วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

4 ปัจจัย สำคัญพิจารณาวัคซีนโควิด-19

ความก้าวหน้าของการวิจัยวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก (25 มกราคม 64) มีวัคซีนเฟส 1 จำนวน 38 ชนิด เฟส 2 จำนวน 24 ชนิด และ เฟส 3 จำนวน 20 ชนิด วัคซีนในสัตว์ทดลอง 90 ชนิด แม้จะมีการฉีดฉุกเฉินไปในหลายประเทศ แต่หลายคนยังคงกังวลและสับสนในด้านความปลอดภัย

หากหากย้อนกลับไปประวัติศาสตร์โลก ปี 2461 ไข้หวัดสเปน ระบาด 2 ปี มีผู้เสียชีวิตกว่า 20-80 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่โรคเอดส์ ที่ระบาดในปี 2525 ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีน ดังนั้น การที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันทั่วโลก หรือการผลิตวัคซีน จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เพื่อให้ประชากรโลกเกิดภูมิคุ้มกัน และลดอัตราการเสียชีวิต ด้วยวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากที่สุด

“ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยลีพรรณ” สมาชิกวุฒิสภา อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวภายในการประชุมวิชาการสรีรวิทยา-พยาธิสรีรวิทยา ครั้งที่ 38 โดยระบุว่า ประชากรทั่วโลกมีอยู่ราว 7,500 ล้านคน หากจะฉีดวัคซีนให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ จะต้องฉีดราว 4,500 ล้านคนหรือ 60% ของประชากรโลก (เท่ากับ 9,000 ล้านเข็ม)

161216983944

ทั้งนี้ ภูมิคุ้มกันแต่ละโรคไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความสามารถของโรคนั้นๆ ว่าแพร่ได้มากน้อยแค่ไหน โควิด-19 มีความสามารถในการแพร่เชื้ออยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่ โรคหัด ความสามารถในการแพร่เชื้อ คือ 1 ต่อ 16 คน แต่ความโชคดี คือ ไทยฉีดวัคซีนป้องกันหัดได้ 98% (ตามเกณฑ์คือฉีด 90%)

“หากคำนวนว่า ทุกบริษัทที่ผลิตวัคซีนโควิด-19 รวมกัน จะถึง 9,000 ล้านเข็มเมื่อไหร่ และหากผลิตได้ ความสามารถในการฉีด จะฉีดได้รวดเร็วขนาดไหน เมื่อนำ 2 ปัจจัยนี้มาคำนวณ พบว่า จะผลิตได้ไม่เร็วกว่า ธันวาคม ปีนี้ เพราะฉะนั้น ภูมิคุ้มกันหมู่จะไม่เกิดในปี 2564 ยกเว้นจะมีโรงงานที่ตั้งขึ้นใหม่ แต่ไม่ใช่ว่าใครจะมาฉีดกันเล่นๆ ได้ ต้องฉีดโดยสถานพยาบาล”

ปัจจุบัน ประเทศที่มีวัคซีนเฟส 3 ทั้งหมด 7 ประเทศ ได้แก่ จีน 6 ชนิด , สหรัฐฯ 4 ชนิด , รัสเซีย 2 ชนิด , อังกฤษ 1 ชนิด , แคนาดา 1 ชนิด , อินเดีย 2 ชนิด และ คาซัคสถาน 1 ชนิด

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาวัคซีน หากมีให้เลือกมากกว่า 1 ชนิด ต้องพิจารณา 4 ปัจจัย คือ “ประสิทธิภาพในการป้องกันโรค” แต่ต้องทำความเข้าใจว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่มีประสิทธิภาพ 50-70% ดังนั้น องค์การอนามัยโลก WHO จึงกำหนดให้วัคซีนที่จะฉีดต้องมีประสิทธิภาพ 50% ขึ้นไป

ถัดมา “ความปลอดภัย” หรือผลข้างเคียง โดยเฉพาะคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง “ความสะดวกในการเก็บรักษาและขนส่ง” เพราะวัคซีนเมื่อผลิตนอกประเทศ เวลาขนส่ง ต้องมีระบบควบคุมความเย็น ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บในอุณหภูมิ 2 – 8 องศา แต่ก็มีบางชนิดที่ต้องเก็บในอุณหภูมิ -70 องศา คือ ไฟเซอร์-ไบโอนเทค และ โมเดอร์นา เก็บในอุณหภูมิ -20 องศา อาจทำให้การขนส่งลำบาก และทำให้ประสิทธิภาพลดลง หากระบบควบคุมความเย็นทำได้ไม่ดี สุดท้าย คือ “ราคาค่าใช้จ่าย” 

ด้าน “จอห์น แคลร์” รองประธานฝ่ายบริหาร หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ประเทศไทยและอินโดจีน (เมียนมาร์ กัมพูชา ลาว) บริษัท ดีเคเอสเอช ในฐานะภาคเอกชน ที่มีส่วนในการขนส่งกระจายยาและวัคซีน อาทิ วัคซีนไข้หวัด ให้แก่สถานพยาบาล ในช่วง 8-10 ปีที่ผ่านมา มากกว่า 40 ล้านโดส ให้ความเห็นในแง่ของการขนส่งว่า สิ่งสำคัญ ในการกระจายขนส่งวัคซีนและผลิตภัณฑ์ยา คือ การควบคุมคุณภาพให้ไปถึงจุดหมายปลายทาง โดยเฉพาะวัคซีน แน่นอนว่าอุณหภูมิเป็นเรื่องสำคัญ ต้องไม่เกิน 2 – 8 องศา การใช้ระบบขนส่งแบบยาเย็น (Cold Chain) จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ยายังคงคุณภาพและอยู่ในระบบอุณหภูมิที่ถูกต้องโดยไม่แปรปรวน

สำหรับกรณีวัคซีนที่ต้องอยู่ในอุณหภูมิ -70 องศา อย่างไฟเซอร์-ไบโอนเทค จอห์น” ระบุว่า ถือเป็นข่าวดีที่ไฟเซอร์-ไบโอนเทค เป็นวัคซีนตัวเดียวที่ต้องเก็บในอุณหภูมิ -70 องศา ขณะที่ วัคซีนที่ทางรัฐบาลสั่งเข้ามาขณะนี้อยู่ในระดับ 2 – 8 องศา

161216991324

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของบริษัทที่ทำการขนส่ง คือ ต้องมีกระบวนการที่เข้มแข็ง มีขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพ และการรักษามาตรฐานสูงสุดในการขนส่ง เพราะอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หรือ Health Care เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องควบคุมมาตรฐาน มีการใช้เทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจงในการควบคุมคุณภาพ

และมีการตรวจสอบคุณภาพหลายครั้งต่อปี ทั้งจากบริษัทเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมถึงระดับมาตรฐานสากล ซึ่งจะมีกฏระเบียบที่กำหนดไว้ว่าต้องมีกระบวนการใดบ้าง เช่น การรับยากลับมา จะต้องมีกระบวนการเก็บอย่างไร เป็นต้น ขณะเดียวกัน ก่อนที่จะสามารถมีศูนย์จัดเก็บยาได้ ต้องผ่านกระบวนการรับรองคุณภาพด้านการควบคุมอุณหภูมิ ต้องรักษามาตรฐานในระดับสูงสุดตลอดเวลา

161216991690

จอห์น กล่าวต่อไปว่า สำหรับ DKSH มีห้องจัดเก็บสินค้าสำหรับจัดเก็บยาเย็นโดยเฉพาะ โดยจัดเก็บอย่างคงคุณภาพ ส่วนในระหว่างการขนส่ง รถที่ขนส่งจะต้องมั่นใจว่าสามารถคุมอุณหภูมิในรถได้ด้วย โดยมี Data Logger ที่สามารถ ตรวจวัดอุณหภูมิได้ตลอดเวลาที่รถวิ่งอยู่ สามารถติดตามได้ว่า ระหว่างการขนส่งยาอยู่ในอุณหภูมิที่ถูกต้องหรือไม่

“เนื่องจากประเทศไทยร้อน ต้องให้แน่ใจว่ายาเย็นตลอดเวลา รวมถึงบรรจุภัณฑ์ของ DKSH ที่ใช้เทคโนโลยีให้สามารถควบคุมอุณหภูมิของสินค้าในกล่องเพื่อไม่ให้อุณหภูมิแปรปรวน ขณะเดียวกัน ภายในรถมีระบบติดตั้งเก็บความเย็น ปรับแต่งให้เหมาะกับการขนส่งยาโดยเฉพาะ หากส่งทางไกล ต้องเป็นระบบ Cold Chain ซึ่งใช้รถที่ติดตั้งมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

161216991452

“อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นต้องใช้อุณหภูมิจำกัดซึ่งติดลบมาก ทาง DKSH กำลังรวบรวมข้อมูลอุปกรณ์ที่สามารถรองรับได้โดยเร็ว แต่ข้อควรระวัง หากมีการนำวัคซีน -70 องศา เข้ามาจริงๆ ในฝั่งของคนที่ได้รับวัคซีนไป เช่น โรงพยาบาล ต้องมีความพร้อมในการคุมอุณหภูมิ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฝั่งขนส่ง ฝั่งที่รับวัคซีน ต้องคุมอุณหภูมิเพื่อให้อยู่ในระดับนั้นตลอดด้วยเช่นกัน เพื่อให้ผู้ป่วยที่จะเข้ามารับวัคซีนได้รับวัคซีนที่คงคุณภาพ” จอห์น กล่าวทิ้งท้าย