ยังคงเดินหน้าแสวงหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ของเจ้าสัว “คีรี กาญจนพาสน์”
โดยล่าสุดไปถูกใจธุรกิจติดตามทวงหนี้ของกลุ่มเจมาร์ท ภายใต้ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT จึงตัดสินใจซื้อบิ๊กล็อตหุ้น JMT ผ่านกระดานรายใหญ่ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยเก็บหุ้นเข้าพอร์ตไปทั้งหมด 28 ล้านหุ้น หรือ คิดเป็นสัดส่วน 3.15% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 19.40 บาท ต่ำกว่าราคากระดานซึ่งปิดการซื้อขายวันนั้นที่ 22.70 บาท โดยดีลนี้บีทีเอสใช้เงินไป 543.20 ล้านบาท
เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าทำไม “บีทีเอส” ถึงเข้าไปลงทุนใน “เจเอ็มที” เพราะดูเป็นธุรกิจที่ห่างไกลกันเหลือเกิน ระหว่างรถไฟฟ้ากับการติดตามทวงหนี้ ซึ่งคำถามนี้ถูกเฉลยจาก “กวิน กาญจนพาสน์” ซีอีโอของบีทีเอส ว่าเป็นการซื้อหุ้นตามสิทธิ เพราะปัจจุบันบีทีเอสถือหุ้นในบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART บริษัทแม่ของเจเอ็มทีอยู่แล้ว 3.53%
และบริษัทสนใจธุรกิจของ “เจเอ็มที” ตั้งแต่ก่อนเข้าตลาดหุ้น เพราะเห็นว่าผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรเติบโตมาตลอด โดยต้องการนำธุรกิจติดตามทวงหนี้ของเจเอ็มที มาต่อจิ๊กซอว์เข้ากับธุรกิจสินเชื่อเงินสดของกลุ่มบีทีเอสที่ดำเนินการอยู่ร่วมกับบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS ให้สมบูรณ์และแข็งแกร่งขึ้น จากตอนนี้ที่มีวงเงินปล่อยสินเชื่ออยู่ราว 2 พันล้านบาท
หลังจากนี้คงต้องรอติดตามดูว่าจะเกิดความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ ราคาหุ้น JMT ตอบรับข่าวดีนี้ไปเต็มๆ ใส่เกียร์เดินหน้าทำระดับสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยปิดการซื้อขายล่าสุด (7 ก.พ.) ที่ 24.20 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 6.61%
ปัจจัยหนุนหุ้น JMT มาจากผลประกอบการที่เติบโตดีมาตลอด ปี 2559-2561 บริษัทมีรายได้รวม 1,216.23 ล้านบาท 1,361.69 ล้านบาท และ 1,885.83 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกันจาก 290.41 ล้านบาท 396.13 ล้านบาท และ 505.52 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่งวด 9 เดือน ปี 2562 มีรายได้แล้ว 1,862.56 ล้านบาท และ มีกำไรสุทธิ 482.62 ล้านบาท เห็นแบบนี้การันตีได้เลยว่าจะเป็นนิวไฮใหม่อีกปีแน่นอน ด้วยตัวธุรกิจบริหารจัดการหนี้ หรือ พูดง่ายๆ คือ การซื้อหนี้เสีย (NPL) มาบริหาร ดูสอดรับกับสภาพสังคมไทยปัจจุบันที่อัตราการก่อหนี้สูงเหลือเกิน โดยหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึงเกือบ 80% ของจีดีพี
และต้องบอกว่าธุรกิจจัดการหนี้มีจุดเด่นที่สามารถอยู่รอดในทุกภาวะเศรษฐกิจไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี อย่างง่ายๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจเป็นขาขึ้น ส่งผลให้ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้น ส่วนช่วงเศรษฐกิจขาลงชะลอตัวแบบทุกวันนี้ เป็นโอกาสให้เลือกช้อปหนี้เสียที่แบงก์จะนำออกมาเร่ขายในราคาที่ไม่สูงมาก จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของแต่ละบริษัทว่าจะไปตามเก็บหนี้ที่ซื้อมาได้อย่างไร
ส่วนการมาของยักษ์ใหญ่ บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ที่โดดลงสนามเข้าตลาดหุ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว แม้ธุรกิจจะคล้ายกัน แต่ถ้าจะลึกลงไปจะเห็นว่าลูกค้าเป็นคนละกลุ่ม BAM จะโฟกัสกลุ่มลูกค้าที่มีหลักประกันคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 100% ของพอร์ตทั้งหมด
ส่วน JMT จะเน้นลูกหนี้รายย่อยมากกว่า ไม่ค่อยมีหลักประกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต ฯลฯ และเน้นหนี้ที่มีมูลหนี้ต่อสัญญาไม่สูงมาก แต่ความเสี่ยงก็ย่อมมากกว่า อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่าการมาของ BAM ไม่น่าจะทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้น เพราะลูกค้าเป็นคนละกลุ่ม แต่ตรงกันข้ามจะช่วยจุดพลุให้นักลงทุนหันมาสนใจหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น ซึ่งดูจากราคาหุ้นในกลุ่มก็น่าเป็นเช่นนั้น เพราะทำออลไทม์ไฮกันแทบทุกบริษัท
ด้านบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า หุ้น JMT เป็นหนึ่งในหุ้นที่น่าสนใจของปีนี้ในแง่การเติบโต (Growth Stock) ขณะที่การเข้าตลาดของ BAM ไม่ได้ทำให้สภาพการแข่งขันในกลุ่มเปลี่ยนไป รวมทั้งไม่กระทบต่อพื้นฐานของบริษัท และจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเชื่อว่า NPL ปีนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น สถาบันการเงินจะนำออกมาประมูลขายไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อนที่ 8 หมื่นล้านบาท เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมที่มีโอกาสเลือกซื้อหนี้เข้ามาต่อยอดการเติบโตได้มากขึ้น






