วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ในนามของ...'โอเลี้ยง' กาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก

ส่องวิถีโอเลี้ยง กาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก ผ่านกาลเวลาร้อยปีโดยที่สูตรดั้งเดิมแทบไม่เปลี่ยน ใช้กาแฟผสมธัญพืช+น้ำตาลเคี่ยว คือศาสตร์แห่งการเบลนด์ เพิ่มมิติความซับซ้อนทางรสชาติ

KEY POINTS

  • ส่องวิถีโอเลี้ยง กาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก ผ่านกาลเวลาร้อยปีโดยที่สูตรดั้งเดิมแทบไม่เปลี่ยน
  • คือศาสตร์แห่งการเบลนด์ ใช้กาแฟผสมธัญพืช+น้ำตาลเคี่ยว เพิ่มมิติความซับซ้อนทางรสชาติ
  • เป็นเครื่องดื่มประวัติศาสตร์ที่ยืนหยัดข้ามผ่านยุคสมัย ฝังอยู่ในวิถีชีวิต คลุกคลีกับความทรงจำ
  • รู้ยัง? โอเลี้ยงยุคใหม่เปลี่ยนไป ไม่เชย ไม่หวาน เน้นคุณภาพ เลือกดื่มได้ตามรสนิยม ตอบโจทย์สุขภาพ

ผู้เขียนรู้จัก 'โอเลี้ยง' มานานมาก ๆ จนจำไม่ได้แล้วว่าดื่มครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงตอนนี้วันที่ดริปกาแฟพิเศษเป็นพิธีกรรมในทุก ๆ เช้า ก็ยังชอบโอเลี้ยงอยู่ ติดใจในรสชาติหวานตัดขม กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมไหม้อ่อน ๆ คล้ายคาราเมล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของกาแฟเย็นที่อยู่คู่กับคนไทยมาไม่ต่ำกว่า 150 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจับคู่กับผัดไทยด้วยแล้ว ถือเป็นที่สุดของ 'คู่หูรสชาติไทยร่วมสมัย' ที่ลงตัวแบบไร้ที่ติ มีมิติของรสชาติที่ส่งเสริมกันและกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

โอเลี้ยงมีรากศัพท์มาจากภาษาจีน แบ่งออกเป็น 2 คำคือ 'โอ' หมายถึง 'ดำ' และ 'เลี้ยง' หมายถึง 'เย็น' เมื่อมารวมกันจึงได้ความว่า 'เครื่องดื่มสีดำที่ดื่มแบบเย็น' ส่วนภาษาอังกฤษนิยมใช้คำทับศัพท์ว่า O-liang หรือ Thai-style iced black coffee

ผู้เขียนมองว่าโอเลี้ยงถือเป็นกาแฟฟิวชั่นรุ่นแรก ๆ ของโลกร่วมสมัยกับ 'มาซาแกรน' (Mazagran) กาแฟผสมน้ำมะนาวจากแอลจีเรีย, 'กาเฟ เด โอญา' (Café de Olla) กาแฟดั้งเดิมของเม็กซิโกที่ผสมเครื่องเทศเข้าไปด้วย และ 'หยวนหยาง' (Yuanyang) เครื่องดื่มยอดฮิตจากฮ่องกงที่ฟิวชั่นกันระหว่างกาแฟสไตล์ตะวันตกกับชานมสไตล์เอเชีย

แล้ว 'กาแฟฟิวชั่น' (Fusion Coffee) คืออะไร...ก็เป็นเครื่องดื่มกาแฟที่เกิดจากการนำเอากาแฟมาผสมผสานเข้ากับวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อสร้างมิติใหม่ของรสชาติ, สีสัน และประสบการณ์การดื่มที่ฉีกไปจากกาแฟรูปแบบเดิม ๆ จัดเป็นเทรนด์ยอดฮิตในหลายประเทศทีเดียว เช่น เกาหลีใต้, ไต้หวัน และจีน

ในนามของ...'โอเลี้ยง' กาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก

โอเลี้ยงและผัดไทย ถือเป็นคู่หูที่ลงตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ของศาสตร์การจับคู่รสชาติ และประวัติศาสตร์ร่วมยุคสมัย

ทว่าจุดต่างที่ทำให้โอเลี้ยงมีความพิเศษและล้ำกว่าการฟิวชั่นในยุคเดียวกันก็คือ ถ้าเป็นเครื่องดื่มฟิวชั่นส่วนใหญ่ มักเป็นการฟิวชั่นตอนชงหรือตอนเสิร์ฟ เช่น นำชามาผสมกาแฟ หรือบีบน้ำมะนาวใส่กาแฟทีหลัง แต่โอเลี้ยงฟิวชั่นกันมาตั้งแต่ขั้นตอน 'การคั่ว' ผสมผสานกันระดับโมเลกุลตั้งแต่หน้าเตา

โอเลี้ยงไม่ได้ใช้เครื่องชงเอสเพรสโซแรงดันสูงแบบคาเฟ่สมัยใหม่ แต่ยังคงยึดโยงอยู่กับอุปกรณ์เดิม ๆ คือ ถุงชงทำจากผ้าดิบ และกระป๋องปากแหลมชงกาแฟโบราณ ภาพของคนชงที่ยกถุงผ้าสีขาวขึ้น ๆ ลง ๆ ตักน้ำร้อนราดซ้ำ ๆ จึงเป็นภาพจำของความเก่าแก่ที่ชวนให้นึกถึงวันวาน                        

ตั้งแต่แรกเริ่ม ผงกาแฟโอเลี้ยงมีส่วนผสมของ 'ธัญพืชคั่ว' เช่น ข้าวโพด, ข้าวกล้อง, งา, ถั่วเหลือง และเมล็ดมะขาม รวมถึงการใช้น้ำตาลทรายหรือน้ำตาลอ้อยใส่ลงไปตอนคั่วไฟ ทำให้เกิดรสชาติและกลิ่นหอมไหม้แบบคาราเมล

เทคนิคนี้มีที่มา-ที่ไป ไม่ใช่การแต่งกลิ่นแบบฉาบฉวย ไม่ต้องใส่ไซรัปปรุงแต่งกลิ่นรสเพิ่มในการเสิร์ฟ

เพื่อนคอกาแฟของผู้เขียนมีหลายกลุ่มหลายรุ่นด้วยกัน ถ้าเป็นในระดับ สว.เหมือนกัน ก็มักจะชอบโอเลี้ยง ถ้าเป็นรุ่นน้องหลายปี ต้องอเมริกาโน่เย็นหรือกาแฟส้ม ไม่ค่อยดื่มโอเลี้ยงกันแล้ว

ในนามของ...'โอเลี้ยง' กาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก

โอเลี้ยงบรรจุขวดพร้อมดื่ม ของ S&P (เอส แอนด์ พี) แบรนด์ร้านอาหารและเบเกอรี่สัญชาติไทย (ภาพ : Charlie Waradee)

แต่คนรุ่นใหม่ ๆ อยากลองเทสต์รสชาติโอเลี้ยงดูบ้าง แต่หาซื้อไม่ได้ตามร้านกาแฟเกรดพรีเมี่ยมสเปเชียลตี้ อาจเห็นว่า 'เชย' เพราะความที่เป็นเมนูโบราณ ไม่ใช่กาแฟสากลที่นิยมเสิร์ฟกันทั่วโลก

บางคนไม่ชอบเพราะใส่น้ำตาลเยอะจน 'หวานจัด'

บางคนมองว่า รสชาติไม่ได้ 'มาตรฐานสากล' เพราะตอนคั่วเมล็ดกาแฟใส่พวกธัญพืชต่าง ๆ ลงไป ไม่ใช่เนื้อกาแฟ 100%

ร้านกาแฟไทยแบรนด์ดัง ๆ น้อยรายที่จะเสิร์ฟโอเลี้ยง ยิ่งหากสถาปนาตัวเองเป็นร้านกาแฟพิเศษยิ่งแทบไม่มี แบบว่าหายากมาก ทว่ากลับเป็นร้านอาหารไทยโมเดิร์นหลายแห่งที่นำโอเลี้ยงมาจัดเสิร์ฟในรูปแบบที่เก๋ไก๋ขึ้น เช่น ทำเป็นโอเลี้ยงพร้อมดื่ม หรือเสิร์ฟโอเลี้ยงคู่กับอาหารจานเด่นอย่าง 'ผัดไทย'

เดิม ๆ เลย โอเลี้ยงคือสัญลักษณ์ของ 'สภากาแฟ' ตามตลาดสดหรือชุมชนริมน้ำ ที่คนในย่านนั้น ๆ มารวมตัวกันเพื่อตั้งวงสนทนา แล้วสั่งโอเลี้ยง, โอยั๊วะ, โกปี๊ และยกล้อ มาดื่มคู่กับปาท่องโก๋ พร้อมอ่านหนังสือพิมพ์กระดาษ ภาพจำนี้ผูกติดเข้ากับจิตวิญญาณและรากเหง้าดั้งเดิมของกาแฟโบราณ ถือเป็นวัฒนธรรมกาแฟร่วมสมัยของย่านอาเซียน มีไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

โอเลี้ยงในอดีตมักถูกมองว่าใช้เมล็ดกาแฟเกรดต่ำ นำมาผสมกับธัญพืชเพื่อลดต้นทุนและกลบเกลื่อนจุดด้อยของเมล็ดกาแฟคั่วเข้ม มากกว่าจะเน้นมิติทางรสชาติของเมล็ดกาแฟแท้ ๆ ประเด็นนี้ก็ถูกต้องในบางส่วน ไม่ใช่ถูกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน โอเลี้ยง 'เปลี่ยนไป' แล้วครับ เรียกว่าพัฒนาแล้วก็ได้ เพราะถูกนำมาขัดสีฉวีวรรณเสียใหม่ให้ดูไฉไลและเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น มีการปรับปรุงคุณภาพการผลิต ยกระดับวัตถุดิบ และปรับมิติความหวาน ตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ

'โอเลี้ยงยุคใหม่' ไม่ใช่กาแฟเชย ๆ มีคุณภาพ และไม่หวานเหมือนเดิมอีกต่อไป

ในมุมกลับกัน เมนูนี้มีมิติและเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าเพียงแค่ 'กาแฟดำใส่น้ำตาล' ทั่ว ๆ ไป

ในนามของ...'โอเลี้ยง' กาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก

กราฟฟิกแสดงมาตรฐานของ 'โอเลี้ยง' ตามกฎหมายไทย จัดอยู่ในหมวดกาแฟผสม (Mixed Coffee)

ในฐานะคอกาแฟและอยู่กับโอเลี้ยงมานาน เลยอยากเล่าเรื่องกาแฟคลาสสิกเมนูนี้ให้ฟังกันเพื่อความเข้าใจในเชิง 'วัฒนธรรม' แล้วผู้เขียนมั่นใจเลยว่าหลาย ๆ คนไม่รู้ว่า โอเลี้ยงนี่แหละคือกาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลกเลยทีเดียว...เชยตรงไหน?

ถ้าเราถอดหมวกของคนทำกาแฟรุ่นใหม่ ๆ ที่มักจะยึดติดกับคำว่ารสชาติบริสุทธิ์ของเมล็ดกาแฟซิงเกิ้ลออริจิ้นออกไป แล้วมองโอเลี้ยงด้วยสายตาที่เป็น 'ธรรม' และเข้าใจในแง่มุมประวัติศาสตร์ บอกเลยว่าโอเลี้ยงไม่ใช่ความล้มเหลวทางรสชาติที่ต้องเอาความหวานมากกลบ แต่คือ ภูมิปัญญาและนวัตกรรมการสร้างรสชาติที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

สูตรโอเลี้ยงที่มีส่วนผสมของเมล็ดกาแฟกับธัญพืช คือ 'ศาสตร์การเบลนด์' (The Art of Craft Blending) ที่สัดส่วนและวัตถุดิบแต่ละตัวทำหน้าที่เหมือนโน้ตดนตรีที่ถูกเรียงร้อยมาอย่างตั้งใจ เพื่อสร้างสมดุลของรสชาติ ไม่ใช่การโยนสิ่งเจือปนลงไปอย่างไร้ทิศทาง เพื่อหวังลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว

กรรมวิธีการผลิตและการชงโอเลี้ยงแบบดั้งเดิมของไทยซ่อน 'ศาสตร์' และ 'ศิลป์' ที่ไม่แพ้องค์ความรู้ในการทำกาแฟพิเศษยุคนี้เลย เพราะในโลกอาหารและเครื่องดื่ม การผสมวัตถุดิบต่างชนิดเพื่อให้เกิดรสชาติใหม่ที่ดีขึ้นถือเป็นเรื่องปกติ โอเลี้ยงก็ใช้วิธีคิดเดียวกันนี้

ผงโอเลี้ยงดั้งเดิมไม่ใช่แค่กาแฟอาราบิก้าหรือโรบัสต้าคั่วบด 100% แต่เป็น 'สูตรลับ' การเบลนด์ที่สืบทอดกันมา ซึ่งมักจะประกอบด้วยกาแฟโรบัสต้าเป็นส่วนใหญ่ ให้ความเข้มข้น บอดี้หนา และรสขมที่เป็นเอกลักษณ์ ขณะเดียวกัน ธัญพืชและน้ำตาลหรือเนยที่นำมาคั่วรวมกันในสัดส่วนเฉพาะตัว ช่วยลดความกระด้างของโรบัสต้า เพิ่มมิติของกลิ่นหอมคั่วให้มีความนุ่มลึกและซับซ้อนทางรสชาติ

ข้าวโพดและถั่วเหลือง ช่วยเพิ่มความหวานตามธรรมชาติและความนุ่ม เม็ดมะขามคั่วช่วยเพิ่มบอดี้ ความเข้ม และรสขมอมเปรี้ยวปลายเบา ๆ ส่วนเนยหรือน้ำตาลตอนคั่ว คือกระบวนการ 'คาราเมลไลเซชัน' (Caramelization) ระดับแอดวานซ์ ที่คนโบราณคิดค้นขึ้นมาเพื่อเคลือบผิวผงกาแฟ

นอกจากช่วยสร้างกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากกาแฟคั่วธรรมดาแล้ว ยังเก็บกาแฟให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น ตามสูตรการถนอมอาหารเป๊ะ ๆ

ในนามของ...'โอเลี้ยง' กาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก

ลูกโต้งโอเลี้ยง ผลิตภัณฑ์โอเลี้ยงบรรจุขวด ของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น-หมูตุ๋น ลูกโต้งชลวัว ภาพนี้จากสาขาบางนา (ภาพ : Charlie Waradee)

ภาพจำเดิม ๆ นั้น ผงโอเลี้ยงไม่ใช่เมล็ดกาแฟล้วน ๆ แต่เป็นเมล็ดกาแฟที่นำไปคั่วไฟหรือความร้อน รวมกับธัญพืชต่าง ๆ และน้ำตาลเคี่ยว หลายคนจึงมองว่าไม่ใช่กาแฟแท้ ๆ

ประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ในยุคที่โอเลี้ยงถือกำเนิดขึ้น โลกของกาแฟมีแต่สิ่งที่เรียกว่า 'กาแฟคลื่นลูกที่ 1' (First Wave Coffee) อีกประมาณ 100 ปีนั่นแหละ จึงมีคำว่ากาแฟพิเศษเกิดขึ้น ดังนั้น การเอามาตรฐานกาแฟพิเศษในยุคปัจจุบันไปตัดสินโอเลี้ยงในอดีต เป็นเรื่องที่ 'ไม่แฟร์' และเป็นการเปรียบเทียบข้ามบริบทที่ผิดฝาผิดตัวไปไกล

อยากบอกว่าวัฒนธรรมการดื่มโอเลี้ยงมีมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก โดยเริ่มแพร่หลายจากชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาเปิดร้านโกปิเตี่ยม ซึ่งก็คือร้านกาแฟและอาหารเช้าแบบดั้งเดิม ตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ในยุคนั้น เนื่องจากเมล็ดกาแฟหายากและมีราคาแพง จึงนำธัญพืชต่าง ๆ มาผสมระหว่างการคั่ว เพื่อช่วยลดต้นทุน ทำให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อย 'เข้าถึง' เครื่องดื่มกาแฟได้ง่ายขึ้น

จึงไม่ใช่การกลบข้อบกพร่องของเมล็ดกาแฟ แต่คือคนในอดีตตั้งใจดีไซน์รสชาติใหม่ขึ้นมาจนได้เครื่องดื่มที่มีมิติหอมมัน เข้มข้น และกลมกล่อมลงตัว เรียกว่า 'สูตรกาแฟโบราณ' ทำให้เห็นว่าภูมิปัญญาโบราณมีความแยบคายในการคัดสรรวัตถุดิบ, วิธีคั่ว, เทคนิคการชง และศิลปะการตัดรสชาติ เพื่อสร้างรสชาติเฉพาะตัวที่ถูกปากถูกลิ้นคนไทย ซึ่งก็สอดคล้องกับเทรนด์การทำคราฟต์กาแฟในปัจจุบันไหมครับ?

'บทพิสูจน์' จากคนนิยมทั้งประเทศ...รสชาติที่แย่ไม่มีทางอยู่รอดมาได้เป็นร้อยปี และครองใจคนทุกระดับชั้นมานานนม การที่โอเลี้ยงเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ในตัวเองว่า อร่อยจริงและตอบโจทย์รสนิยมคนไทยที่ชอบเครื่องดื่มรสเข้มข้น แต่สดชื่น เหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อน

หากว่าการเบลนด์ธัญพืชกับน้ำตาลทราย ทำให้กาแฟขาดคุณภาพ หากยกมุมนี้ขึ้นมาอ้าง ก็ขอถามตรง ๆ เลยว่า ร้านกาแฟสมัยใหม่ก็ทำสิ่งเดียวกันนี้เป๊ะ ๆ 'ย้อนแย้ง' ตัวเองหรือเปล่าไม่แน่ใจ

ในนามของ...'โอเลี้ยง' กาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก

ภาพวาดสตรีทอาร์ท สื่อถึงร้านกาแฟโบราณหรือร้านโกปิเตี่ยม บนถนนวัฒนธรรมตันฮีอกนี ในเมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย (ภาพ : Charlie Waradee)

ลองดูเมนูเหล่านี้ อเมริกาโน่ใส่น้ำส้มเติมน้ำเชื่อมสองสามปั๊ม, เอสเพรสโซเติมไอศกรีม หรือกาแฟเย็นปั่นโปะวิปครีมใส่ไซรัปสารพัดกลิ่นลงไปในแก้วตอนชง กระทั่งออกแบบเครื่องดื่มกาแฟที่ได้แรงบันดาลใจจากขนมไทย ๆ ก็มีนะ

โดยเนื้อแท้แล้ว ต่างก็พยายาม 'ข้ามเส้น' จากกาแฟธรรมดา ปั้นให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่มีมิติรสชาติมากขึ้น เพียงแต่ทำกันคนละขั้นตอน และใช้วัตถุดิบคนละยุคสมัยเท่านั้นเอง แล้วต่างกันตรงไหน?

ปัญหาเรื่อง 'หวานจัด' สูตรดั้งเดิมของโอเลี้ยง เน้นใส่น้ำตาลในปริมาณมาก เพื่อให้ตัดกับความขมเข้มของกาแฟ ทำให้คนรักสุขภาพในปัจจุบันหลีกเลี่ยง แต่ปัจจุบันผงโอเลี้ยงหรือโอเลี้ยงพร้อมดื่มแบบบรรจุขวด ก็มีสูตรหวานน้อยให้เลือก ได้รสชาติขมอมหวานเบา ๆ ที่ยังชื่นใจอยู่ โดยไม่ต้องหวานเจี๊ยบเหมือนในอดีต

ผงโอเลี้ยงของบางแบรนด์บางยี่ห้อ ปริมาณ 500 กรัม ใช้เนื้อเมล็ดกาแฟถึง 96%, น้ำตาล 2% ที่เหลือเป็นธัญพืชคั่ว บางยี่ห้อใช้กาแฟอาราบิก้า 50% ที่เหลือเป็นข้าวโพดกับถั่วเหลือง ไม่มีข้อมูลน้ำตาล บางแบรนด์ใช้น้ำตาลทรายขาว 35%, น้ำตาลทรายแดง 8%, กาแฟ 40% นอกจากนั้นเป็นถั่วเหลืองกับข้าวโพด

อย่างไรก็ตาม โอเลี้ยงตามร้านอาหารหรือร้านรถเข็นทั่วไป ถือเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่คาดเดาปริมาณน้ำตาลและพลังงานได้ยากที่สุด เพราะสูตรของแต่ละร้านไม่เหมือนกัน จริง ๆ แล้วผู้บริโภคไม่สามารถเช็คปริมาณน้ำตาลในแก้วตรงหน้าได้เลย ซี่งเป็นข้อจำกัดมาก ๆ ดังนั้น ผู้เขียนจึงเลือกดื่มโอเลี้ยงตามร้านนาน ๆ ครั้ง ถ้าวันไหน อยากดื่มขึ้นมาหลังมื้ออาหาร จะบอกคนชงว่าขอ 'ไม่เพิ่มน้ำตาล'

สำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงดี ปริมาณน้ำตาลคาราเมล 2 - 4 กรัม ไม่ถึง 1 ช้อนชา หรือราว 1/3 ของไซรัปน้ำเชื่อมหนึ่งปั๊ม ที่ละลายออกมาในโอเลี้ยงสูตรน้ำตาลน้อย ถือเป็นปริมาณที่ปลอดภัย แทบไม่มีนัยสำคัญต่อสุขภาพ แต่เนื่องจากในผงโอเลี้ยงมีส่วนผสมของข้าวโพดหรือข้าวกล้อง ซึ่งจัดเป็นคาร์โบไฮเดรต (แป้ง) จึงขอแนะนำให้ดื่มวันละไม่เกิน 1 แก้ว เพื่อไม่ให้กระทบกับการคุมน้ำหนัก

ในนามของ...'โอเลี้ยง' กาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก

ผู้เขียนรู้จักโอเลี้ยงมานานมาก ๆ จนจำไม่ได้แล้วว่าดื่มครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงตอนนี้วันที่ดริปกาแฟพิเศษเป็นพิธีกรรมในทุก ๆ เช้า ก็ยังชอบโอเลี้ยงอยู่ (ภาพ : Charlie Waradee)

ถ้ามีคนมาถามผู้เขียนว่า มีหลักเกณฑ์ 'เลือกซื้อ' โอเลี้ยงอย่างไรบ้าง

ตอบตรงเลยครับว่า ชอบชงเองที่บ้าน เพราะสามารถเลือกสูตรโอเลี้ยงที่มีน้ำตาลน้อย และตอนชงก็จะไม่เพิ่มน้ำตาลเข้าไปอีก เวลาเลือกซื้อผงโอเลี้ยงหรือโอเลี้ยงสำเร็จรูปบรรจุขวด ก็เลือกยี่ห้อที่ให้ข้อมูลโภชนาการและลงรายละเอียดสัดส่วนวัตถุดิบ เป็นวิธีที่ชัวร์ที่สุดในการ 'ควบคุม' สิ่งที่เรากินเข้าไป แบรนด์ไหนไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ไม่ควักเงินซื้อครับ

เห็นไหมครับว่าโอเลี้ยงไม่จำเป็นต้องหวานเลย เพราะยุคนี้เราควบคุมและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้ และแบรนด์ผู้ผลิตหลายรายก็มีการปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด เพื่อตอบรับกระแสคนรักสุขภาพในปัจจุบัน มีปรับสูตรลด/ไม่เติมน้ำตาลด้วย, ปรับเพิ่มสัดส่วนเนื้อกาแฟแท้ และให้ข้อมูลที่โปร่งใสบนฉลาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับผู้บริโภค

การปรับตัวของผู้ผลิตเหล่านี้ ทำให้เครื่องดื่ม 'คลาสสิก' อย่างโอเลี้ยงไม่หายไปตามกาลเวลา แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มมาตรฐาน ทั้งมีการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ทำเป็นกาแฟพร้อมดื่ม RTD เพื่อเข้ากับวิถีชีวิตคนเมือง

แม้จะมีสถานะเป็นกาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก โอเลี้ยงก็ยังไม่สามารถก้าวเข้าไปเป็น 'เมนูถาวร' ประจำตามร้านกาแฟพิเศษเกรดพรีเมี่ยมไทยได้เลย ซึ่งต่างไปจากร้านกาแฟพิเศษในยุโรปหรือเอเชียอื่น ๆ ที่มักเปิดพื้นที่ให้เมนูกาแฟดั้งเดิม พร้อมยกระดับและเพิ่มมูลค่า ผ่านการตีความใหม่ในสไตล์ของแต่ละร้านเอง อย่างเกาหลีใต้นี่ชัดเจนเลย

อย่างไรก็ดี เสน่ห์ของโอเลี้ยงก็คือความเข้าถึงง่ายและเป็นเอกลักษณ์ทางรสชาติและวัฒนธรรมที่ไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันบนเวทีไหน ๆ หรือพิสูจน์ตัวเองกับกาแฟเมนูใด ๆ ทั้งสิ้น คุณค่าของกาแฟดำโบราณสูตรนี้ถูกพิสูจน์ผ่านกาลเวลากว่าร้อยปีในฐานะรสชาติแห่ง 'ความผูกพัน' ของคนไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้วยเป็นเครื่องดื่มประวัติศาสตร์ที่ยืนหยัดข้ามผ่านยุคสมัย ฝังอยู่ในวิถีชีวิต คลุกคลีอยู่กับความทรงจำ และส่งต่อรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์จากรุ่นสู่รุ่นมานานนับศตวรรษ

นี่คือมุมมองส่วนตัวผู้เขียน ที่ถ่ายทอดผ่านคอลัมน์นี้ ในนามของ...'โอเลี้ยง' กาแฟฟิวชั่นรุ่นบุกเบิกของโลก!