วง 4 วันล่าสุด (19-22 ก.ค.) มียอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันเฉลี่ย 4-5 พันคน รวมยอดผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 7 หมื่นคน รัฐบาลเวียดนามจึงออกประกาศล็อกดาวน์ 19 จังหวัดทางภาคใต้ จึงคาดว่าการคนเวียดนามจะคิดเรื่องท่องเที่ยวต่างประเทศอีกครั้ง คงเป็นช่วงไตรมาส 1-2 ของปี 2565

ด้านสุรวัช อัครวรมาศ อุปนายกสมาคมฯ กล่าวว่า ขณะนี้ทาง “ไต้หวัน” น่าจะกำลังวิเคราะห์สถานการณ์ประเทศไทย หากยอดผู้ติดเชื้อลดลงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ก็พร้อมจะทำ “ทราเวล บับเบิล” แลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน

ปิดท้ายด้วย เอนก ศรีชีวะชาติ ประธาน บริษัท ยูนิไทย แทรเวล จำกัด ซึ่งเชี่ยวชาญตลาด “ญี่ปุ่น” กล่าวว่า การฟื้นตัวของตลาดญี่ปุ่นเที่ยวไทยยังต้องใช้เวลา อาจเริ่มเดินทางเข้ามาในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า จากกรุ๊ปทัวร์ขนาดเล็ก 3-5 คนที่มีความสนใจเฉพาะด้าน เช่น ต้องการมาตีกอล์ฟในไทย ส่วนกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่อาจต้องรอถึงปลายปีหน้า โดยมองว่าประเทศไทยยังมีความพร้อมมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค และต้นทุนด้านการท่องเที่ยวไม่แพง จึงเอื้อต่อการตัดสินใจมาเที่ยวเมื่อมีความพร้อม!