พระมหากษัตริย์นักเกษตร รอยพระบาท ณ ศูนย์ภูพานพัฒนาฯ
เราเคยคุ้นตากันบ้างไหม? กับภาพของพระมหากษัรติย์ไทย ผู้ทรงย่างพระบาทไปทั่วผืนดินไทย โดยมีแผนที่ เข็มทิศ ดินสอ และกล้องถ่ายภาพ อยู่กับพระวรกายของพระองค์เสมอ เหตุใดพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดของประเทศจะต้องมาทรงตรากตรำพระวรกายเช่นนี้?
เพราะนี่คือ “พ่อของแผ่นดิน” พระบิดาของทวยราษฎร์ทั้งปวงผู้ทรงธรรม ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของเรา เมื่อพระองค์ท่านเสด็จไปเยือนแห่งหนตำบลใดของสยาม ก็ทรงมองเห็นถึงความทุกข์ยากของผู้คน จึงทรงจัดตั้งโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ และต่อเนื่องอีกนับหมื่นโครงการ เพื่อช่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ลูกๆ ของแผ่นดิน จากผืนดินที่ร้อนแล้ง จากแหล่งน้ำที่เคยเหือดแห้ง จากภูเขาที่โล่งเตียน หรือจากหมู่ชนที่เคยไร้งานไร้อาชีพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของเราชาวไทย ได้ทรงมอบชีวิตใหม่ ให้พวกเราได้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข อย่างยั่งยืนเสมอมา
โดยเฉพาะ “เกษตรกร” และ “ชาวนา” ที่ในหลวงท่านทรงห่วงใยเป็นพิเศษ ด้วยว่าสยามของเราเป็นแผ่นดินอู่ข้าวอู่น้ำ พืชผลทางการเกษตร ฝนฟ้าที่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำท่าอุดมในปริมาณเหมาะสม และความอยู่ดีกินดีของเกษตรกร จึงเป็นเรื่องที่ในหลวงทรงดำริให้ใส่ใจ มากกว่าใครๆ หากย้อนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2489 ขณะที่พระองค์เสด็จเยือนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สิ่งที่พระองค์ท่านรับรู้คือ ความยากจนข้นแค้น และภาพผืนดินแตกระแหง
เพื่อขจัดความทุกข์ยากให้ราษฎรพึ่งพาตนเองได้ และก่อเกิดการพัฒนาอันยั่งยืน เมื่อ พ.ศ.2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน” และโปรดเกล้าฯ ให้เลือกพื้นที่อันเหมาะสมบริเวณบ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนคร จัดตั้งศูนย์ฯ อย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2527 เพื่อใช้เป็นแหล่งศึกษาทดลอง รวมถึงพัฒนาด้านการเกษตรและป่าไม้ ให้เหมาะกับภูมิภาค แล้วเผยแพร่สู่วงกว้างให้ราษฎรในท้องถิ่นนำไปปฏิบัติ
งานศึกษาทดลองด้านการเกษตรของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน ก่อเกิดประโยชน์ในวงกว้างแก่เกษตรกรอย่างเอนกอนันต์ แม้ชุมชนจากต่างภูมิภาคก็มาศึกษานำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ งานวิจัยเหล่านี้ ช่วยให้เกษตรกรท้องถิ่นพึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อยู่กินบนผืนดินของตนที่อุดมยิ่งกว่าก่อนอย่างมีความสุข
องค์ความรู้แห่งการพัฒนาตามแนวพระราชดำริก่อเกิดผลลสำเร็จมากมายอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาข้าวเหนียวพันธุ์สกลนครที่ปลูกได้ทั้งปี ทั้งนาดอนและนาไร่ในภาคอีสาน, การพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อทาจิมะ หรือรู้จักในชื่อ “ทาจิมะภูพาน” ให้เป็นพันธุ์ที่มีเนื้อคุณภาพดีที่สุดชนิดหนึ่ง, เกษตรทฤษฎีใหม่ กับการบริหารจัดการทรัพยากรดินและน้ำที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น ผลสำเร็จเหล่านี้พลิกฟื้นชีวิตอันแร้นแค้นในอดีตให้กลับมีกินมีใช้ พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
จากผืนดินที่เคยร้อนแล้ง บัดนี้ภูพานได้พลิกฟื้นคืนชีวิต กลายเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ดูงาน จากทั้งคนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ใครเลยจะรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยย่างพระบาทลงบนผืนดินตรงนี้ เสด็จพระราชดำเนินดูแปลงทดลองต่างๆ ทรงพระราชทานคำแนะนำ รวมถึงแนวทางปฏิบัติให้ยั่งยืน
ทุกวันนี้ภายในศูนย์ภูพานพัฒนาจึงมีทั้งส่วนพื้นที่สีเขียว คอกสัตว์ แปลงนา แปลงพืชผัก ให้นั่งรถพ่วงชมอย่างง่ายดาย รวมถึงมีห้องนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดแสดงพระราชกรณียกิจ และโครงการพระราชดำริสำคัญๆ อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่ทรงเป็น “ปราชญ์แห่งน้ำ” ทรงพระราชทานเขื่อนเพื่อบรรเทาอุทกภัยแก่เราหลายแห่ง, ทรงพระราชทานโครงการฝนหลวง มอบสายฝนเย็นฉ่ำแก่ทุกชีวิตบนผืนดินไทย, ทรงพระราชทานโครงการหญ้าแฝก โอบน้ำ อุ้มดิน, ทรงพระราชทานแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่บนขาตัวเองได้ รวมไปถึงโครงการแก้มลิง ช่วยบรรเทาอุทกภัย และการที่ทรงเคยทดลองปลูกข้าวด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ภายในแปลงนาส่วนพระองค์ พระราชวังสวนจิตรลดา มาแล้ว ฯลฯ จึงทำให้พระองค์ท่านทรงรู้ดีว่า ชาวนาเป็นอาชีพที่ลำบากเพียงไร จึงทรงห่วงใยพวกเขาเป็นพิเศษ
ทุกวันนี้ศูนย์ภูพานพัฒนาฯ ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่การเรียนรู้ดูงาน การเป็นต้นแบบแห่งอาชีพเกษตรยั่งยืน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งในเชิงเกษตร หรือ Agro-Tourism ของจังหวัดสกลนคร หากมีเวลา ลองพาตัวและหัวใจของคุณเดินทางเข้าสู่ที่นี่ แล้วคุณจะรู้ซึ้งว่า ในหลวงทรงรักพวกเรามากแค่ไหน สิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานไว้ให้จะอยู่คู่ผืนดินไทยตลอดไป ไร้กาลเวลา ประดุจดังของขวัญที่ประเมินค่ามิได้
ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ และพระองค์จะทรงอยู่ในหัวใจของปวงข้าเราชาวไทย ตลอดไป









