ซีไอเอ็มบี ชี้ ไบเดน หนุนส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยาง อาหาร บล.เอเซีย พลัส คาด หากการเมืองไทยนิ่ง ฟันด์โฟลว์ไหลกลับ ดันหุ้นไทยปีหน้าแตะ 1,450 จุด กลุ่มหุ้นรับอานิสงส์ พลังงานสะอาด “แม่ทองสุก” คาดระยะสั้น 1-2 เดือนราคาทองคำผันผวน
ซีไอเอ็มบี ชี้ ไบเดน หนุนส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยาง อาหาร บล.เอเซีย พลัส คาด หากการเมืองไทยนิ่ง ฟันด์โฟลว์ไหลกลับ ดันหุ้นไทยปีหน้าแตะ 1,450 จุด กลุ่มหุ้นรับอานิสงส์ พลังงานสะอาด “แม่ทองสุก” คาดระยะสั้น 1-2 เดือนราคาทองคำแกว่งตัว 1,920-1,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี กล่าวว่า จากนี้จะเห็นการขับเคลื่อนนโยบายที่นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐวางไว้ โดยเฉพาะการออกกฎหมายขึ้นภาษีดึงเงินจากคนรวยเพื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปีหน้า และจะเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผน 1-2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐระยะข้างหน้า
ส่วนมุมที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย เชื่อว่าเมื่อสหรัฐอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจจะทำให้เศรษฐกิจระดับล่างฟื้นตัว หนุนคนในประเทศมีรายได้มากขึ้น ทำให้มีความต้องการนำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งไทยอาจได้ประโยชน์ในการส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยาง อาหาร
ทั้งนี้สิ่งที่ไทยต้องรีบพิจารณา ภายใต้การขับเคลื่อนของไบเดน คือการพิจารณาทำสัญญาพันธมิตร CPTPP ที่ต้องรีบพิจารณาว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ ไม่อย่างนั้นไทยอาจตกขบวนในการรับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตจากจีนเข้ามาในระยะข้างหน้า
แต่หากดูด้านผลกระทบที่มีต่อไทย โดยเฉพาะด้านตลาดเงิน เชื่อว่าภาวะที่สหรัฐสร้างหนี้สูงลากยาว น่าจะส่งผลให้ดอลลาร์มีความน่าสนใจน้อยลง ซึ่งในทางกลับกันจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่ามากขึ้น หากเทียบกับปัจจุบันที่ค่าเงินเคลื่อนไหวที่ระดับ 30.50-30.60 บาทต่อดอลลาร์
คาดหุ้นสหรัฐน่าสนใจลดลง
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้ อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ไบเดนชนะการเลือกตั้งจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจทั่วโลกและเศรษฐกิจไทย ด้วยมาตรการทางการค้าที่ผ่อนปรนกว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ หนุนปริมาณการค้ากับต่างประเทศเติบโตมากกว่าช่วงที่ผ่านมา แต่ต้องจับตาว่าเมื่อปฏิบัติจริงแล้วจะผ่อนปรนมาตรการได้มากแค่ไหน
รวมถึงหนุนกระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลกลับเข้ามาในตลาดฝั่งเอเชียทั้งหุ้นและบอนด์มากขึ้น ด้วยมาตรการขึ้นภาษีของนายไบเดน แม้ยังไม่สามารถขึ้นภาษีได้ในทันที แต่ก็ทำให้ความน่าสนใจของหุ้นสหรัฐลดลง จนทำให้มีฟันด์โฟลว์ไหลเข้าสู่เอเชียเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่ไหลเข้าไทยแค่ไหนขึ้นกับเราบริหารจัดการความเสี่ยงการเมืองในประเทศได้ดีหรือไม่
อย่างไรก็หากสถานการณ์การเมืองในประเทศไม่รุนแรงหรือไม่เลวร้ายกว่านี้ และถึงแม้ผลการเลือกตั้งในสหรัฐไม่ชัดเจนจากการฟ้องร้องผลการเลือกตั้งของทรัมป์จนทำให้ตลาดเกิดภาวะผันผวนช่วง 2 เดือนนี้ เช่นเดียวกับเมื่อปี 2543 คาดว่า ดัชนี SET สิ้นปีนี้เคลื่อนไหวไม่เกิน1,300 จุด โดยมีแนวรับแข็งแกร่งที่ 1,200 จุด
ขณะเดียวกันจากการที่ตลาดหุ้นไทย ถูกปรับลดน้ำหนักไปมากแล้วในปีนี้ บวกกับสถานการณ์ต่างๆปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งหากมีข่าวดีวัคซีนในช่วงปลายปีนี้ จะยังเป็นโมเมนตัมดีต่อเนื่อง มองว่าดัชนี SET ปีหน้ามีโอกาสปรับขึ้นไปแตะ 1,450 จุดได้
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าจะเป็น Winner สำคัญจากผลการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้ คือ กลุ่มพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้า ได้แก่ GULF, GPSC, EA, BGRIM ได้ประโยชน์นโยบายพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นนโยบายพรรคเดโมแครตจะถูกผลักดันออกมาทำให้นักลงทุนทั่วโลกจะเริ่มโฟกัสการลงทุนพลังงานทางเลือกมากขึ้น และยังคงแนะนำให้โฟกัสกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ 6 ตัว ได้แก่ SCC , DELTA , CPF ,HMPRO,STGT,BAM
หนุนกำไร บจ.ปีหน้าขยายตัว
นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรณีไบเดนได้สภาล่างแต่พรรครีพับลิกันได้สภาสูงคาดว่านโยบายสหรัฐจะเจออุปสรรค แต่ยังคงคาดว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะได้ประโยชน์ เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าอาจลดลง ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐส่วนใหญ่มีอำนาจดำเนินการในนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
ดังนั้น เมื่อการเมืองระหว่างประเทศผ่อนคลายลง และการเมืองในประเทศไม่เลวร้าย ไม่กระทบการบริโภคประเทศ ประกอบกับผลประกอบการกำไร บจ.ปีหน้าโต 50% แน่นอนว่าฟันด์โฟลว์ไหลเข้าตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ในปีหน้า เป็นโมเมนตัมที่หนุนตลาดหุ้นไทย คาดว่า ปีหน้าดัชนี SET ปรับขึ้นแตะระดับ1,400จุดได้ ส่วนระยะสั้นตลาดหุ้นยังมีความผันผวนไปจนถึงสิ้นปีนี้ รอความชัดเจนผลเลือกตั้งสหรัฐ คาดว่า ดัชนี SET จนถึงสิ้นปีนี้จะแกว่งตัวในแนวต้านที่ 1,340 จุด และแนวรับที่ 1,200-1,230 จุด
คาดหุ้นไทยปีหน้าแตะ1,500จุด
นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ. ) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บลจ. กสิกรไทย มีมุมมองในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย หากไบเดน ชนะการเลือกตั้ง และพรรคริพับลิกันได้คะแนนเสียงส่วนมากในสภาสูง คาดว่าในระยะสั้นน่าจะส่งผลดีต่อตลาดเอเชียในเชิงจิตวิทยา
อย่างไรก็ตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านกว่า 5 % น่าจะสะท้อนการคาดการณ์ผลการเลือกว่าไบเดนชนะไปในระดับหนึ่งแล้ว โดยในระยะสั้นหลังจากนี้การปรับตัวขึ้นอาจจะจำกัด หลังจากนี้ต้องจับตาดูการดำเนินนโยบายว่าเป็นไปตามที่หาเสียงไว้ได้มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยใน 12 เดือนข้างหน้าน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้จากปัจจุบัน โดยเรามองระดับดัชนีที่ 1,500 จุดภายในปลายปี 2564 ภายใต้ความคาดหวังเรื่องการประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนจากเฟส 3 ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ หรืออาจคาบเกี่ยวไปต้นปีหน้า โดยหลังจากมีการผลิตวัคซีนออกมาใช้กลางปีหน้าและสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง น่าจะทำให้ไทยเริ่มทยอยเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งภาคการท่องเที่ยวถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้สัดส่วนการสร้างรายได้สูงถึง 13% ของจีดีพี
ดังนั้นหากภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ดี แต่ทั้งนี้ต้องจับตามองเสถียรภาพของรัฐบาลและการเมืองในประเทศด้วยเช่นกันโดยเรายังเน้นเลือกหุ้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีสามารถเติบโตได้ดีในช่วงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และ งบการเงินที่แข็งแกร่ง เช่น หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค กลุ่มค้าปลีก และ ไฟแนนซ์
** แม่ทองสุกชี้ระยะสั้นทองผันผวน
นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท MTS GOLD GROUP หรือ MTS (แม่ทองสุก) เปิดเผยว่า ตลาดพุ่งเป้าไปที่ไบเดนชนะการเลือกตั้งสหรัฐในครั้งนี้ แต่ยังมีความไม่แน่นอนและความวุ่นวายจากการคัดค้านของทรัมป์ ขณะที่เงินบาทกลับมาแข็งค่าลงอย่างรวดเร็วหลุดระดับ 31บาทต่อดอลลาร์ แถว30.65บาทต่อดอลลาร์ ด้านกองทุน SPDR ซึ่งกองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังไม่ได้ทำอะไรเพิ่มท่ามกลางการซื้อขายที่มากขึ้น
ดังนั้นมองว่า แนวโน้มราคาทองระยะสั้น 1-2 เดือนข้างหน้านี้ยังผันผวน อยู่ระดับ 1,920-1,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำในประเทศ อยู่ที่ 27,800-29,000 บาท ต่อบาททองคำในสิ้นปีนี้ และในระยะยาวหากราคาทองยืนเหนือระดับ1,940ดอลลาร์ต่อออนซ์ที่เป็นจุดทดสอบใหม่ได้ จากวานนี้ (6 พ.ย.) ยังคงยืนได้เหนือระดับ 1,930 ดอลลาร์ได้ จะทำให้ภาพรวมของราคาทองคำกลับมาเป็นขาขึ้นทั้งในระยะสั้น กลางและยาว มีราคาเป้าหมายที่ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำในประเทศอยู่ที่ระดับ 28,000-29,000 บาทต่อบาททองคำ

'ห้างเซ็นทรัล–เซ็นทรัล เอ็มบาสซี' ต้อนรับคณะคู่สมรส IMF–World Bank 2026 สัมผัสประสบการณ์ Thai Heritage, Global Standards
16 ต.ค. 2569 | 18:50
แอสเซทไวส์ส่ง 25 คอนโด 5,000 ยูนิต ร่วมสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUSดอกเบี้ยเริ่ม 2.6%
16 ต.ค. 2569 | 17:43
'สยามพิวรรธน์' ต้อนรับคู่สมรสผู้นำการเงินโลก ในงานประชุม 'IMF & World Bank 2026' ณ ไอคอนสยาม
16 ต.ค. 2569 | 17:36
**รัฐออกบอนด์ฟันดิ้งง่ายขึ้น
นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย หรือThaiBMA เปิดเผยว่า ไม่ว่าใครจะเป็นปธน. สหรัฐ ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดตราสารหนี้ไทย ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะอัดเม็ดเงินอีกจำนวนมากไหลกลับเข้ามาในตลาดภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งดอกเบี้ยของไทยยังไม่ได้ต่ำมากเมื่อเทียบภูมิภาค ขณะเดียวกันเงินทุนต่างชาติไหลส่วนใหญ่จะเข้าตราสารหนี้รัฐบาลและตราสารหนี้แบงก์ชาติเป็นหลักอยู่
โดยในช่วง2วันมานี้เงินทุนต่างชาติ ซื้อบอนด์สุทธิรวมกันค่อนข้างมากถึงหมื่นล้านบาทขึ้นไป แต่ยังไม่ได้กดบอนด์ยิลด์ต่ำลงไปมาก ยกเว้นเครดิตสเปรดของตราสารหนี้เครดิตเรทติ้งสูงๆปรับลดลงบ้างแต่ก็ยังลดลงไม่มากนัก จึงมองว่าในระยะถัดไปเป็นโอกาสที่ดีสำหรับรัฐบาลที่จะสามารถออกบอนด์เพื่อฟันดิ้งได้ง่ายขึ้น






