‘EV’ ... เปลี่ยนอนาคต

 ‘EV’ ... เปลี่ยนอนาคต
24 กันยายน 2563
1,213

มุมมอง “เอ็มจี” เชื่อ พลังงานไฟฟ้า จะช่วยยกระดับเทคโนโลยี  สร้างงานใหม่ มากกว่าส่งผลกระทบอุตสาหกรรม

งานสัมมนา “New Generation of Automotive” ที่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อทิศทางยานยนต์ในอนาคต โดยเฉพาะพลังงานใหม่อย่างไฟฟ้า (อีวี) ทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ สำนักงานนวตกรรมแห่งชาติ หรือ สวทช, การไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. สถาบันยานยนต์ และ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงการปาฐกถาพิเศษของ "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 

มุมมองของทุกฝ่าย สอดคล้องกันไปในทางที่เห็นว่า โลกต้องเดินไปทาง อีวี และทุกฝ่ายจะต้องเตรียมความพร้อม ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ในไทย ก็เดินหน้าเป็นรูปธรรมกันแล้ว เช่น บีโอไอ ที่ส่งเสริมการลงทุน ดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และยังวางแผนที่จะส่งเสริมรอบใหม่เพิ่มเติม สวทช.ก็เดินหน้าการวิจัย ทดสอบ หลายๆ ด้าน โดยเฉพาะแบตเตอรี ทั้งความสามารถใช้งานและความปลอดภัย สถาบันยานยนต์ก็เดินหน้าสร้างศูนย์ทดสอบเตรียมความพร้อม ส่วนการไฟฟ้า ทั้ง 2 หน่วยงาน เร่งติดตั้งสถานีชาร์จ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ต่างจังหวัดทั้งเส้นทางหลัก และเส้นทางรอง เป็นระยะๆ ทั่วประเทศ รวมถึงในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เป็นโครงข่ายที่จะสนับสนุนการใช้งาน อีวี ได้จริง ในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะสถานีชาร์จแบบ DC หรือ การชาร์จเร็ว ที่จะเพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้มาก 

ขณะที่มุมมองจากภาคเอกชน อย่าง จาง ไห่โป” กรรมการผู้จัดการ เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี และ เอ็มจี มองว่านิยามของ New Generation of Automotive นั้น ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ คือ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการขับขี่อัตโนมัติ และพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า 

160091699998

ซึ่งในส่วนของพลังงานทางเลือกนั้น ปัจจุบัน เอสเอไอซี มอเตอร์ (SAIC Motor) บริษัทแม่ที่ประเทศจีน เป็นหนึ่งในผู้นำเทคโนโลยีนี้ ในลำดับต้นๆ ของโลก ที่ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง และขยายไปยังตลาดต่างๆ รวมถึงไทย ที่เปิดตัวรุ่นแรกด้วยรุ่น แซดเอส อีวี” เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือ สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้ ด้วยแนวคิดการทำตลาดคือ “EASY” ที่ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ดูแลรักษาได้ง่าย และใช้งาน ได้ง่าย นั่นส่งผลให้ได้รับการตอบรับในวงกว้าง และล่าสุดสามารถสร้างยอดจองได้เกือบ 2,000 คัน สูงที่สุดในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาตลาดพบว่าปัญหาอย่างหนึ่งคือ ผู้บริโภคกังวลกับการใช้งาน ระยะทางที่สามารถขับขี่ได้ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าในเชิงเทคนิค เอ็มจีสามารถพัฒนารถที่สามารถใช้งานได้ไกลมาก แต่การทำธุรกิจจำเป็นจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้งานกับต้นทุน เพื่อให้เข้ากับแนวคิด EASY 

ดังนั้นสิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการหลังจากนี้ คือ การติดตั้งจุดชาร์จเพื่อรองรับการเดินทางมากขึ้น นอกเหนือจากเครื่องชาร์จแบบ วอลล์ บ็อกซ์ ที่แถมให้กับลูกค้าพร้อมติดตั้งที่บ้าน แต่เอ็มจี จะลงทุนติดตั้งเครื่องชาร์จ ดีซี  เป้าหมาย 100 แห่งภายในเดือน พ.ย.นี้ หลังจากนั้นจะเพิ่มเป็น 140 แห่ง ครบทุกจังหวัด

จุดที่ติดตั้งเริ่มจากเฟสแรก คือ โชว์รูมตัวแทนจำหน่าย จากนั้น เฟสที่ 2 คือ ติดตั้งในเส้นทางหลักของการเดินทางในภูมิภาคต่างๆ โดยหาพันธมิตรที่เหมาะสม และเฟสที่ 3 คือ การติดตั้งในศูนย์การค้า สำนักงาน และหมู่บ้านที่พักอาศัย 

ทั้งนี้ต้นทุนของเครื่องชาร์จ DC หัวชาร์จละ 1 ล้านบาท โดยการติดตั้งแต่ละจุดจะมีทั้ง 1 หัว และ 2 หัว ตามความเหมาะสม

160091725349

ดังนั้นเมื่อรวมกับแนวทางของหน่วยงานอื่นๆ ทั้งเอกชน กฟน. และ กฟผ. เชื่อว่าปัญหา และความกังวลเรื่องจุดชาร์จ อีวี จะหมดไปภายในครึ่งแรกปี 2564 และจากนั้นจะเป็นการผลักดันให้มีอีวีเข้ามาตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

“เอ็มจีเอง ก็จะขยายตลาดด้านนี้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยปีนี้จะมีรถเข้ามาเปิดตลาดอีก 2 รุ่น หนึ่งในนั้นคือ อีวี ส่วนอีก 1 รุ่น ก็จะใช้พลังงานไฟฟ้าเช่นกันคือ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด เพราะปัจจุบันเราเห็นว่าผู้บริโภคติดตามเรื่องราวของอีวีมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องพยายามหารถดีๆมานำเสนอ”

นอกจากนี้ก็จะพยายามทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น เพื่อผลักดันอีวี และสนองนโยบายภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมการใช้งานอีวีในประเทศไทยมากขึ้น 

จาง ระบุว่า เอ็มจี ไม่ได้มุ่งแค่การทำตลาดอย่างเดียว แต่ยังร่วมมือกับหลายๆ หน่วยงาน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในไทย เล่น การร่วมมือกับ สวทช. มาระยะหนึ่งแล้ว รวมถึงการลงนามในบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการขนส่งยุคใหม่ ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi เพื่อแบ่งปันข้อมูลสำหรับใช้ในการพัฒนา อีวี ในไทย

160091698854

ส่วนมุมมองที่มีต่อภาพรวมอุตสาหกรรม หากอนาคต อีวี จะมีบทบาทมากขึ้น จะทำให้อุตสาหกรรมเดิมๆ ได้รับผลกระทบนั้น จางระบุว่า ทุกคนตั้งทิ้งความคิดนี้ไปก่อน เพราะสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลง เป็นทิศทางของตลาดโลก และยังเห็นอีกว่า เมื่อเกิดธุรกิจใหม่ก็จะเกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ และในอดีตที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจะทำให้คนตกงาน เพียงแต่วิธีทำงานต้องเปลี่ยนไปเท่านั้น

ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งเดียวในโลกนี้ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ก็คือ การเปลี่ยนแปลง” จางกล่าว  

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง