BJC เดินหน้าสร้าง “ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว” รับมือวิกฤติภูมิอากาศและกฎการค้าใหม่ ผ่านการลงทุนโซลาร์เซลล์-รถ EV ลดต้นทุนและความเสี่ยง พร้อมหนุน SME และเกษตรกรเติบโตไปกับธุรกิจอย่างยั่งยืน
“BJC” ขับเคลื่อน “ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว” รับมือวิกฤติภูมิอากาศและกฎระเบียบการค้าใหม่ โดยลงทุนโซลาร์เซลล์ช่วยลดต้นทุนกว่า 800 ล้านบาท ใช้รถ EV บริหารความเสี่ยงพลังงาน พร้อมดำเนินโครงการ “BigC Big Smart Local” หนุน SME และเกษตรกรเติบโตอย่างยั่งยืน
วิจิตรา สุภาคง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยง การประชาสัมพันธ์และความรับผิดชอบต่อสังคม กลุ่มบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กล่าวถึงมุมมองการขับเคลื่อน “ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว” ในฐานะเกราะป้องกันความเสี่ยงและโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ในเวทีเสวนา “Green Supply Chain in the New Trade Era: โอกาสใหม่ธุรกิจไทยในห่วงโซ่อุปทานเพื่อความยั่งยืน” จากงาน “GCNT Expo 2026: From SHOCK To SHIFT - Thailand's Sustainable Transition in a Fractured World จากวิกฤติโลกสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” ที่จัดโดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT)
ธุรกิจของ BJC ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มค้าปลีกอย่าง “Big C” กลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้วและกระป๋อง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนกลุ่มเฮลท์แคร์และเทคนิคอล การมีห่วงโซ่คุณค่าที่ครอบคลุมหลากหลายเช่นนี้ ส่งผลให้การดำเนินงานด้าน “ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว” (Green Supply Chain) เป็นเรื่องธรรมชาติขององค์กร
วิจิตราเปิดเผยว่า มีปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ที่ทำให้ BJC ต้องเร่งเครื่องด้านความยั่งยืน ประการแรก วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรและต้นทุนสินค้า ประการที่สอง กฎระเบียบและข้อบังคับใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) รวมถึงกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ทั้งทางกฎหมายและการเงิน ตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์
ประการที่สามคือ ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ที่ไม่ได้มองแค่การทำธุรกิจที่ไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป แต่คาดหวังให้องค์กรรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเชิงรุก และประการสุดท้ายคือ ความต้องการของคู่ค้า ลูกค้า และพนักงานรุ่นใหม่ ที่หันมาเลือกทำงานหรือร่วมธุรกิจกับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างชัดเจน
วิจิตรามองว่า องค์กรไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เพียงลำพัง เพราะคู่ค้าในห่วงโซ่คุณค่ามีขนาดและความพร้อมที่ไม่เท่ากัน แนวทางของ BJC จึงไม่ใช่การ Set เป้าหมายให้คู่ค้าเท่านั้น แต่เน้นการสร้างความร่วมมือด้วยคำถามสำคัญ ซึ่งเน้นการการสนับสนุนคู่ค้าแต่ละราย โดยไม่มีรูปแบบตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน
การลงทุนด้านความยั่งยืนของ BJC ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ผลตอบแทนระยะสั้น แต่มองไปที่การสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งการลดคาร์บอนและการลดต้นทุน เช่น โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวม 501 พื้นที่ มีกำลังการผลิตประมาณ 135 เมกะวัตต์ชั่วโมง ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลไปกว่า 500,000 เมกะวัตต์ชั่วโมง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 2 ได้กว่า 200,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และที่สำคัญคือสามารถ ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 800 ล้านบาท นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ
นอกจากนี้ การลงทุนด้านความยั่งยืนยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารและลดความเสี่ยง โดย BJC ได้ประเมินความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไว้ในรายงานประจำปีล่วงหน้าถึง 3 ปี ซึ่งนำไปสู่การวางแผนเพิ่มรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าในระบบโลจิสติกส์ของ Big C ส่งผลให้เมื่อเกิดวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BJC สามารถควบคุมต้นทุนค่าขนส่งให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และมีความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน
ขณะเดียวกัน BJC ได้ยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยและสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ผ่านโครงการ “BigC Big Smart Local” ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2021-2022 แม้ในจุดเริ่มต้นจะมุ่งเน้นผลลัพธ์ทางธุรกิจ แต่ผลจากการเข้าไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้ช่วยเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SME เติบโตไปพร้อมกับห่วงโซ่อุปทานสีเขียวได้อย่างยั่งยืน
โครงการนี้นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จากเดิมที่มีสินค้าเข้าร่วมเพียง 200-300 รายการในปี 2022 ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 3,000 รายการ ขณะที่จำนวนเกษตรกรและ SME เพิ่มขึ้นจาก 20-30 ราย เป็นมากกว่า 250 ราย สร้างยอดขายรวมให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นมากกว่า 700 ล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างมหาศาล
เมื่อมองไปถึงความเสี่ยงในอนาคตข้างหน้า วิจิตราได้สะท้อนถึงความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่กระทบทุกภาคส่วน โดยกล่าวว่า “ความเสี่ยงที่น่าจะกระทบเราอย่างชัดเจนที่สุดคือ เรื่องค่าพลังงานหรือความผันผวนของพลังงาน เวลามันขึ้นแล้วมันลงไม่เคยกลับไปที่เดิมเลย ขึ้นแล้วลงจริง แต่ลงไม่เท่าเดิม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทุกธุรกิจต้องบริหารจัดการให้ดี”
วิจิตราอ้างอิงถึงผลวิจัย OECD ว่า SME ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) และความรู้ ดังนั้น ภาคเอกชนรายใหญ่อย่าง BJC จึงพร้อมเดินหน้ายื่นมือเข้าหาผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านจากสภาวะวิกฤติไปสู่การปรับตัวเชิงโครงสร้าง ที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยในยุคการค้าใหม่









