‘วัคซีน’ที่คนทุกวัยต้องฉีด

‘วัคซีน’ที่คนทุกวัยต้องฉีด
29 เมษายน 2564
253

เนื่องในสัปดาห์การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก (วันที่ 24 – 30 เมษายนของทุกปี) ลองดูว่า คนแต่ละวัยต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง

ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่นำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตของการแพร่ระบาด คือ มาตรการที่เข้มงวดร่วมกับการให้ภูมิคุ้มกันที่ดีกับประชาชน

เนื่องในสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก (World Immunization Week 2021) ซึ่งตรงกับวันที่ 24 – 30 เมษายนของทุกปี รศ. นพ. ชิษณุ พันธุ์เจริญ สาขาวิชาโรคติดเชื้อและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิจัยโรคติดเชื้อเด็กและวัคซีน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อายุมีความสัมพันธ์กับการเลือกฉีดวัคซีน เพราะโรคติดเชื้อแต่ละโรคจะเกิดกับคนในแต่ละวัย

จึงแบ่งวัคซีนออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1. วัคซีนสำหรับเด็ก 2. วัคซีนสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ และ 3. วัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ

ยกตัวอย่างวัคซีนโรต้าเป็นวัคซีนสำหรับเด็กเล็ก วัคซีนไข้เลือดออกเป็นวัคซีนสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ วัคซีนงูสวัดเป็นวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุ วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนของทุกวัย วัคซีนนิวโมคอคคัสหรือวัคซีนไอพีดีเป็นวัคซีนสำหรับคนสองวัยคือเด็กวัย 5 ขวบปีแรก และผู้สูงวัยอายุ 50 ปีขึ้นไป

161968874328

แต่ละวัยใช้วัคซีนไม่เหมือนกัน

  • ช่วงอายุการฉีดวัคซีน

สำหรับวัคซีนโควิด-19 อายุที่จะเลือกฉีดวัคซีนก็มีความสำคัญเช่นกัน ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี อาจเพราะเหตุผลสองประการคือ

  1. เด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 มักไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย โดยทั่วไปเด็กที่ติดเชื้อโควิดจะมีอาการน้อยกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากโรคไข้หวัดใหญ่ที่อาการของผู้ป่วยเด็กอาจจะรุนแรงได้ 
  2. วัคซีนโควิด-19 ยังไม่มีการศึกษาในเด็ก เนื่องจากเป็นวัคซีนใหม่ แนะนำสำหรับวัยรุ่นอายุ18 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว แต่ยังไม่แนะนำให้ฉีดในเด็ก

ที่สำคัญวัคซีนโควิด-19 มีหลายชนิด แต่ละชนิดทำการศึกษาในคนแต่ละกลุ่มแต่ละวัย ทั้งนี้หน่วยงานองค์กรด้านสาธารณสุขของไทยจำเป็นต้องติดตามผลการวิจัยและผลการนำวัคซีนมาใช้อย่างแพร่หลาย เพราะจะทำให้ทราบถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนแต่ละชนิดว่ามีมากน้อยเพียงใด 

  •  วัคซีนในอนาคต

ทิศทางการผลิตวัคซีนในอนาคตตามความคิดเห็นของ รศ.นพ.ชิษณุ จะแบ่งเป็นสองกลุ่มคือ 

  1. วัคซีนป้องกันโรคที่อาจเกิดการระบาดขึ้นใหม่ ซึ่งจะต้องมีศักยภาพในการผลิตวัคซีนให้ได้รวดเร็ว วัคซีนโควิด-19 ถือว่าผลิตขึ้นได้รวดเร็วมาก และสามารถนำมาใช้ทั่วโลกในการควบคุมการแพร่ระบาดได้จริง แต่ประสิทธิภาพจะเพียงพอหรือไม่ อาการข้างเคียงของวัคซีนจะเป็นอย่างไร ยังต้องติดตามดูข้อมูลด้านการพัฒนาวัคซีนต่อไป
  2. วัคซีนป้องกันโรคที่มีอยู่แล้ว ในปัจจุบันวัคซีนยังอยู่ระหว่างการคิดค้น เช่น วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ EV71 ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคมือเท้าปากที่มีการแพร่ระบาดอย่างมากในโรงเรียนและผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจมีอาการรุนแรง

วัคซีนป้องกันโรค respiratory syncytial virus (RSV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบได้

ในแต่ละปีจะมีเด็กจำนวนมากที่ป่วยจากภาวะปอดบวมจากเชื้อ RSV แพทย์จะให้การรักษาตามอาการด้วยการให้ออกซิเจน พ่นยาขยายหลอดลม และให้น้ำเกลือ

ในอนาคตน่าจะมีวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ RSV และมียาที่ใช้ในการรักษา ที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้วัคซีนครอบคลุมสายพันธุ์ของเชื้อให้เพิ่มขึ้น ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในการป้องกันโรค

ยกตัวอย่าง วัคซีนไข้หวัดใหญ่จากเดิมที่มีวัคซีนชนิด 3 สายพันธุ์ ได้พัฒนาให้ครอบคลุมเพิ่มขึ้นเป็นวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ วัคซีนเอชพีวีชนิด 9 สายพันธุ์ซึ่งป้องกันมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งชนิดอื่นที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีได้ดีกว่าวัคซีนชนิด 2 และ 4 สายพันธุ์ เป็นต้น

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง