'เอดีบี' เจ้าหนี้อีกราย หลังครม.อนุมัติกู้ 4.8 หมื่นล้านสู้โควิด

'เอดีบี' เจ้าหนี้อีกราย หลังครม.อนุมัติกู้ 4.8 หมื่นล้านสู้โควิด
5 สิงหาคม 2563
932

ครม.เห็นชอบคลังกู้เงินจากเอดีบี 4.8 หมื่นล้านในส่วนของวงเงินกู้ 1 ล้านล้านสู้โควิด ชี้ช่วยลดการตรึงตัวของการต้องการเงินกู้ในประเทศ เพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังที่ให้ประเทศไทยกู้เงินจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) วงเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท

รวมทั้ง ครม.ได้เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้ COVID-19 Active Response and Expenditure Support Program ของธนาคารพัฒนาเอเชีย  และอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินในนามรัฐบาลไทย ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้สกุลเงินตราต่างประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ โดยสัญญาเงินกู้ฯ ฉบับดังกล่าว มีกำหนดลงนามกับ ADB ภายในเดือนนี้

การกู้เงินดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในโครงการแผนงานภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของหนี้รัฐบาลที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศยังอยู่ในระดับที่ต่ำโดยเมื่อรวมกับการกู้เงินจาก ADB ในครั้งนี้จะอยู่ที่ 2.46% ของหนี้รัฐบาลที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งไม่เกิน 10% ตามกรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนด โดยกระทรวงการคลัง จะดำเนินการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อภาวะตลาดเอื้ออำนวยต่อไป

ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้รายงานว่า การกู้ยืมเงินจาก ADB เนื่องจากการประเมินสถานการการเงินภายในประเทศของประเทศไทยจะยังคงมีความผันผวนในระยะต่อไป และสภาวะตลาดการเงินภายในประเทศของไทยจะมีความผันผวนเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนต้องการสภาพคล่องเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผลกระทบจากโควิด และรัฐบาลยังคงต้องใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดผลกระทบต่อสภาพคล่องภายในประเทศและต้นทุนการกู้เงินของทั้งภาครัฐและเอกชน กระทรวงการคลังจึงเห็นควรกระจายการกู้เงินไปยังแหล่งเงินกู้ต่างประเทศ

สำหรับสาระสำคัญของร่างสัญญาเงินกู้ฯฉบับนี้ประกอบไปด้วย 1.ผู้กู้คือกระทรวงการคลัง ผู้ให้กู้คือ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) 2.วงเงินกู้รวม 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 3.อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว โดยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารของตลาดลอนดอน (LIBOR) ระยะเวลา 6 เดือน บวกด้วยส่วนต่าง0.50% ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยของวงเงินกู้คงค้างทุก 6 เดือน คือ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ และวันที่ 15 สิงหาคม 4.ค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ อัตราร้อยละ 0.15 ต่อปี ภายหลัง 60 วันนับจากวันที่ลงนามในสัญญาเงินกู้ของวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย โดยชำระค่าธรรมเนียมพร้อมกับการชำระดอกเบี้ย

5.การชำระคืนต้นเงินกู้ แบ่งเป็น 2 วงเงินดังนี้ วงเงินที่ 1 วงเงินกู้ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อายุเงินกู้ 10 ปี รวมระยะเวลาปลอดการชำระต้นเงินกู้ 3 ปี ทยอยชำระคืนโดยแบ่งเป็น 14 งวด งวดละ 35.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 15 สิงหาคม 2566 และชำระงวดสุดท้ายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2573 วงเงินที่ 2 วงเงินกู้ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อายุเงินกู้ 5 ปี รวมระยะเวลาปลอดชำระต้นเงินกู้ 3 ปี ทยอยชำระคืนโดยแบ่งเป็น 4 งวด งวดละ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 15 สิงหาคม 2566 และชำระงวดสุดท้ายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568

6.ระยะเวลาสิ้นสุดการเบิกจ่ายเงินกู้ภายใน 30 มิถุนายน 2564 7.เงื่อนไขการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อใช้ในโครงการแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายใต้พระราชกำหนดฯ โดยไม่เป็นโครงการแผนงานที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักการของ ADB

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง