background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ธุรกิจแห่เทงบปั้นคลังสินค้า ดักโอกาสตลาดอีคอมเมิร์ซ

ธุรกิจแห่เทงบปั้นคลังสินค้า ดักโอกาสตลาดอีคอมเมิร์ซ

โควิดนอกจากจะเป็นวิกฤติสำหรับหลายธุรกิจแล้ว ทว่าในอีกแง่มุม ยังกลายเป็นโอกาสของอีกหลายธุรกิจเช่นกัน โดยเฉพาะ “ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์”หรืออีคอมเมิร์ซ  คลังสินค้า และโรงงานให้เช่า ที่ขยายตัวแรง ตามพฤติกรรมเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้การสั่งซื้อสินค้

ภัทรชัย ทวีวงศ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด สะท้อนให้เห็นอัตราเติบโตนี้ จากภาพรวมตลาดคลังสินและโรงงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ที่พบว่า

ณ สิ้นครึ่งปีแรกของปี2563 พบว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและในประเทศไทย ยังคงชะลอตัวจากพิษโควิด แต่การขยายตัวของอีคอมเมิร์ซยังดีต่อเนื่อง กลายเป็นแรงส่งทำให้ความต้องการเช่าคลังสินค้าและโรงงานเติบโตตาม

โดยพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจ.สมุทรปราการ รวมถึงอีอีซีในช่วงครึ่งปีแรก มีการพัฒนาพื้นที่คลังสินค้าทั้งสิ้น 6,963,000 ตารางเมตร(ตร.ม.) 

สำหรับจังหวัดที่มีพื้นที่คลังสินค้าสูงที่สุด คือ จ.สมุทรปราการ สัดส่วน 38% หรือพื้นที่ 2.619 ล้านตารางเมตร(ล้านตร.ม.) ตามด้วยในพื้นที่อีอีซี สัดส่วน 32%พื้นที่ 2.255 ล้านตร.ม. 

“ผู้ประกอบการคลังสินค้าส่วนใหญ่ได้รับผลบวกจากช่วงโควิด-19มีการทำงานที่บ้านทำให้การซื้อขายผ่านอีคอมเมิร์ซเติบโต ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายปล่อยเช่าคลังสินค้าได้มากกว่า 1 แสนตร.ม. จึงเกิดการขยายการลงทุนธุรกิจคลังสินค้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี หลังจากมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซี เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา รวมถึงภาคอุตสาหกรรมการผลิต เกิดการจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย"

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในพื้นที่ใหม่เพิ่มเติม เช่น การพัฒนาคลังโลจิสติกส์ครบวงจร “โลจิสติกส์ พาร์ก” ในพื้นที่บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เนื้อที่ขนาด 200 ไร่ บนถ.บางนา-ตราด กม.46 เขต พื้นที่อาคารรวมกว่า170,000 ตร.ม. กำหนดสร้างเสร็จระยะที่1ภายในปี 2563 เพื่อรองรับความต้องการผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในเขตอีอีซี 

เขายังกล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรก มีพื้นที่โรงงานและคลังสินค้ารวมทั่วประเทศถูกพัฒนา 6.079 ล้านตร.ม.จากพื้นที่ทั้งหมด 6.963 ล้านตร.ม. คิดเป็นสัดส่วน 87.3% เพิ่มขึ้น 1.5% จากช่วงครึ่งหลังของปีก่อนหน้า โดยพื้นที่ในกรุงเทพฯมีอัตราการเช่าสูงที่สุดสัดส่วนถึง 95%ของพื้นที่คลังสินค้าทั้งหมด รองลงมาคือในพื้นที่จ.สมุทรปราการ สำหรับเชื่อมต่อกับศูนย์กลางการผลิตและการกระจายสินค้าสัดส่วนการเช่าอยู่ที่ 91% ตามด้วยพื้นที่อีอีซี อัตราการเช่าอยู่ที่ 74% 

ทั้งนี้คาดว่าธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าจะเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในช่วงที่ผ่านมาโครงสร้างธุรกิจคลังสินค้าเปลี่ยนไปจากเดิม ที่กระจายตัวเฉพาะในท่าเรือและหัวเมืองใหญ่ แต่ปัจจุบันมีการสร้างคลังสินค้าขนาดเล็กใกล้ตัวเมืองกรุงเทพฯมากขึ้น เพื่อสามารถส่งสินค้าได้รวดเร็วภายใน1วัน ขณะเดียวกันยังมีการขยายคลังสินค้าไปยังพื้นที่อีอีซี และย่านบางนา ซึ่งเป็นพื้นที่อีคอมเมิร์ซขยายตัว เชื่อมต่อกับโลจิสติกส์ในกรุงเทพฯ 

สำหรับราคาเช่าคลังสินค้าและโรงงานยังคงปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ราคาค่าเช่าเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 174 บาทต่อตร.ม. บางแห่งมีราคาเสนอเช่าสูงกว่า 200 บาท ต่อตร.ม.(สัญญาเช่า 3 ปี) ตามด้วยค่าเช่าในพื้นที่อีอีซีอยู่ที่ 153 บาทต่อตร.ม.และ จ.สมุทรมุทรปราการอยู่ที่ 152 บาทต่อตร.ม.ซึ่งมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในอัตรา 5% ในช่วงสัญญาปีที่ 4-6 และปรับเพิ่มเป็น 10% ในสัญญาปีที่ 7-10 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ช  

159906350716

โดยรูปแบบคลังสินค้าผู้เช่าสนใจพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 10,000 ตร.ม. ในรูปแบบโรงงานBuilt-to-Suit (BTSF) Warehouse Farm สำหรับผู้พัฒนารายใหญ่ก็ยังคงมองหาที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าอีกกว่า 200,000 ตารางเมตรในอีก 2 ปีข้างหน้าโดยเฉพาะในพื้นที่จ. สมุทรปราการ และในพื้นที่อีอีซี เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง