ลดลง

ลดลง
4 ธันวาคม 2562 | โดย บล.เคที ซีมิโก้
515

Wait & See (รอเกิดสัญญาณซื้อ Inverted Hammer)

คาดการณ์ตลาดหุ้นไทยวันนี้

เรามีมุมมอง Slightly Negative และคาดดัชนีฯ ลดลง แนวรับ 1560 / 1550 จุด แนวต้าน 1575 / 1580 จุด เป็นผลจาก 1) สัญญาณเทคนิคยังคงเป็นรูปแบบขาลง โดยมีเป้าหมายหลักที่ 1550 จุด 2) ประเด็นสงครามการค้ากลับมาปะทุรอบใหม่ หลังปธน.ทรัมป์ ส่งสัญญาณการเจรจายืดเยื้อไปถึงปลายปีหน้า ส่วนปัจจัยบวก คือ นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมา Long SET50 Index Futures วานนี้ 7.26 พันสัญญา หลังจากสองวันก่อนหน้า Short ไปกว่า 6.6 หมื่นสัญญา ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ผลประชุมกลุ่มโอเปก วันที่ 5-6 ธ.ค. และการประชุมสภาฯ วันนี้ เพื่อแสดงความเป็นเอกภาพของพรรครร่วมรัฐบาลต่อญัตติไม่เห็นชอบต่อการจัดตั้งคณะกรรมาธิการศึกษากรณีม.44

ประเด็นสำคัญวันนี้: Brussels-EU Fin Meeting, USA-ADP Employment, รายงาน Services PMI, Composite PMI ของจีน อียู ญี่ปุ่น

สรุปภาวะตลาดหุ้นไทยวานนี้

ตลาดหุ้นไทยทาจุดต่าสุดตอนช่วงเปิดตลาดที่ 1567.47 จุด -2.06 จุด ก่อนที่จะเคลื่อนไหว Zig-Zag Up กรอบ 1565-1573 จุด ก่อนมาปิดตลาดที่ระดับ 1567.63 จุด -1.90 จุด วอลุ่ม4.40 หมื่นล้านบาท กลุ่มอุตฯ นาลง ได้แก่ อสังหาฯ -1.07% วัสดุก่อสร้าง -0.97% ส่วนกลุ่มอุตฯ นาขึ้น ได้แก่ ICT +1.32% ไฟแนนซ์ +1.1%

ประเด็นสาคัญ

- ตลำดหุ้นโลกร่วงต่อ: DJ -1.01% S&P500 -0.66% Nasdaq -0.55% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบเป็นวันที่สาม หลังจากปธน.ทรัมป์ ส่งสัญญาณการเจรจาการค้ากับจีนยืดเยื้อถึงปลายปีหน้า ส่วนตลาดหุ้นยุโรปปิดคละ DAX +0.19% CAC40 -1.03% FTSE -1.75%

+/- น้ำมันดิบปิดคละ แต่ทองคำพุ่ง: WTI +USD0.14 ปิด USD56.10/บาร์เรล Brent -USD0.10 ปิด USD60.82/บาร์เรล ลุ้นผลประชุมโอเปกอาจลดการผลิตหรือขยายเวลาลดการผลิตออกไปจนถึงเดือน มิ.ย. ขณะที่ Gold พุ่งขึ้น +USD15.20 ปิด USD1,484.40/บาร์เรล จากแรงซื้อคืนสินทรัพย์ปลอดภัย

- Trade war: ปธน.ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ลอนดอนว่าเขาไม่มีกาหนดเส้นตายในการบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน โดยอาจล่าช้าไปจนถึงการเลือกตั้งปธะธานาธิบดีสหรัฐฯ เดือน พ.ย. 2020 ส่วนรมต.พาณิชย์ วิลเบอร์ รอส ยืนยันว่ามาตรการเรียกเก็บภาษีสินค้านาเข้าจากจีนในวันที่ 15 ธ.ค. (15% ต่อสินค้านาเข้า USD160bn) ยังคงมีผลบังคับใช้ นอกจากว่าการเจรจาจะมีความคืบหน้า

- ไทย: สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ ปรับคาดการณ์ส่งออกไทยปี 2019-20E เป็น -2.5% ถึง -3% และ 0-1% บนสมมติฐานเงินบาท 33 และ 30.5 บาท/USD เป็นผลจาก สงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ ยืดเยื้อ มาตรการ IMO Low Sulphur 2020 (มีผลใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2020 และจะมีการปรับขึ้นค่า Low Sulphur Surcharge)ฯลฯ

- กลุ่มผู้ประกอบกำรโทรคมนำคมไทย: Fitch Rating คาดกระแสเงินสดสุทธิจะปรับตัวเป็นลบ เพราะกระแสเงินสดจากการดาเนินงานที่เติบโตช้าและไม่เพียงพอต่อคชจ.ลงทุนและค่าคลื่นความถี่ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงตลาดการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เข้าสู่ภาวะอิ่มตัว จะส่งผลกดดันต่อการเติบโตของรายได้และกาไร (คาด 9M20E เติบโตเพียง +2.5%) และ Net Debt/EBITDA ปี 2020 เพิ่มขึ้นเป็น 2.1 เท่า (จาก 1.8 เท่า ในปี 2019)

- ไทย: ครม.มีมติอนุมัติ 1) กองทุน LTF: เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกองทุนเพื่อการออมระยะยาว (SSF) โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% (จากเดิม 15%) แต่สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (จากเดิม 5 แสนบาท) รวมถึงเมื่อรวมกับวงเงินลดหย่อนจากกองทุนอื่นแล้วจะต้องไม่เกิน 5แสนบาทต่อปีภาษี และต้องถือครองนานขึ้นจาก 7 ปี เป็น 10 ปี 2)กองทุน RMF: เกณฑ์ใหม่คือเพิ่มสิทธิ์การลดหย่อนภาษีได้เป็น30% ของรายได้ (จากเดิม 15% ของรายได้) แต่คงวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาทเช่นเดิม

กลยุทธ์: Wait & See (รอเกิดสัญญาณซื้อ Inverted Hammer)

หุ้นแนะนารายสัปดาห์: CPF TCAP INTUCH

หุ้นโมเมนตัมบวก: GULF CBG SUN MONO BFIT PORT CSS CMO

หุ้นโมเมนตัมลบ: BWG CFRESH ZIGA CPW STC

Derivatives: แนะเปิด Long S50Z19P1075 เก็งกาไร (อ่านเพิ่มใน KTZ-D)

ข่าวอื่นๆ ในเครือ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags: