อ่อนตัวตามปัจจัยภายนอก

อ่อนตัวตามปัจจัยภายนอก
1 พฤศจิกายน 2562 | โดย บล.กรุงศรี
1,075

คาด SET อ่อนตัวลงทดสอบ 1,590 – 1,595 จุดก่อนจะสลับรีบาวด์

ตลาดหุ้นวานนี้

SET Index แกว่งตัวแคบปิดลบเล็กน้อย -0.34 จุด (-0.02%) ปิดที่ระดับ 1,601 จุด ด้วย Volume 6.4 หมื่นล้านบาท โดยแม้ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ตามคาดแต่ส่งสัญญาณชะลอการลดดอกเบี้ยในช่วงถัดไปส่งผลให้ทิศทาง Fund flow ยังคงชะลอตัว ประกอบกับมีแรงขายกลุ่มพลังงานตามราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลง รวมถึงแรงขายกลุ่ม ICT ที่ราคาดีดตัวขึ้นแรงก่อนหน้านี้เป็นตัวถ่วงดัชนี ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,867 ล้านบาท แต่ซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 396 ล้านบาท และ Net Long TFEX จำนวน 2,891 สัญญา

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้

เรามีมุมมองเป็นลบคาด SET อ่อนตัวลงทดสอบ 1,590 – 1,595 จุดก่อนจะสลับรีบาวด์ จากความไม่แน่นอนสถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐ-จีนหลังเจ้าหน้าที่จีนแสดงความไม่มั่นใจเกี่ยวกับการทำข้อตกลงการค้าในระยะยาวกับสหรัฐ นอกจากนี้ตัวเลข PMI ภาคการผลิตเดือนต.ค.ของจีนที่หดตัวลงสู่ 49.3 จุดส่งผลให้มีความกังวลด้าน Demand การใช้น้ำมัน ประกอบกับกลุ่มโอเปกรายงานการผลิตน้ำมันในเดือนต.ค.เพิ่มขึ้นกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทรุดตัวลงซึ่งเป็นลบต่อกลุ่มพลังงาน อีกทั้ง Fund flow ต่างชาติที่ยังคงไหลออกหลัง Fed ส่งสัญญาณชะลอการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงถัดไปจะเป็นแรงกดดันต่อภาวะตลาดด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีแรงซื้อรายตัวดักงบ 3Q19 ช่วยพยุงดัชนีในจังหวะที่อ่อนตัวลงได้

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • หุ้นที่คาดงบ 3Q19 เติบโต GPSC, BGRIM, BCH, CHG, EPG, TASCO ,PRM, JMT, JMART, BGC ,WORK
  • กลุ่มไฟแนนซ์ MTC, SAWAD ได้ประโยชน์ต้นทุนลดลงจากทิศทางดอกเบี้ยระดับต่ำ
  • Defensive stock AOT, INTUCH, ADVANC, BEM, BTS, BDMS, BCH, CHG, GPSC, TTW, CPALL

หุ้นแนะนำวันนี้

  • BBL (ปิด 174 ซื้อ/เป้า Bloomberg consensus 212 บาท) กลุ่มธนาคารราคาหุ้นลดลงสะท้อนภาพรวมธุรกิจที่อ่อนแอไปมากแล้ว ขณะที่ Valuation เริ่มน่าสนใจ หลายหลักทรัพย์ Trade ต่ำกว่า BVPS เราเลือก BBL เป็น Top pick ของกลุ่ม เนื่องจากเน้นปล่อยสินเชื่อกลุ่มลูกค้า Corporate ทำให้มีความเสี่ยงจากปัญหา NPLs น้อยกว่าคู่แข่งที่เน้นรายย่อยและ SMEs
  • CPF (ปิด 25.25 ซื้อ/เป้า 33.5) ทยอยสะสมมองราคาหุ้นลดลงสะท้อนข่าวแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์หมูแอฟริกาไปแล้ว ขณะที่ปัจจุบันราคาหมูในประเทศเริ่มฟื้นตัวจากระดับ 55 บาทต่อ ก.ก. เป็น 60 บาทต่อก.ก. เช่นเดียวกับราคาหมูเวียดนามที่ฟื้นตัวขึ้นกว่าเท่าตัวจากระดับ 33,000 ดองต่อ ก.ก. ขึ้นเป็น 60,000 ดองต่อก.ก. ในปัจจุบันคาดว่าจะช่วยหนุนผลประกอบการ 3Q19 และ 4Q19 ฟื้นตัว

บทวิเคราะห์วันนี้

ADVANC (ปิด 228 ซื้อ/เป้า 260), PLANB (ปิด 8.75 อัพเกรดเป็นซื้อ/เป้าใหม่ 10.5 เดิม 9.4)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (+/-) เดือน พ.ย.คงมุมมองเป็นกลางคาด SET ผันผวนในกรอบ 1,560 -1,640 จุด กลยุทธ์เน้นกลุ่ม ท่องเที่ยว และโรงพยาบาล รวมถึงกลุ่มที่ราคาร่วงแรงและเริ่มมีปัจจัยหนุน Top pick – BBL, BCH, CPF, ERW และ MINT: SET Index เดือน ลดลง 2.2% แต่พอร์ตลงทุนของเราให้ผลตอบแทน +1% ดีกว่าตลาด โดยมีหุ้น BCH ให้ผลตอบแทนดีสุด +6.3%  ขณะ ERW ให้ผลตอบแทนแย่สุดที่ -6% แนวโน้มเดือน พ.ย. คาด SET Index จะผันผวนในกรอบ 1,560 -1,640 จุด ดัชนียังขาดกลุ่มนำตลาด แม้จะมีปัจจัยบวกจาก Trade war เริ่มคลี่คลาย แต่ก็ยังถูกกดดันจากผลประกอบการ 3Q19 ของบริษัทจดทะเบียนที่ยังอ่อนแอ อีกทั้งยังมีปัจจัยลบจาก MSCI เพิ่มน้ำหนักหุ้น A- Share ของจีนเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ (27 พ.ย.19) ทำให้ภาพรวมดัชนียังไม่ไปใหน กลยุทธ์การลงทุนเดือน พ.ย.ยังเป็น Selective buy เน้นกลุ่มธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วง High season ในไตรมาส 4 คือ กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มที่ราคาหุ้นลดลงแรงในช่วงก่อนหน้าจน Valuation น่าสนใจ และมี Catalyst หนุนเฉพาะตัว อาทิ กลุ่มธนาคาร และ กลุ่มสินค้าเกษตร Top pick เดือน พ.ย. BBL, BCH, CPF, ERW, และ MINT
  • (-) Trade war เริ่มไม่แน่นอน หลังจากจีนและสหรัฐ ต่างให้ข่าวในทิศทางที่ขัดแย้งกัน: ตลาดยังมีความวิตกกังวลต่อการลงนามเพื่อยุติข้อพิพาทการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐจะสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ แม้สหรัฐจะออกมายืนยันว่าจีนและสหรัฐจะลงนามเพื่อยุติข้อพิพาททางการค้าร่วมกันบางส่วนได้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างหาสถานที่จัดการประชุมเพื่อทดแทนชิลีที่ประกาศยกเลิก อย่างไรก็ตามล่าสุดมีกระแสข่าวเชิงลบหลังจากมีเจ้าหน้าออกมาแสดงความไม่มั่นใจเกี่ยวกับการทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐในระยะยาว
  • (-) กลุ่มธุรกิจน้ำมัน : ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงอีก 88 เซนต์ ลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่4 จากหลายปัจจัยลบรุมเร้า: ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 88 เซนต์ (1.6%) ปิดที่ระดับ 54.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก 1) ตลาดยังผิดหวังกับตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐซึ่งเพิ่มขึ้น 5.7 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.5 ล้านบาร์เรล, 2) กลุ่ม OPEC ทำการผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีก 690,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ย.เป็น 29.59 ล้านบาร์เรล และ 3) จีนรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน ต.ค.ลดลงสู่ระดับ 49.3 จาก 49.8 ในเดือน ก.ย. (ตัวเลขที่ยังต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ถึงภาคการผลิตที่ยังอ่อนแอ)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง