‘ช.การช่าง-ซิโนไทย’ บวกสวนกระดาน สายสีส้มจุดพลุ-รองบฯ 63 ปลดล็อกงานก่อสร้าง

‘ช.การช่าง-ซิโนไทย’ บวกสวนกระดาน สายสีส้มจุดพลุ-รองบฯ 63 ปลดล็อกงานก่อสร้าง

เริ่มต้นศักราชใหม่มาได้แค่ 1 เดือน แต่ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับสารพัดปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่กำลังถาโถมเข้ามาพร้อมๆ กัน

ไล่มาตั้งแต่ภาคการส่งออกที่ยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าที่ยืดเยื้อ แถมต้นปียังเผชิญกับเงินบาทแข็งค่าซ้ำเติมเข้าไปอีก นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง หลังฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลง ตามด้วยฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มาเป็นประจำทุกปี

และนาทีนี้ประเด็นที่กำลังร้อนแรงมากที่สุด กลายเป็นปัญหาระดับโลก คือ การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ “ไวรัสอู่ฮั่น” ที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน มีการระบาดจากคนสู่คน จนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก

ส่วนเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น แต่อาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้ คือ ความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจต้อง “ชัตดาวน์” เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเงินมาบริหารประเทศ เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ขณะนี้ล่าช้ามา 4 เดือนแล้ว และคงจะลากยาวไปอีกหลายเดือน หลังมีกรณี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน

แน่นอนว่าเมื่อเงินงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังไม่สามารถใช้จ่ายได้ ส่งผลให้โครงการต่างๆ ที่ค้างท่ออยู่ รวมทั้งงานประมูลใหม่ที่วางแผนไว้ล่าช้าออกไปด้วย ถือเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง สถานการณ์ดูย่ำแย่ไม่แพ้ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่อยากให้สิ้นหวังกันไป เพราะระหว่างรองบประมาณใหม่ รัฐบาลขอให้ทุกหน่วยงานเดินหน้ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไปได้เลย เมื่องบประมาณออกมาจะได้เซ็นสัญญาและเริ่มโครงการได้ทันที ไม่ต้องล่าช้าไปมากกว่านี้

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นความคืบหน้าอีกหนึ่งโครงการลงทุนเมกะโปรเจค “รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนะรรมแห่งประเทศไทย-บางขุนนท์” มูลค่า 142,789 ล้านบาท หลัง ครม. ไฟเขียวอนุมัติลงทุนเรียบร้อย ถือเป็นโปรเจคแรกที่เปิดประเดิมในปีนี้

โดยคาดว่าจะเปิดประมูลในเดือน ต.ค. นี้ และน่าจะทราบผลผู้ชนะช่วงต้นปี 2564 โดยรูปแบบการประมูลกลับไปเหมือนเดิม คือ PPP Net Cost รัฐจะลงทุนค่าจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดิน และภาคเอกชนลงทุนค่างานโยธาโครงการไปก่อน และรัฐจะจัดสรรวงเงินทยอยคืนให้กับเอกชน หลังเปิดให้บริการเดินรถเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี

นอกจากนี้ เอกชนจะลงทุนค่างานระบบไฟฟ้าขบวนรถไฟฟ้า บริหารการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษาเป็นเวลา 30 ปี โดยรถไฟฟ้าช่วงนี้มีระยะทาง 13.4 กิโลเมตร เป็นการเดินรถไฟฟ้าใต้ดินตลอดเส้นทาง ทั้งหมด 11 สถานี คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2569

โครงการนี้น่าจะเป็นการจุดพลุให้หุ้นรับเหมาก่อสร้างกลับมาน่าสนใจอีกครั้งในช่วงสั้นๆ หลังราคาหุ้นปรับตัวลงมาตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา จากความไม่แน่นอนทางการเมืองและการประมูลงานใหม่ที่ล่าช้า สะท้อนจากราคาหุ้นรับเหมาหลายตัว สัปดาห์ที่ผ่านมายืนได้ดีกว่าตลาด บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK บวกมา 4 วันติด 8.55% ปิดที่ 19.90 บาท ส่วน บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ไม่น้อยหน้ายืนบวก 4 วัน เช่นกัน รวมแล้ว 6.20% ปิดที่ 15.10 บาท 

เมื่อเป็นโครงการใหญ่ขนาดนี้ คนที่เข้าประมูลก็ต้องใหญ่เหมือนกัน ยิ่งเส้นทางที่วิ่งผ่านใจกลางเมือง เชื่อมโยงกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกัน ถือเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพ ดังนั้น คงไม่มีใครยอมใครง่ายๆ แน่นอน

ทั้งนี้ คาดการณ์กันว่าคู่แข่งขันคงหนี้ไม่พ้น 2 กลุ่มทุนใหญ่ ระหว่าง “ช.การช่าง” ที่มาพร้อมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM อาศัยจุดเด่นเป็นผู้รับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าใต้ดินรายแรกของประเทศ อาจทำให้ได้เปรียบในส่วนของงานอุโมงค์ใต้ดิน

ส่วนคู่ต่อสู้ไม่ใช่ใครที่ไหน “ซิโนไทย” ร่วมกับพันธมิตร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ซึ่งก่อนหน้านี้จับมือกันได้งานรถไฟฟ้ามาแล้วหลายสาย ทั้งสายสีชมพูและสายสีเหลืองที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง

แน่นอนว่า สุดท้ายแล้วเจ้าไหนได้โครงการนี้ไปจะช่วยเติมงานในมือให้เต็มกระเป๋ามากขึ้น จากก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ค่าย แบ่งกันไป 2 งานใหญ่ๆ “ช.การช่าง” ได้งานก่อสร้างไฮปรีดเทรนมาช่วยเติมแบ็กล็อกจ่อทะลุ 1 แสนล้าน ส่วน "ซิโนไทย” สดๆ ร้อนๆ คว้างานสนามบินอู่ตะเภามาได้ ซึ่งมีมูลค่าในส่วนของงานก่อสร้างราว 8 หมื่นล้านบาท แต่จะค่อยๆ ทยอยออกมา

อย่างไรก็ตาม หากถามว่าหุ้นรับเหมาจะกลับมาหวือหวาทันทีทันใดเลยหรือไม่ ? ก็คงต้องยอมรับความจริงว่ายัง เพราะปัจจัยที่จะมาช่วยปลดล็อกจริงๆ อยู่ที่การเบิกจ่ายงบประมาณใหม่ของภาครัฐ ถ้ายังล่าช้าออกไปเรื่อยๆ หุ้นรับเหมาก็คงเป็นหุ้นนอกสายตาของนักลงทุนต่อไป