ยุคที่น้ำมันมีราคาแพง และผันผวน หลายภาคส่วนมีความพยายามผลักดันให้ลดการใช้พลังงาน รวมถึงการหาพลังงานใหม่ ๆ มาทดแทน รวมถึงไบโอดีเซล B20
ในแวดวงยานยนต์ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ดำเนินการกันมากคือ การเน้นการใช้งานรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) ซึ่งก็เป็นหนึ่งในแนวนโบายภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมการใช้งานมากขึ้นด้วยเช่นกัน
แต่ก็ทำให้หลายส่วนออกมาติงอยู่บ้างเหมือนกันว่า จริง ๆ แล้ว การประหยัดพลังงาน การลดการพึ่งพาการนำเข้า ไม่จำเป็นต้องเป็น อีวี เสมอไป แต่รถยนต์ระบบเดิม ๆ ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ก็มีความสามารถในการสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน
เพราะเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น และลดการปล่อยมลพิษลง
รวมถึงยังสามารถสนับสนุนการใช้พลังงานในประเทศ และเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ผ่านการใช้แก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอล หรือว่าไบโอดีเซล ที่มาจากผลผลิตภาคการเกษตร
จริง ๆ แล้ว บ้านเราใช้ทั้ง 2 พลังงานนี้มายาวนาน และมีหลายสูตร แต่ช่วงนี้มีความเคลื่อนไหวในฝั่งของไบโอดีเซลมากกว่า จากทั้งภาครัฐที่ต้องการสนับสนุนการใช้งานดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลมากขึ้น ปัจจุบันสูงสุดคือ 20% หรือสูตร B20
โดยฝั่งผู้จำหน่ายน้ำมันก็มีสถานีที่ให้บริการแล้ว 1,259 สถานี จากข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน
ขณะที่ภาคเอกชนก็ขานรับ เห็นได้จากการประกาศรับรองความสามารถในการใช้งานของผลิตภัณฑ์ของกลุ่มรถเครื่องยนต์ดีเซล
ด้านอีซูซุ ก็อออกมาประกาศรับรองทั้งรถปิกอัพ พีพีวี และรถบรรทุก มีทั้งที่ใช้ได้เลย และบางรุ่นต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนบางรายการ
โดยปิกอัพ ดีแมคซ์ รุ่นปี 2024 ถึงปัจจุบัน ที่เป็นรถมาตรฐานยูโร 5 (Euro 5) สามารถเติมได้ทันที ไม่ต้องทำอะไร
ส่วนใครที่ใช้รถรุ่นปี 2012-2024 มาตรฐานยูโร 3 และ 4 ให้ดูว่ามีสติกเกอร์ดีเซล B20 หรือไม่ ถ้าไม่มีให้จัดการกับ 3 ชิ้นส่วนคือ
- เปลี่ยนท่อไหลกลับที่ถังน้ำมันเชื้อเพลิง
- เปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง
- ตรวจสอบท่อยางน้ำมันเชื้อเพลิง ถ้าจำเป็นก็ให้เปลี่ยน
แต่ถ้ามีสติกเกอร์ ไม่ต้องเปลี่ยนท่อไหลกลับที่ถังน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนรุ่นก่อนปี 2012 ที่เป็นยูโร 1-3 ไม่ต้องไปทำอะไรกับมันครับ ใช้ B20 ไม่ได้
พีพีวี มิว-เซเว่น (MU7) ไม่สามารถใช้ได้ ส่วน มิว-เอ็กซ์ (MU-X) รุ่นปี 2014-2024 ที่เครื่องยนต์มาตรฐานยูโร 4 ไม่ว่าจะมีสติกเกอร์หรือไม่ ให้เปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง และตรวจสภาพท่องยางน้ำมันเชื้อเพลิง และเปลี่ยนถ้าจำเป็น
รุ่นปี 2025 ขึ้นไปที่เป็นมาตรฐานยูโร 5 สามารถใช้งานได้ทันที
ทั้งนี้ปัจจุบัน ราคา B20 ที่ถูกกว่า B7 ลิตรละ 5 บาท (ราคาวันที่ 28 สิงหาคม) น่าจะเป็นสิ่งที่จูงใจผู้ใช้รถดีเซลไม่น้อย และคงไม่เฉพาะกับผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ที่แต่ละวันใช้งานระยะทางไกล ซึ่งจะประหยัดแบบเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนเท่านั้น แต่ผู้ที่ใช้รถในชีวิตประจำวันที่อาจจะใช้งานแต่ละวันไม่มากนัก ก็คงมองอย่างสนใจเช่นกัน
แต่เข้าใจว่าก็น่าจะมีอยู่ไม่น้อยที่ยังลังเล ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพและสุขภาพของเครื่องยนต์ ซึ่งอันหลังนี้น่าจะมีผลต่อการลังเลมากกว่า
เพื่อจัดการกับความลังเลนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ก็ออกมาให้ข้อมูลด้านต่าง ๆ และในส่วนของอีซูซุ ล่าสุดจัดกิจกรรมทดลองใช้งาน โดยจะวัดความแตกต่างกันทั้งการจับด้วยความรู้สึก และด้วยเครื่องมือ ที่มีชื่อว่า “G-IDSS” ซึ่งเป็นเครื่องมือเฉพาะของอีซูซุที่ใช้สำหรับตรวจสอบและวิเคราะห์การทำงานของเครื่องยนต์ในภาพรวม โดยสามารถตรวจสอบค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ได้อย่างละเอียด
การทดลองมีทั้ง ดีแมคซ์ และ มิว-เอ็กซ์ ในส่วนของผมขับ มิว-เอ็กซ์ อาร์เอส ขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE
- กำลังสูงสุด 163 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร
- เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด
มาพร้อมโหมด Rev Tronic และระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย ค่าตัว 1,624,000 บาท (สีเมทัลลิค) และ 1,636,000 บาท (สีขาวมุก)
เส้นทาง "กรุงเทพฯ-แก่งกระจาน เพชรบุรี-กรุงเทพฯ" รวมแล้วกว่า 560 กม. เพราะซอกแซกแถวแก่งกระจาน และรอบ ๆ ซึ่งก็ทำให้ได้เส้นทางที่หลากหลาย ทั้งในเมือง ทางด่วนระหว่างเมือง M81 จากบางใหญ่ไปออกนครปฐม และเส้นทางผ่านป่า ทางเขา ทางโค้ง ทางเนิน ให้เหมือนกับการใช้งานจริง
จากความรู้สึกในการขับขี่นะครับ ผมว่ามันไม่รู้สึกแตกต่างกับการใช้ B7 โดยเฉพาะเมื่อต้องการพละกำลัง อัตราเร่ง เรียกมาได้แบบไม่มีจังหวะหน่วง คิดช้าทำช้าแต่อย่างใด ยังตอบสนองกับแป้นคันเร่ง และเท้าขวาได้ดี
ดังนั้นจังหวะเร่งแซงก็เป็นไปตามธรรมชาติ และมื่อขับเส้นทางภูเขาก็เช่นกัน การเรียกกำลังหรือเพิ่มความเร็วช่วงปีนไต่ ก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างหรือหน่วงแต่อย่างใด ยังไล่ความเร็วได้เนียน
ขณะที่ความรู้สึกจากการขับขี่ทั่วไประยะ 560 กม.ทั้งความเร็วสูง ความเร็วต่ำ หรือ ช่วงคลาน ๆ ในสภาพจราจรหนาแน่น และการจอดหยุดนิ่ง เครื่องยนต์ก็เดินได้เรียบร้อยดี ไม่มีอะไร
ส่วนอัตราสิ้นเปลืองที่ได้ อยู่ที่ 14 กม./ลิตร ถือว่าโอเคครับ
G-IDSS ที่ตรวจสอบและวิเคราะห์การทำงานของเครื่องยนต์ในภาพรวม โดยอีซูซุ ระบุว่าการทำงานของเครื่องยนต์เป็นปกติ
โดยเครื่องมือนี้สามารถตรวจสอบค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ สามารถดูได้จากส่วนหลัก คือ ความดันน้ำมันเชื้อเพลิงในท่อเรล (FRP) และแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงในท่อเรลที่ต้องการ หากใกล้เคียงกันหมายความว่าการกรองเชื้อเพลิงปกติดี ไม่เกิดการอุดตัน การชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงทั้ง 4 กระบอกสูบ เพื่อแสดงการชดเชยการทำงานหัวฉีดขณะรอบเดินเบาจังหวะการฉีดน้ำมัน ปริมาณการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง และปริมาณการฉีดน้ำมันของหัวฉีดสถานะของพารามิเตอร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ DPD เช่นความดันส่วนต่างของไอเสีย สถานะการกักเก็บ PM อุณหภูมิไอเสีย เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดไม่ผิกปกติแต่อย่างใด
และนี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งส่วนที่อีซูซุจะสื่อสารไปยังลูกค้าเพื่อเปิดใจให้กับทางเลือกที่ประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มาก แต่ก็มีข้อแนะนำสองสามข้อ
- ควรร่นเวลาเปลี่ยนกรองน้ำมันจากทุก 4 หมื่น กม.เป็น 2 หมื่น กม. Zกรองน้ำมันเชื้อเพลิงราคา 410 บาท)
- ไม่ควรจอดรถไว้เฉย ๆ นานเกินไป เช่น เกิน 2 เดือน เพราะอาจทำให้เป็นไขได้ และหากใช้งานในพื้นที่ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศา มีความเสี่ยงเป็นไขได้เช่นกัน
แต่จะมีสักกี่ที่ กี่ช่วงเวลาครับ ที่เราจะได้เจออากาศดี ๆ แบบนั้น





