วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทเรียนไร้ตำรา  Easy Money  พลิกภาพจำ 'โรงรับจำนำ'  สู่สถาบันการเงินทางเลือก

ถอดรหัสความคิด ‘สิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ’ จากประสบการณ์ที่จุดประกายให้ลุกขึ้นมายกระดับ ‘โรงรับจำนำ’ สู่สถาบันการเงินทางเลือก ผ่านแนวคิด Asset-Backed Financing ที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงมูลค่าจากทรัพย์สินที่มี หรือการ ‘กู้ตัวเอง’

KEY POINTS

  • จากประสบการณ์เดินเข้าโรงรับจำนำครั้งแรกและกลับออกมาพร้อมความรู้สึกด้อยค่า ทำให้ ‘สิทธิวิชญ์’ มองเห็น “รอยต่อ” ของธุรกิจที่มีความต้องการจริงและมีประโยชน์ แต่ประสบการณ์ยังไม่ได้รับการยกระดับ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Easy Money 
  • Asset-Rich แต่ Credit-Poor นิยามของคนที่มีทรัพย์สิน แต่อาจไม่มีเอกสารทางการเงินตามเงื่อนไขของระบบเดิม สามารถปลดล็อกมูลค่าที่มีอยู่ให้เป็นสภาพคล่องระยะสั้น ผ่านระบบ Asset-Backed Financing
  • ลูกค้ากว่า 90% กลับมารับทรัพย์สินคืน สะท้อนแนวคิดว่า “ลูกค้าไม่ได้หมดหนทาง” แต่กำลังใช้บริการเป็นเครื่องมือเพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนเดินหน้าต่อ

ในโลกการเงินดั้งเดิม ผู้คนจำนวนมากที่มีทรัพย์สินสะสมอยู่ในมือมักถูกปฏิเสธ “โอกาส” อย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะประวัติทางการเงินตามเงื่อนไขของธนาคาร ขณะเดียวกัน หลายคนยังมีภาพจำของ “โรงรับจำนำ” ว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายเท่านั้น

ทว่า “สิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ” ประธานกรรมการบริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป หรือโรงรับจำนำ  Easy Money  กลับมองเห็น “รอยต่อ” สำคัญที่ซ่อนอยู่ เขาใช้เวลาตลอด 21 ปีในการทุบทำลายอคติ ยกระดับสถานที่ที่ผู้คนเคยเดินก้มหน้าให้กลายเป็น “สถาบันการเงินทางเลือก” ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถ “กู้เงินตัวเอง” ผ่านทรัพย์สินค้ำประกัน หรือ Asset-Backed Financing ให้คนใช้บริการรู้สึกว่านี่เป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด

อะไรคือวิธีคิดและบทเรียนชีวิตที่เป็นเมล็ดพันธุ์ของ Easy Money วันนี้ The Thought Leaders ผู้นำทางความคิด ชวนอ่านเรื่องราวและบทสนทนาที่จะเปิดมุมมองใหม่ต่อคำว่า “โอกาสทางการเงิน”

 บาดแผลจากความรู้สึก ‘ต้อยต่ำ’ สู่การเห็น ‘รอยต่อ’ ธุรกิจ

บทเรียนไร้ตำรา  Easy Money  พลิกภาพจำ 'โรงรับจำนำ'  สู่สถาบันการเงินทางเลือก ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 21 ปีก่อน สิทธิวิชญ์ต้องการเงินสดไปต่อยอดธุรกิจครอบครัว แต่วงเงินธนาคารเต็ม และคำตอบที่ได้รับคือต้องรอคิวอนุมัติถึง 2 เดือน สำหรับผู้ประกอบการ เวลา 2 เดือนคือโอกาสทางธุรกิจที่หลุดลอยไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาจึงตัดสินใจเดินเข้า “โรงรับจำนำ” เป็นครั้งแรกในชีวิต

แม้จะได้รับเงินสดทันทีโดยไม่ต้องใช้เอกสาร แต่บรรยากาศร้านที่มืดทึบและเคาน์เตอร์เปิดโล่ง กลับสร้างความรู้สึกที่อึดอัดใจ 

“ผมเดินออกมาพร้อมเงิน แต่รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่า ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่ผมเพิ่งทำไปคือเรื่องที่ฉลาดที่สุด นั่นก็คือการเอาทรัพย์สินของตัวเองไปใช้ให้เกิดประโยชน์"

เรื่องราววันนั้น ทำให้ สิทธิวิชญ์นึกย้อนไปถึงสิ่งที่ “คุณพ่อ” เรียกว่า “รอยต่อ” คือ ความต้องการมีจริง บริการมีประโยชน์จริง แต่ประสบการณ์มันยังผิด 

“เมื่อไหร่ที่ความต้องการถูก แต่ประสบการณ์ผิด นั่นไม่ใช่ธุรกิจที่แย่ครับ แต่มันคือธุรกิจที่ยังไม่มีใครยกระดับ” 

บทเรียนไร้ตำรา  Easy Money  พลิกภาพจำ 'โรงรับจำนำ'  สู่สถาบันการเงินทางเลือก

ในวันที่เริ่มต้นธุรกิจ “โรงรับจำนำ” ตอนนั้นแทบไม่มีใครสนับสนุนสิทธิวิชญ์เลยสักคน ทั้งคนใกล้ตัว เพื่อน และผู้ใหญ่

แรงต้านในวันแรกมีคนบอกว่าโรงรับจำนำคือสถานที่อโคจร วันเปิดสาขาแรก มีผู้ใหญ่บางท่านที่เชิญไม่มาร่วมงาน เพราะเกรงว่าจะไม่เป็นมงคล บางคนบอกว่าทำตึกแถวเล็กๆ ก็พอ สร้างอาคารใหญ่ทำไม ขี่ช้างจับตั๊กแตน หรือบอกว่าธุรกิจนี้เหมือนเหมืองที่ขุดจนหมดแล้ว

แม้กระทั่งการออกแบบสาขาที่โปร่ง สว่าง ใช้กระจกใส ก็มีคนเตือนว่าทำแบบนี้ก็เหมือนชกมวยไม่ยกการ์ด เจอดีแน่

แต่พอกลับมานั่งทบทวน เขากลับพบว่า “ทุกคำคัดค้านไม่ได้บอกว่าธุรกิจนี้ไม่ดี แต่มันกำลังบอกว่าภาพจำของธุรกิจนี้แย่มาก แย่จนคนดีๆ ไม่กล้าเดินเข้าไป และนั่นคือขนาดของปัญหา ซึ่งมันก็คือขนาดของโอกาสเช่นกัน”

 บทเรียนไร้ตำรา เมล็ดพันธุ์ Easy Money 

แนวคิดในการทำธุรกิจของสิทธิวิชญ์ไม่สามารถหาได้จากตำราเล่มไหน หากแต่มาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก ณ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาที่ได้มาจาก “พ่อ” พ่อค้าท้องถิ่นที่อ่านหนังสือได้ไม่มาก แต่อ่านคนและอ่านโอกาสได้ขาดมาก

เมื่อเห็นว่าพิมายมีข้าวคุณภาพดี คุณพ่อก็เปิดโรงสีข้าวมาตรฐานระดับจังหวัด และเมื่อเห็นว่าข้าวสีเสร็จต้องใช้กระสอบ แต่ไม่มีใครทำในพื้นที่ ก็เปิดโรงปอทำกระสอบเป็นรายแรกทำให้คนในตำบลเกือบครึ่งมีงานทำและมีรายได้

สิ่งที่สิทธิวิชญ์ได้เห็นและเรียนรู้ในวัยเด็กกลายมาเป็น “เข็มทิศธุรกิจ” ของ Easy Money ในวันนี้ 

ข้อแรกคือการ มองหา "รอยต่อ"  จากการเห็นรอยต่อระหว่างนาข้าว โรงสี ไปจนถึงโรงทำกระสอบปอ มาสู่การยืนบนรอยต่อระหว่าง “คนที่มีทรัพย์สิน” กับ “คนที่ต้องการโอกาส”

ถัดมา ข้อที่ 2 กำไรที่คนอื่นได้ด้วย การสร้างธุรกิจที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งผู้ใช้บริการ พนักงาน และสังคม

ข้อที่ 3 เวลามีราคาของมัน การเข้าใจว่าต้นทุนของการเสียโอกาส แพงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเสมอ

สุดท้ายความซื่อสัตย์คือ “ต้นทุนที่ถูกที่สุด”  การใช้ความจริงใจและระบบมาตรฐานค้ำประกันความน่าเชื่อถือ เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ไม่มีเครดิตบูโร หรือการใช้เอกสารทางการเงินที่เข้มงวด

Asset-Rich แต่ Credit-Poor กับนิยามการ ‘กู้เงินตัวเอง’

สิทธิวิชญ์อธิบายถึงโครงสร้างผู้ใช้บริการว่า คนไทยจำนวนมากเป็นกลุ่ม Asset-Rich แต่ Credit-Poor นั่นคือเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูงอยู่ในครอบครอง เช่น ทองคำ นาฬิกาหรู หรือเครื่องประดับ แต่ขาดแคลนสลิปเงินเดือนหรือประวัติเอกสารทางการเงินตามที่ธนาคารต้องการ 

“สิ่งที่เราทำไม่ใช่การให้เขากู้หนี้ยืมสิน แต่คือการช่วยให้เขา ‘กู้เงินตัวเอง’ เขาไม่ได้ยืมเงินจากใคร แต่เขากำลังเข้าถึงมูลค่าของสิ่งที่เขาเป็นเจ้าของอยู่แล้ว สินเชื่อทั่วไปคือการสร้างหนี้ก้อนใหม่เข้าไปในระบบ แต่ Asset-Backed Financing คือการปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่แล้ว เป็นสภาพคล่องระยะสั้นที่จบในตัวมันเอง ไม่ทิ้งภาระผูกพันระยะยาว”

สิทธิวิชญ์ย้ำถึงความต่างระหว่างคำว่า “ทางเลือกสุดท้าย” กับ “สถาบันการเงินทางเลือก”  เพราะคำว่าทางเลือกสุดท้าย หมายถึงหมดทางไป แต่สถาบันการเงินทางเลือกหมายถึงการมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทางอย่างมีศักดิ์ศรี 

 90% ที่บอกว่า 'ลูกค้าไม่ได้หมดหนทาง'

การดำเนินธุรกิจที่ต้องถือครองสิ่งของสำคัญของผู้อื่นย่อมมาพร้อมความรับผิดชอบ บทเรียนสำคัญเกิดขึ้นในยุคแรกเมื่อเครื่องประดับของลูกค้าชำรุด แม้ในทางบัญชีจะชดเชยได้ แต่คำพูดของลูกค้าที่ว่า “ของชิ้นนี้เป็นของคุณแม่” ได้เปลี่ยนมุมมองของเขาไปตลอดชีวิต 

“สิ่งที่ลูกค้าเอามาฝากไว้ ในสายตาเรามันคือ ‘ทรัพย์’ แต่ในสายตาเขา มันคือ ‘เรื่องราว’ เป็นความทรงจำ และไม่มีตารางค่าเสื่อมราคาไหนคำนวณได้ บทเรียนที่ผมได้ เราไม่ได้แค่ขอโทษแล้วจบครับ แต่เปลี่ยนเป็นระบบการจัดเก็บทรัพย์มาตรฐาน ISO มีห้องมั่นคงระดับธนาคารพาณิชย์ และ CCTV ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง”

อีกหนึ่งเรื่องราวที่ประทับใจ คือมีลูกค้าคนหนึ่งนำทรัพย์มาจำนำเพื่อนำเงินไปรักษาคุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง แม้ว่าวันนั้นจะเป็นธุรกรรมเพียง 1 รายการ แต่สำหรับเขา เงินก้อนนั้นไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือ “เวลา” ที่ช่วยให้เขาได้ดูแลคุณแม่อย่างเต็มที่จนกระทั่งท่านจากไป

หลังจากคุณแม่จากไป เขากลับมาที่สาขาอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะลูกค้า แต่มาสมัครเข้าทำงานเป็นพนักงาน เพราะอยากส่งมอบความช่วยเหลือแบบเดียวกันให้คนอื่นในวันที่ยากลำบาก

บทเรียนไร้ตำรา  Easy Money  พลิกภาพจำ 'โรงรับจำนำ'  สู่สถาบันการเงินทางเลือก

เมื่อถามถึงผลลัพธ์ในปัจจุบัน สุทธิวิชญ์เลือกที่จะไม่เน้นย้ำเรื่องพอร์ตสินเชื่อหลายหมื่นล้านบาทหรือจำนวนสาขา  แต่ให้ความสำคัญกับ ตัวเลข 90% ของลูกค้าที่กลับมารับทรัพย์สินคืน

“ตัวเลขนี้บอกว่าลูกค้าของเราไม่ได้หมดหนทาง แต่เขาใช้เราเป็นเครื่องมือพาข้ามผ่านช่วงเวลาหนึ่ง แล้วเขาก็เดินหน้าต่อ เราไม่ได้เปลี่ยนแค่ภาพจำของธุรกิจ แต่เราเปลี่ยนความรู้สึกที่คนๆ หนึ่งมีต่อตัวเองในวันที่เขาต้องตัดสินใจเรื่องเงิน”

ตลอดเส้นทางกว่า 21 ปี เรื่องราวของ Easy Money จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของธุรกิจ แต่ยังสะท้อนวิธีคิดของผู้นำที่เชื่อว่า “โอกาส” มักซ่อนอยู่ในจุดที่คนอื่นอาจมองข้าม และธุรกิจที่ยั่งยืนต้องสร้างคุณค่าให้กับทุกคนที่อยู่ในวงจร

จากบทเรียนเรื่อง “รอยต่อ” ที่ได้รับจากคุณพ่อในวันนั้น สู่การสร้าง Easy Money ในวันนี้ สิ่งที่ยังคงเป็นแก่นสำคัญไม่ใช่เพียงการมองเห็นโอกาสก่อนใคร แต่คือการทำสิ่งนั้นให้ดีอย่างสม่ำเสมอ บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์และความไว้วางใจ เพราะท้ายที่สุด คุณค่าของธุรกิจอาจไม่ได้วัดเพียงว่าองค์กรเติบโตไปได้ไกลแค่ไหน แต่อยู่ที่การเติบโตนั้นได้สร้างโอกาสให้ผู้คนรอบข้างสามารถก้าวต่อไปได้มากเพียงใด