‘เงินบาท’ เปิดตลาดเช้านี้ ‘อ่อนค่า’ ที่ 31.15 บาทต่อดอลลาร์

‘เงินบาท’ เปิดตลาดเช้านี้ ‘อ่อนค่า’ ที่ 31.15 บาทต่อดอลลาร์
14 กุมภาพันธ์ 2563
326

ตลาดการเงินพลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยง และขายทำกำไร หลังจากตลาดมีอาการซึมจากปัญหาไวรัสระบาด จับตารายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี62ในสัปดาห์หน้า

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยตลาดการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS)  เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ31.12 บาทต่อดอลลาร์ กรอบเงินบาทวันนี้ 31.10-31.25 บาทต่อดอลลาร์

ในช่วงคืนที่ผ่านมา ตลาดการเงินพลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) เนื่องจากไม่มีประเด็นใหม่ที่น่าสนใจเข้ามาในตลาด นักลงทุนจึงขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อรอดูสถานการณ์ เห็นได้จากบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปีที่ปรับตัวลงแตะระดับ 1.6% อีกครั้ง ขณะที่ดัชนี S&P500 ของสหรัฐก็ย่อตัวลง 0.16% พร้อมกับ Euro Stoxx50 ของยุโรปที่ปรับตัวลง 0.20% และเงินดอลลาร์แทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอย่างเยนและยูโร

สำหรับวันนี้เชื่อว่าตลาดจะซื้อขายในกรอบที่แคบลงบ้าง ขณะที่ในสัปดาห์หน้า จะมีประเด็นเศรษฐกิจเข้ามากระทบตลาดการเงินไทยและค่าเงินบาทมากขึ้น

เรื่องที่น่าสนใจ ก็มีทั้งการรายงานจีดีพีไตรมาสสี่ปี 2019 ของไทยในวันจันทร์ที่ 17 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือคิดเป็น 0.4% เมื่อเทียบกับ ไตรมาสที่สาม ส่งผลให้ทั้งปี 2019 จีดีพีขยายตัวราว 2.4% จากปี 2018 ที่โตได้ถึง 4.1%

แม้ตลาดจะรับข่าวการชะลอตัวไปส่วนใหญ่แล้ว แต่เชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจขยายตัวน้อยกว่าที่ประเมิน เงินบาทก็อาจอ่อนค่าได้อีกครั้ง เพราะเศรษฐกิจกำลังจะต้องพบกับวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่จะเข้ามาซ้ำเติมในไตรมาสแรก

ส่วนในฝั่งสหรัฐ ก็จะมีการรายงานผลการประชุมธนาคารกลาง (FOMC Minutes) ครั้งล่าสุดในวันพุธที่ 19 ซึ่งคาดว่าจะเป็นการยืนยันว่าเฟดจะใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในกรณีที่วิกฤตเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันสหรัฐก็ยังมีเศรษฐกิจที่แข็งแรงมาก ซึ่งจะหนุนทั้งตลาดหุ้นและค่าเงินดอลลาร์ให้ทรงตัวได้

ส่วนของตลาดการเงินไทย ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่ามีอาการซึมจากปัญหาไวรัสระบาด โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยไปแล้วราว 807 ล้านดอลลาร์ แม้ยังซื้อสุทธิบอนด์ไทย 497 ล้านดอลลาร์แต่ค่าเงินบาทก็แกว่งตัวเร็วขึ้นเนื่องจากสภาพคล่องในตลาดอยู่ในระดับต่ำ

ในระยะถัดไป คาดว่าทิศทางของเศรษฐกิจและนโยบายการเงินในประเทศ จะลดบทบาทลงและไม่ได้เป็นเรื่องที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินตลาดการเงินไทย แต่ต้องจับตาภาพรวมการเปิดรับความเสี่ยงโลก (Risk Sentiment) ว่าจะฟื้นตัวขึ้นหรือไม่ แค่ไหน ผสมกับความเคลื่อนไหวของข่าวไวรัสโควิด19 ซึ่งถ้าตลาดยังคงมีความกังวลอยู่ แม้จะกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk On) ก็อาจเลือกลงทุนในฝั่งสหรัฐหรือยุโรปมากกว่าเอเชีย แต่ในทางกลับกับ ถ้าตลาดพลิกปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) ก็อาจเลือกพักเงินที่ดอลลาร์มากกว่าเงินหยวน เยน หรือบาทด้วย

ติดตามข่าวสารผ่าน facebook กรุงเทพธุรกิจ เพียง กดถูกใจ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง