ครม.ไฟเขียวแผนพีดีพีฉบับใหม่ คงปริมาณความต้องการไฟฟ้าสูงสุด 5.39 หมื่นเมกกะวัตต์ ปริมาณการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 7.7 หมื่นเมกะวัตต์ เพิ่มโรงไฟฟ้าความร้อนร่วม 2000 เมกะวัตต์ อัตราค่าไฟฟ้าเมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2580 อยู่ที่ 3.72 บาทต่อหน่วย
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 ต.ค.เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ตามที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ได้มีการพิจารณา จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ร่างแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2561 – 2580 (Alternative Energy Development Plan 2018 : AEDP2018)
2.ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (Power Development Plan : PDP2018 Rev.1) 3.ร่างแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2561 – 2580 (Energy Efficiency Plan : EEP2018) 4.ร่างแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2561 – 2580 (Gas Plan 2018) และ 5.แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2563 – 2567
สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 หรือ “PDP 2018 Rev.1” ที่มีการปรับปรุงล่าสุดและได้รับความเห็นชอบจาก ครม.ในวันนี้โดยสรุปรายละเอียด ได้แก่ การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าในช่วงปี พ.ศ. 2561 – 2580 พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค)อยู่ในปี 2580 สูงสุด 53,997 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นพลังงานไฟฟ้า 367,458 ล้านหน่วย ขณะที่ภาพรวมของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 77,211 เมกะวัตต์
ขณะที่กำลังผลิตโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2561 – 2580 แยกตามประเภทโรงไฟฟ้า (เฉพาะที่เปลี่ยนแปลง) ได้แก่ โรงไฟฟ้าความร้อนร่วม 15,096 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน/ลิกไนต์ 1,200 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าใหม่/ทดแทน 6,900 เมกะวัตต์ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่มีการกำหนดว่าจะ มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าความร้อนร่วม 13,156 เมกะวัตต์,โรงไฟฟ้าถ่านหิน/ลิกไนต์ 1,740 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าใหม่/ทดแทน 8,300 เมกะวัตต์
สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ในช่วงปี พ.ศ. 2561 – 2580 ภาพรวมคงเดิม 18,696 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าตามนโยบายส่งเสริมภาครัฐ 2,453 เมกะวัตต์ โดยมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่มีการระบุว่าจะมีโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก และการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เป็นการรับซื้อไฟฟ้าตามแผนการส่งเสริมของภาครัฐ 2,453 เมกะวัตต์
ขณะที่แผนโรงไฟฟ้าตามแผน AEDP ปรับลดลงเหลือ 16,243 เมกะวัตต์ จากเดิม18,176 เมกะวัตต์ สัดส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าแยกตามประเภทเชื้อเพลิง (เฉพาะที่เปลี่ยนแปลงไป)เชื้อเพลิงถ่านหินและลิกไนต์ 11% พลังงานหมุนเวียน 21% ส่วนการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ (CO2) ในปี พ.ศ. 2580 0.271 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง 99,712 พันตัน ขณะที่ประมาณการค่าไฟฟ้าขายปลีกปี พ.ศ. 2580 อยู่ที่ 3.72 บาทต่อหน่วย จากแผนเดิมที่อยู่ในราคาค่าไฟฟ้า 3.61 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้ความเห็นว่าการปรับแผนการจัดหาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีการปรับเปลี่ยนจากเดิมจะไม่กระทบต่อความมั่นคง การปรับแผนการจ่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยให้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากจำนวน 1,933 เมกะวัตต์ ในช่วงปี 2563 - 2567 จะมีผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนควรพิจารณาด้านปริมาณ ราคา และระยะเวลาที่เหมาะสม ควรมีการพิจารณาทบทวนปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศให้เท่าทันและสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีการปรับเปลี่ยนไป รวมทั้งการปฏิบัติตามมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นของประเทศคู่ค้าด้วย
สำหรับประเด็นของโรงไฟฟ้าชุมชนที่มีการหารือที่ประชุมฯเห็นชอบให้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ในปริมาณ 700 เมกะวัตต์ ครม.ให้กระทรวงพลังงานทำการประเมินผลการดำเนินงานในเรื่องของผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐากราก และความยั่งยืนของโครงการฯด้วยโดยจะดำเนินการในระยะแรกปี 2563 – 2564 ปริมาณ 700 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โครงการ Quick Win ที่มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2563 จำนวน 100 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2564 จำนวน 600 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะประเมินผลการดำเนินงานโครงการระยะแรกในเรื่องผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากและความยั่งยืนของโครงการฯ ก่อนแล้วจึงจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือจำนวน 1,233 เมกะวัตต์ ในปี 2564 - 2567 เพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายของโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก








