วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายแก้ฝุ่น ความหวังคืนลมหายใจคนเหนือจะเป็นจริงได้หรือไม่?

ถอดบทเรียนฝุ่นควันภาคเหนือ สู่ 5 ข้อเสนอปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งจัดสรรงบล่วงหน้า กระจายอำนาจ หนุนเกษตรไม่เผา และคุ้มครองสุขภาพ หวังเปลี่ยนการดับไฟเฉพาะหน้าเป็นการป้องกันที่ทำได้จริงก่อนวิกฤติฝุ่นรอบใหม่

เมื่อฤดูฝุ่นผ่านไป คนเหนือ อาจได้เห็นท้องฟ้าสดใสในอีกหลายเดือนที่เหลือของปี แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาที่ซ่อนอยู่หลังม่านควันจะหายไปด้วย เมื่อต้นเหตุปัญหายังคงอยู่ และหมอกควันยังพร้อมกลับมาในฤดูแล้งครั้งต่อไป

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ก่อนฤดูฝุ่นครั้งต่อไปจะมาถึง เราเตรียมอะไรไว้แล้วบ้าง เพื่อให้ผู้คนไม่ต้องกลับมาใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศที่ทำร้ายสุขภาพซ้ำทุกปี

นี่คือโจทย์ของ "เวทีถอดบทเรียนและพัฒนายุทธศาสตร์ภัยพิบัติและฝุ่นควัน ภาคเหนือ : จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายที่ทำได้จริง" ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) และเครือข่ายสภาลมหายใจ ร่วมจัดขึ้น เพื่อเชื่อมงานวิจัยกับเสียงสะท้อนของผู้ปฏิบัติ และส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบายแก่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป้าหมายคือเปลี่ยนการแก้ปัญหารายปีที่มุ่งดับไฟปลายเหตุ ไปสู่การปรับโครงสร้างให้พื้นที่ทำงานได้ต่อเนื่อง และคืนสิทธิใน อากาศสะอาด ให้ประชาชน

จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายแก้ฝุ่น ความหวังคืนลมหายใจคนเหนือจะเป็นจริงได้หรือไม่?

เปลี่ยนเวลาปลอดฝุ่นให้เป็นเวลาป้องกัน

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ บอกเล่าว่า คนทำงานพบช่องว่าง มาตลอด ทั้งปัญหามีแผนที่ไม่มีงบ ภารกิจที่ถ่ายโอนโดยไม่มีเครื่องมือเพียงพอ และงบประมาณที่มาถึงเมื่อฤดูไฟผ่านไปแล้ว บางทีเราคุยกันเยอะ มีความรู้เยอะ มีข้อมูลเยอะ แล้วก็มีแผนอยู่แล้วด้วย แต่บางทีมันปฏิบัติไม่ได้

ในมุมของภาคประชาสังคม ปัญหาฝุ่นควัน โยงกับโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความไม่มั่นคงในที่ดินทำกิน ชัชวาลย์ยกตัวอย่างเชียงใหม่ว่า มีชุมชนจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตป่าทับซ้อน ส่งผลให้การสนับสนุนจากรัฐและการลงทุนปลูกพืชระยะยาวติดข้อจำกัด เกษตรกรจึงขาดทางเลือกในการเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยว ปัญหาฝุ่นควันมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่แค่ไล่ดับไฟ มีทั้งเรื่องกฎหมาย นโยบาย ความเหลื่อมล้ำ มีทั้งเจ้าสัวที่รวยที่สุดของประเทศ คนจนที่สุดของประเทศที่อยู่ในสมการเดียวกัน

จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายแก้ฝุ่น ความหวังคืนลมหายใจคนเหนือจะเป็นจริงได้หรือไม่?

อีกประเด็น คือคำสั่งห้ามเผาเด็ดขาดแบบเหมารวม ซึ่งร่างข้อเสนอจากพื้นที่มองว่า ทำให้การบริหารเชื้อเพลิงตามปฏิทินหยุดชะงัก เกิดการลักลอบเผาและสะสมเชื้อเพลิง จึงควรแยกบริบทและทำกติการ่วมกับชุมชน

ชัชวาลย์ ยังเปรียบการทำงานที่มัก ตั้งคณะกรรมการช่วงปลายปี แล้วออกไล่ดับไฟเมื่อวิกฤติมาถึงว่าเป็น การทำงานแบบอีเวนต์ ขณะที่แผนพื้นที่มีงบสนับสนุนไม่เพียงพอ ทำให้ความพร้อมกับความคาดหวังสวนทางกัน

จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายแก้ฝุ่น ความหวังคืนลมหายใจคนเหนือจะเป็นจริงได้หรือไม่?

เสียงสะท้อนจากแปดจังหวัดจึงเสนอให้หยุดกล่าวโทษประชาชนแบบเหมารวม หยุดคำสั่ง ขัดแย้งข้ามกระทรวง และเปลี่ยนการอบรมในห้องประชุมเป็นการฝึกปฏิบัติจริงร่วมกับชุมชน เราอยากเน้นการป้องกันมากกว่ามาไล่ดับไฟ

ร่างข้อเสนอห้าเสาหลัก

ทางออกเริ่มจากมีการเสนอโมเดล ปฏิทิน "8-3-1" ใช้แปดเดือนป้องกันและปรับโครงสร้างการผลิต สามเดือนเผชิญเหตุและควบคุมไฟตามกติกา และหนึ่งเดือนฟื้นฟูเยียวยา เพื่อให้ชุมชน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผน เตรียมทีมและอุปกรณ์ก่อนฤดูวิกฤติ

  • ควบคู่กัน คือร่างข้อเสนอปฏิรูปห้าเสาหลัก ด้านแรกเสนอ "ผู้ว่าฯ CEO Sandbox" ให้จังหวัดวิกฤติทดลองบูรณาการงบประมาณ ตามพื้นที่และโครงการข้ามกระทรวง พร้อมทีมยุทธศาสตร์เต็มเวลาอย่างน้อยสองปี คอยติดตามและคลี่คลายปัญหา รวมถึงกำหนดเป้าหมายลดฝุ่นให้กระทรวงต้นทางร่วมรับผิดชอบ
  • ด้านที่สอง คือข้อมูลเปิดเผยและความโปร่งใส เสนอเปิดข้อมูลบริหารเชื้อเพลิงรายแปลงมลพิษโรงงาน และการจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนตรวจสอบ พร้อมใช้เอไอช่วยติดตามงบประมาณและกล้องตรวจจับความร้อนเฝ้าระวังไฟ
  • ด้านที่สาม เชื่อมสิทธิทำกินกับการดูแลป่า เสนอเร่งสมุดประจำตัวภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือสมุดสิทธิ์ดิจิทัล ตั้งเป้ารับรองสิทธิทำกินหนึ่งล้านไร่ในเชียงใหม่ภายในสามถึงห้าปี พร้อมจัดกติกาใช้ประโยชน์ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ยกระดับป่าชุมชน และฝึกทีมดับไฟประจำท้องถิ่น
  • ด้านที่สี่ เสนอพันธบัตรเชื่อมโยงความยั่งยืน กรอบวงเงิน 1,000-5,000 ล้านบาท ผูกกับผลลดมวลฝุ่นและเพิ่มพื้นที่ป่า พร้อมปรับกองทุนจังหวัดให้ระดมทรัพยากรจากหลายฝ่ายได้ ลดข้อจำกัดจากงบประมาณที่มาถึงไม่ทันการณ์
  • ด้านสุดท้าย เน้นคุ้มครองสุขภาพ เสนอปลดล็อกระเบียบกองทุนสุขภาพท้องถิ่นเพื่อจัดหาอุปกรณ์ป้องกัน ส่งเสริมห้องปลอดฝุ่นต้นทุนต่ำและทำแผนร่วมแบบ "แอ่งอากาศ" ข้ามเขตปกครอง รวมถึงความร่วมมือระหว่างชุมชนชายแดน

ร่างข้อเสนอชุดนี้จะเป็นฐานสำหรับผลักดันนโยบายต่อไป โดยชี้ว่าการแก้ฝุ่นต้องไปถึงเงื่อนไขที่ทำให้คนในพื้นที่เปลี่ยนวิธีผลิตและวิธีทำงานได้จริง

สสส. เชื่อมพลัง คุ้มครองสุขภาพ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. มองว่า ต้องเข้าใจบริบทพื้นที่สูงซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องน้ำ และเหตุที่เกษตรกรเลือกเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ เพราะเป็นวิธีประหยัดต้นทุน การเปลี่ยนพฤติกรรมจึงต้องมาพร้อมทางเลือกที่ทำได้จริง

ที่ผ่านมา สสส. สนับสนุนเกษตรไม่เผา ผ่านเครื่องตัดสับชีวมวล ธนาคารใบไม้ และการแปรรูปฟางหรือตอซังเป็นปุ๋ย พลังงาน หรือถ่านชีวภาพ เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้ทดแทนการเผา ขณะเดียวกัน การมีน้ำเพียงพอและโอกาสปลูกพืชหลากหลายก็เป็นส่วนหนึ่งของทางออกระยะยาว

นพ.พงศ์เทพ ย้ำว่า วิกฤติฝุ่นเป็นภัยพิบัติทางสุขภาวะและสิทธิมนุษยชนเชิงระบบ โดยอ้างข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขว่า ปี 2569 มีประชาชนได้รับผลกระทบทางสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่า 15 ล้านคน และฝุ่น PM2.5 เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยประมาณ 70,000 รายต่อปี ขณะที่ภาคเหนือตอนบนพบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและมะเร็งปอดสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

ผลกระทบยังครอบคลุมเศรษฐกิจ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความสูญเสียของภาคเหนือไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี

แม้ห้องเรียนสู้ฝุ่น หน้ากาก และเครื่องฟอกอากาศช่วยคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง แต่ประชาชนยังต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การลดมลพิษต้นทางจึงสำคัญต่อการลดภาระเจ็บป่วยในระยะยาว ควบคู่การดูแลระหว่างที่ปัญหายังอยู่

ความหวังในการแก้ฝุ่นจึงอยู่ที่การใช้นวัตกรรมก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ซึ่งครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี ระบบบริหาร นโยบาย และกลไกเศรษฐกิจ ตั้งแต่กล้องตรวจจับความร้อนร่วมกับเอไอที่ช่วยค้นหาไฟแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่นเพื่อหาแหล่งกำเนิด ไปจนถึงระบบรับซื้อเศษวัสดุเกษตรและห้องปลอดฝุ่นต้นทุนต่ำเพื่อแปรรูปและสร้างรายได้ทดแทนการเผา ควบคู่กับห้องปลอดฝุ่นและเครื่อง

ฟอกอากาศต้นทุนต่ำเพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง

จุดแข็งของสสส. คือประสานภาคประชาชน นักวิชาการ และราชการให้เรียนรู้และทำงาน ร่วมกัน โดยสนับสนุนสภาลมหายใจเป็นกลไกเชื่อมเสียงพื้นที่กับความรู้และการตัดสินใจ เมื่อพบอุปสรรคก็ส่งกลับให้นักวิชาการช่วยหา คำตอบ แล้วนำความรู้ไปปรับการปฏิบัติ

“จากข้อเสนอวันนี้ผมคิดว่ามีรูปธรรม แต่สุดท้ายทั้งหมดมันจะตัดสินกันที่การจัดการ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

รับข้อเสนอ สู่ทางออกของภาครัฐ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. รับข้อเสนอจากเวที โดยเห็นคุณค่าของบทเรียนที่ผสานงานวิจัยกับวิถีชีวิต และพร้อมนำไปต่อยอดการทำงานข้ามกระทรวง

“ข้อเสนอบางเรื่องสามารถทำได้ทันที ไม่ต้องรอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด” เขากล่าวถึงทางออกผ่านการแก้ระเบียบหรือกฎกระทรวง การทดลอง Sandbox และการกระจายอำนาจงบประมาณสู่ท้องถิ่น

ทิศทางภาครัฐ คือพัฒนาระบบบริหารมลพิษแบบบูรณาการ ลดและควบคุมจากแหล่งกำเนิด ควบคู่ระบบสื่อสารและเตือนภัยที่ประชาชน เข้าถึงง่าย เพื่อให้การป้องกันและคุ้มครองสุขภาพเดินไปด้วยกัน

สำหรับ "Quick Win" เช่น การติดตั้งกล้อง ในจุดพร้อมทำเริ่มได้ แต่สิ่งที่เขาให้น้ำหนักคือการลงชุมชน สร้างความเข้าใจ และแยก การจัดการพื้นที่เกษตรออกจากพื้นที่ป่า เพื่อให้มาตรการตอบโจทย์แต่ละพื้นที่ สิ่งที่ทำแล้ววินก็คือการลงไปที่ภาคประชาสังคมและประชาชนในการทำความเข้าใจ

จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายแก้ฝุ่น ความหวังคืนลมหายใจคนเหนือจะเป็นจริงได้หรือไม่?

งานเร่งด่วนยังรวมถึงเตรียมแนวกันไฟและกักเก็บน้ำไว้รับมือไฟ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีค้นหาพื้นที่เสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ ควบคู่การคุ้มครองสุขภาพ โดยอาศัยเครือข่าย สสส. ที่ ศ.ดร.ยศชนัน มองว่า มีพลัง และทำงานร่วมกันมายาวนาน

ขั้นต่อไป รองนายกฯ ระบุว่า จะนำข้อเสนอไปหารือหน่วยงานที่รับผิดชอบ รับฟังภาคราชการเพิ่มเติม และผลักดันแนวทางให้ชัดเจนในระดับคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ปฏิบัติมีทิศทางร่วมกัน ส่วนข้อเสนอเรื่องห้ามเผาต้องหารือหน่วยงานเจ้าของเรื่องต่อไป สิ่งที่ต้องติดตามจากนี้ คือภาครัฐจะนำข้อเสนอไปขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างไร ทั้งการกำหนด เจ้าภาพที่ชัดเจน เชื่อมแผนชุมชนกับการทำงานข้ามหน่วยงาน และจัดสรรงบประมาณกับเครื่องมือให้พร้อมก่อนฤดูฝุ่นครั้งต่อไป

ลมหายใจของคนเหนือและความหวังของคนไทย จึงขึ้นอยู่กับการเดินหน้าของภาครัฐและทุกภาคส่วนว่าจะนำข้อเสนอเหล่านี้ไปสู่การลงมือป้องกันและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร  ก่อนฤดูฝุ่นครั้งต่อไปจะมาถึง