งานวิจัยพบสัญญาณในเลือดที่เชื่อมโยงกับอายุขัยของสุนัขมีรูปแบบคล้ายมนุษย์ เปิดเบาะแสใหม่ในการศึกษาความชราและกลไกของการมีชีวิตยืนยาว
KEY POINTS
- งานวิจัยพบว่าสัญญาณทางชีวภาพในเลือดสุนัข (เมแทบอไลต์) ที่สัมพันธ์กับอายุขัย มีรูปแบบคล้ายคลึงกับที่พบในมนุษย์ ซึ่งชี้ว่าทั้งสองสายพันธุ์อาจมีกลไกความชราร่วมกัน
- สารเมแทบอไลต์หลายชนิด โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้นทั้งในสุนัขและมนุษย์
- การศึกษาในสุนัขช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการแก่ชราได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากสุนัขมีอายุขัยสั้นกว่าและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมเดียวกับมนุษย์
สุนัขอาจเป็นมากกว่าเพื่อนสี่ขาที่อยู่เคียงข้างมนุษย์ เพราะการที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดียวกันกับเรา กินอาหาร ออกไปเดินเล่น และสัมผัสสภาพแวดล้อมเดียวกันทุกวัน กำลังทำให้สุนัขกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการ “แก่ชรา” ของร่างกายได้มากขึ้น
ล่าสุด งานวิจัยจากโครงการศึกษาความชราของสุนัข (Dog Aging Project) พบเบาะแสที่น่าสนใจว่า สัญญาณทางชีวภาพบางอย่างในเลือดที่สัมพันธ์กับการมีอายุสั้นหรือยืนยาวของสุนัข มีรูปแบบคล้ายกับที่พบในมนุษย์ สะท้อนว่า คนและสุนัขอาจมีกลไกบางอย่างของความชราร่วมกันมากกว่าที่คิด
ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Journals of Gerontology: Series A เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาว่า ภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเมื่ออายุมากขึ้น และทำไมสิ่งมีชีวิตบางตัวจึงมีอายุยืนกว่าอีกตัว
กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบอะไรในเลือดของสุนัข ทำไมสัญญาณเหล่านี้จึงคล้ายกับที่พบในมนุษย์ และเพื่อนสี่ขาที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างเรา อาจช่วยไขความลับเรื่อง “ความชราและอายุยืน” ของมนุษย์ได้อย่างไร
เมแทบอไลต์ เบาะแสสำคัญของความชรา
หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้อยู่ที่ เมแทบอไลต์ (Metabolites) หรือโมเลกุลขนาดเล็กที่เกิดขึ้นจากกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น การเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน การสลายโปรตีนและไขมัน รวมถึงการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ระดับของสารเหล่านี้ในเลือดจึงช่วยสะท้อนว่า ภายในร่างกายกำลังเกิดอะไรขึ้น
นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากสุนัข 937 ตัว ในโครงการ Dog Aging Project โดยตรวจเมแทบอไลต์ในพลาสมา 133 ชนิด พร้อมติดตามสุขภาพเฉลี่ยประมาณ 2.6 ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีสุนัขเสียชีวิต 104 ตัว
เมื่อวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ เพศ น้ำหนัก และพันธุกรรม นักวิจัยพบว่า เมแทบอไลต์ประมาณ 17% ที่ศึกษา มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และในจำนวนนี้มี 23 ชนิดที่พบความสัมพันธ์อย่างชัดเจนตามเกณฑ์ทางสถิติ
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการค้นหาไม่ใช่แค่ว่า สุนัขตัวไหนมีอายุสั้นหรือยืนยาวกว่า แต่ต้องการมองลึกลงไปว่า ก่อนหน้านั้นมีสัญญาณอะไรเกิดขึ้นภายในร่างกายบ้าง และสัญญาณเหล่านี้อาจบอกอะไรเกี่ยวกับกระบวนการแก่ชราและอายุขัยได้บ้าง
สัญญาณในเลือดอาจบอกเบาะแสเรื่องอายุขัย
แทนที่จะวิเคราะห์สารเพียงชนิดเดียว นักวิจัยมอง รูปแบบของเมแทบอไลต์หลายชนิดร่วมกัน เพื่อค้นหาสัญญาณที่อาจเชื่อมโยงกับสุขภาพและอายุขัย เปรียบเสมือน “ลายนิ้วมือ” ทางชีวภาพที่สะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในร่างกาย
รูปแบบเหล่านี้สามารถใช้เป็น ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) เพื่อช่วยประเมินการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและความเสี่ยงด้านสุขภาพบางอย่าง
อย่างไรก็ตาม การพบว่าเมแทบอไลต์บางชนิดสัมพันธ์กับการมีอายุสั้นหรือยืนยาว ไม่ได้หมายความว่า สารเหล่านั้นเป็นสาเหตุโดยตรง แต่เป็นเบาะแสที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นหาต่อว่า มีกลไกอะไรอยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ดังกล่าว
ศาสตราจารย์เคต ครีวี (Kate Creevy) สัตวแพทย์อาวุโสประจำ Dog Aging Project อธิบายว่า “การพบตัวบ่งชี้ที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตเร็วหรือช้า ไม่ได้หมายความว่า ตัวบ่งชี้นั้นเป็นต้นเหตุ แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าทำไมสัญญาณดังกล่าวจึงเกิดขึ้น ก็อาจช่วยให้ค้นพบกลไกที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์นั้นได้”
มนุษย์มีสัญญาณคล้ายกันกับสุนัข
หลังจากพบรูปแบบของเมแทบอไลต์ที่สัมพันธ์กับอายุขัยในสุนัข นักวิจัยได้นำผลไปเปรียบเทียบกับงานวิจัยขนาดใหญ่ในมนุษย์ 5 การศึกษา ซึ่งใช้วิธีวิเคราะห์ใกล้เคียงกัน
สัญญาณที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตเร็วหรือช้าในสุนัข มีรูปแบบคล้ายกับที่พบในมนุษย์ สะท้อนว่า ทั้งสองสายพันธุ์อาจมีกระบวนการทางชีวภาพบางอย่างของความชราร่วมกัน
ตัวอย่างเช่น เมแทบอไลต์บางชนิด ได้แก่ Pseudouridine, N2,N2-dimethylguanosine และ Homocitrulline ถ้าหากว่าถูกพบในระดับสูง จะสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่สูงขึ้นทั้งในสุนัขและมนุษย์ ขณะที่ Deoxycarnitine และ Homoarginine ในระดับต่ำก็พบความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน
เมแทบอไลต์หลายชนิดเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต นักวิจัยจึงตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงของไตเมื่ออายุมากขึ้น อาจเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่เชื่อมโยงกับความชราของทั้งสุนัขและมนุษย์
ข้อสังเกตนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นจาก Dog Aging Project ที่พบว่า อายุสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของเมแทบอไลต์ในเลือดสุนัขประมาณ 40% ของสารที่ตรวจวัด โดยบางส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายโปรตีนและการทำงานของไต
ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นอีกเบาะแสว่า กระบวนการเผาผลาญและการทำงานของอวัยวะที่เปลี่ยนไปตามวัย อาจมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการแก่ของร่างกาย และเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาต่อเพื่อทำความเข้าใจเรื่องอายุขัยได้มากขึ้น
ทำไมต้องศึกษาความแก่ชราของมนุษย์ผ่าน “สุนัข”
ที่ผ่านมา งานวิจัยเรื่องความชราจำนวนมากอาศัยสัตว์ทดลอง เช่น หนู แมลงวัน หรือหนอน ซึ่งมีข้อดีตรงที่นักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมพันธุกรรม อาหาร และสภาพแวดล้อมได้อย่างละเอียด
แต่ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องทดลอง
แต่ละคนมีพันธุกรรมแตกต่างกัน กินอาหารต่างกัน ออกกำลังกายไม่เหมือนกัน เจอมลพิษ ความเครียด เชื้อโรค และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันตลอดชีวิต
สุนัขก็เช่นกัน พวกเขามีความหลากหลายทางพันธุกรรม มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันมาก และยังใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกับมนุษย์ หลายตัวกินอาหารตามกิจวัตรที่เจ้าของกำหนด ออกไปเดินหรือออกกำลังกายพร้อมเจ้าของ และสัมผัสสภาพแวดล้อมภายในบ้านและชุมชนเดียวกัน
ที่สำคัญ สุนัขยังเกิดโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอายุหลายชนิด และได้รับการดูแลจากระบบสัตวแพทย์ ทำให้นักวิจัยสามารถติดตามทั้งข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรม โรค และการรักษาไปพร้อมกันได้
จากช่วงชีวิตของสุนัข สู่การทำความเข้าใจอายุขัยมนุษย์
อีกเหตุผลที่ทำให้สุนัขน่าสนใจสำหรับการศึกษาความแก่ชราคือ อายุขัยที่สั้นกว่ามนุษย์มาก
การติดตามว่าปัจจัยบางอย่างในวัยกลางคนสัมพันธ์กับการเสียชีวิตหรือโรคในวัยชราของมนุษย์อย่างไร อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี
แต่ในสุนัข กระบวนการเดียวกันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นกว่า นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิตและเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็วกว่า
งานวิจัยครั้งนี้สะท้อนข้อได้เปรียบดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เพราะสุนัขถูกติดตามเฉลี่ยเพียง 2.6 ปี ขณะที่งานวิจัยในมนุษย์ที่นำมาเปรียบเทียบมีระยะติดตามเฉลี่ยประมาณ 8 - 22.5 ปี แต่กลับพบรูปแบบของเมแทบอไลต์ที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตคล้ายกัน
ถ้ารูปแบบเหล่านี้ได้รับการยืนยันในงานวิจัยระยะยาวมากขึ้น สุนัขจึงอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษากลไกของความชราได้รวดเร็วกว่าการรอผลจากมนุษย์เพียงอย่างเดียว
Dog Aging Project ห้องทดลองขนาดใหญ่ที่อยู่ในบ้านของคนธรรมดา
เบื้องหลังงานวิจัยนี้คือ Dog Aging Project โครงการศึกษาระยะยาวที่เริ่มรับสุนัขเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2020 และปัจจุบันมีสุนัขในสหรัฐเข้าร่วมมากกว่า 50,000 ตัว
แทนที่จะนำสุนัขทั้งหมดมาเลี้ยงในห้องทดลอง โครงการติดตามสุนัขที่ใช้ชีวิตตามปกติอยู่กับเจ้าของทั่วสหรัฐ
เจ้าของช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร สภาพแวดล้อม พฤติกรรม และวิถีชีวิตของสุนัข ขณะที่สุนัขบางกลุ่มได้รับการเก็บตัวอย่างทางชีวภาพ ตรวจสารเคมีในเลือด วิเคราะห์จีโนม รวมถึงติดตามข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมอย่างละเอียด
ฐานข้อมูลขนาดใหญ่นี้เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาความชราในสภาพแวดล้อมจริง ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านพันธุกรรม อาหาร พื้นที่อยู่อาศัย และรูปแบบการใช้ชีวิต
และเพราะสุนัขเหล่านี้ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ สิ่งที่ค้นพบจึงอาจช่วยตอบคำถามได้ทั้งสองทาง คือ เราจะช่วยให้สุนัขมีชีวิตที่แข็งแรงยาวนานขึ้นได้อย่างไร และสิ่งที่เกิดขึ้นกับสุนัขสามารถบอกอะไรเกี่ยวกับการแก่ชราของมนุษย์ได้บ้าง
ความลับอายุยืนอาจเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์และสุนัขมีร่วมกัน
แม้งานวิจัยนี้จะค้นพบสัญญาณทางชีวภาพที่ซับซ้อนในระดับโมเลกุล แต่สิ่งที่นำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันกลับไม่ได้ซับซ้อนตามไปด้วย
ศาสตราจารย์ครีวี มองว่า หลักการหลายอย่างที่เราใช้ดูแลสุขภาพของมนุษย์สามารถนำมาใช้กับสุนัขได้เช่นกัน ตั้งแต่การรับประทานอาหารที่เหมาะสม รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี ไปจนถึงการรักษาความสามารถในการเคลื่อนไหวและสุขภาพของสมองเมื่ออายุมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การพบว่าเมแทบอไลต์บางชนิดสัมพันธ์กับอายุขัยไม่ได้หมายความว่า การเพิ่มหรือลดสารเหล่านั้นจะช่วยให้มนุษย์หรือสุนัขมีอายุยืนขึ้นโดยตรง นักวิทยาศาสตร์ยังต้องติดตามต่อว่า สัญญาณเหล่านี้เกิดจากกระบวนการอะไร และกระบวนการเหล่านั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้หรือไม่
สุนัขใช้ชีวิตใกล้ชิดกับมนุษย์มานาน และความใกล้ชิดนั้นอาจช่วยไขคำตอบเรื่อง “ความชรา” ได้มากขึ้น เพราะการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายสุนัข อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการแก่ชราของมนุษย์ รวมถึงค้นหาแนวทางที่จะช่วยให้ทั้งคนและสุนัข มีชีวิตที่แข็งแรงและยาวนานขึ้นได้
อ้างอิง dogagingproject , sciencedaily





