กกร.เชียงใหม่ รุกหาแนวทางแก้ไขมลพิษหมอกควัน คู่ขนานภาครัฐ หลังค่าหมอกควันทะลุเพดาน
ที่ห้องประชุมสำนักงานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) จังหวัดเชียงใหม่ และองค์กรเครือข่าย นำโดยนายอนันต์ บุญมหาธนากร ประธานชมรมธนาคารจังหวัดเชียงใหม่ และนางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับรศ.นพ.อำนาจ อยู่สุข รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศทัศนีย์ ที่ปรึกษา สวทช.ภาคเหนือ ได้ประชุมเ่พื่อหารืิอถึงผลกระทบปัญหาหมอกควันกับภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่
นางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัญหาหมอกควันในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM10 เกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องนาน 10 วัน ได้สร้างผลกระทบอย่างยิ่งต่อคนทั้งภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อคุณภาพอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้มีคนเจ็บป่วยมากขึ้น เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการรักษาพยาบาล จากการขาดรายได้ และจากภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือส่งผลกระทบต่อการวางใจในการท่องเที่ยวเชียงใหม่ และฉุดเศรษฐกิจให้ชะลอตัว ซึ่งหากจะยืดเยื้อก็จะยิ่งส่งผลกระทบอย่างมาก ขณะที่เชียงใหม่เองพึ่งพารายได้หลักจากการท่องเที่ยว จึงถือเป็นวิกฤตที่น่าวิตกอย่างยิ่ง ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ทางภาคเอกชนเอง โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน เองก็มีความห่วงใย และพร้อมจะสนับสนุนและช่วยหามาตรการแก้ไข ควบคู่ไปกับการทำงานของภาครัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบกับทุกคนในจังหวัดเชียงใหม่ จึงไม่ใช่แค่ใครหรือองค์กรใด แต่เป็นทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการช่วยหาหนทางแก้ไขวิกฤต ที่ทวีความรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เมื่อสำรวจผลกระทบแท้จริงของภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่ จากตัวเลขของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ได้มีการจองโรงแรมล่วงหน้า ยังไม่ยกเลิกและถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่ แต่กลับพบว่านักท่องเที่ยวจากภาคอื่นของประเทศไทยเอง มีการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางสูงกว่า ซึ่งจากการจึงสรุปพบว่าปัญหาหมอกควันปัจจุบันยังไม่ค่อยส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคเศรษฐกิจ แต่หากยังปล่อยให้เป็นปัญหาเรื้อรังต่อไปก็อาจจะกระทบได้ในระยะยาว โดยทาง กกร.จะได้มีการสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาจากภาคเอกชนนำเสนอต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ต่อไป
สำหรับสาเหตุเบื้องต้นพบว่า หลักของปัญหาหมอกควันไฟป่าในขณะนี้ คือ วิถีชาวบ้านที่มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพด จำนวนมากบนพื้นที่สูง และกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้โดยการเผา ซึ่งจะโทษแต่เพียงชาวบ้านฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องดูไปถึงผู้ประกอบการที่รับซื้อโดยเฉพาะคอนแทรคฟาร์มมิ่ง หรือแม้แต่ภาครัฐเอง ที่มีส่วนสนับสนุนในการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้แก่ชาวบ้านกระทั่งในพื้นที่สูงมีการปลูกจำนวนมหาศาล แต่กลับไม่ได้มีการดูแลผลกระทบของการกำจัดเศษวัสดุอย่างถูกวิธี ทำให้ยังมีการกำจัดโดยการเผาที่ง่าย และเสียค่าใช้จ่ายน้อย แต่สร้างปัญหามลพิษในระยะยาว
ดังนั้น เมื่อย้อนดูถึงต้นทางของปัญหาก็พบว่า ภาคเศรษฐกิจ มีส่วนในผลกระทบหมอกควันดังกล่าวด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการที่รับซื้อพืชผลการเกษตร รวมทั้งคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ควรจะต้องมีส่วนรับผิดชอบสังคม เช่นการหาวิธีในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้อย่างไม่กระทบสิ่งแวดล้อม หรือเพิ่มภาษีให้สูงขึ้นสำหรับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขและบรรเทาปัญหาที่ต้นตอ





