สัมภาษณ์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “มินนี่ I-DLE” สองนักแสดงนำจากภาพยนตร์ “Henry's First Date จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้”
KEY POINTS
- ณเดชน์เล่าถึง "Magic Moment" ในการแสดงที่นักแสดงอินกับบทบาทจนเกิดโมเมนต์พิเศษ ซึ่งมินนี่ก็ได้สัมผัสประสบการณ์นั้นด้วยตัวเองในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้
- ทั้งสองเล่าถึงเบื้องหลังการทำงานที่ต้องปรับตัวเข้าหากันจากความเกร็งในตอนแรก จนสนิทกันผ่านเหตุการณ์ที่ณเดชน์ "ผายลม" ต่อหน้า ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
- นักแสดงทั้งสองเผยถึงความท้าทายในการรับบท โดยณเดชน์ต้องปรับตัวให้เป็นคนร่าเริงสดใสซึ่งต่างจากนิสัยจริง ขณะที่มินนี่ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ มากมายเพื่อรับบทกัปตันบอลลูน
- ณเดชน์ชื่นชมพัฒนาการทางการแสดงของมินนี่ในผลงานเรื่องแรก และทั้งคู่ยังประทับใจในการร่วมงานกับนักแสดงสมทบอย่าง ป๋ากิ๊ก, เบิ้ล ปทุมราช และคาปิบาร่า "ข้าวปั้น"
“Henry's First Date จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้” ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องล่าสุดจาก “GDH” นำแสดงโดย “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “มินนี่ I-DLE” (ณิชา ยนตรรักษ์) หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “50 First Dates” หนังรอมคอมขึ้นหิ้งของยุค 2000 ซึ่งนำมาปรับแต่งจังหวะและมุกตลกให้เข้ากับคนไทยมากขึ้นโดยผู้กำกับอย่าง “เมษ ธราธร”
“กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “มินนี่ I-DLE” พระนางของเรื่องถึงการดีไซน์คาแรกเตอร์ตัวละครและเบื้องหลังการทำงาน เป็นการอุ่นเครื่องก่อนที่หนังจะเข้าฉายวันที่ 17 กันยายน 2026 นี้
Henry's First Date จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้ เป็นเรื่องของ “เฮนรี่” เจ้าของโฮสเทลหนุ่มทางภาคใต้ที่ประสบอุบัติเหตุจนเกิดความบกพร่องทางสมอง สมองจะทำการรีเซ็ตตัวเองทุกคืน และตื่นขึ้นมาในวันจันทร์ที่เป็นวันหยุดของเขาเสมอ จนกระทั่งได้พบกับ “ลูซี่” กัปตันขับบอลลูนสาวผู้เดินทางสำรวจเส้นทางไปทั่วโลก เมื่อลูซี่ตกหลุมรักเฮนรี่ เธอจึงต้องเริ่มต้นจีบชายหนุ่มคนเดิมใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุก ๆ วัน
นักแสดงในเรื่องนอกจาก “ณเดชน์” และ “มินนี่” แล้วยังมี “ป๋ากิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ, เบิ้ล ปทุมราช, วิเวียน-ทิพากร ไชยประสิทธิ์” รวมถึงน้องข้าวปั้น คาปิบาราสุดมึนร่วมสร้างสีสันในเรื่องด้วย
ณเดชน์เปิดเผยถึงการตัดสินใจรับบทเรื่องนี้ว่า “ตอนที่ GDH ติดต่อมาแล้วขอเป็นพี่เมษผู้กำกับ ผมเล่นยังไงก็เล่น เดี๋ยวค่อยว่ากันเรื่องบท มันเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วและง่ายมากครับ”
สำหรับ มินนี่ I-DLE แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าเป็นผลงานการแสดงเรื่องแรกในชีวิต โดยเธอเล่าว่าเธอเป็นแฟนคลับภาพยนตร์ของ GDH อยู่แล้ว จึงตื่นเต้นและซาบซึ้งใจอย่างมากเมื่อได้รับโอกาสนี้
“พออ่านบทแล้วสนุกมาก มีซึ้งน้ำตาเล็ด นี่เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่และเกินฝันของหนูไปมากจริง ๆ" มินนี่เล่า
ในการทำงานร่วมกันช่วงแรก ทั้งคู่ยอมรับว่าต่างฝ่ายต่างเกร็งและความกังวลอย่างมาก ณเดชน์กังวลว่ามินนี่เป็นไอดอลเกาหลี มาจากวงการ K-POP อาจเข้าถึงยาก ขณะที่ มินนี่ซึ่งเคยติดตามผลงานละครของณเดชน์มานานถึง 14-15 ปี รู้สึกเกร็งจนตัวแข็งและไม่กล้าสบตา แต่เมื่อได้เวิร์กชอป กำแพงละหว่างทั้งคู่ก็เริ่มค่อย ๆ ทลายลงไป
อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่เล่าให้ฟังว่า มารู้สึกสนิทกันจริง ๆ ก็เมื่อณเดชน์ขออนุญาต “ผายลม” ต่อหน้ามินนี่ในช่วงการถ่ายทำ คิวที่ 5-6 โดยมินนี่เล่าให้ฟังว่า “หนูรอโมเมนต์นี้มานานแล้ว ทุกคนเล่าว่าพี่แบร์ทำแบบนี้กับทุกกอง พอพี่แบร์ทำ หนูรู้สึกเลยว่าพี่เขาสบายใจและสนิทกับหนูจริง ๆ แล้ว”
เมื่อถามถึง คาแรกเตอร์ในเรื่อง ณเดชน์ดีไซน์ “เฮนรี่” ให้เป็นตัวละครที่อารมณ์ดี สดใส และมองโลกในแง่ดีอย่างมาก เป็นผลมาจากการเติบโตมาในครอบครัวที่ดี โดยณเดชน์ยอมรับว่าเฮนรี่ค่อนข้างแตกต่างจากตัวจริง เพราะเขามักจะจริงจัง ซีเรียส และมุ่งมั่นให้ผลงานออกมาเป๊ะที่สุด
แต่สำหรับบทเฮนรี่ ที่เมษต้องการให้เขาผ่อนคลาย ไม่กังวลเรื่องการเช็กมอนิเตอร์ และเน้นปล่อยจอย โดยเปิดโอกาสให้เล่นสดได้อย่างอิสระในแต่ละเทค ส่งผลให้ตัวละครเฮนรี่ออกมามีแววตาสดใส สว่างไสว และเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นความท้าทายในการแสดงเช่นกัน เพราะต้องเล่นให้แต่ละเทคไม่เหมือนกัน
ขณะที่ บท “ลูซี่” ก็ทำให้มินนี่ต้องฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ มากมาย เพื่อรับบทกัปตันบอลลูนหญิง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกขับโดรน ขี่สกูตเตอร์ ขับรถบ้าน ตลอดจนการขับบอลลูน มินนี่เปิดเผยว่าอาชีพนี้เท่และสร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก เธอเปิดใจว่า “การมาเป็นลูซี่ทำให้ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ เป็นการออกจากคอมฟอร์ตโซนครั้งใหญ่ ในรอบ 10 ปี”
เนื่องในช่วงถ่ายทำภาพยนตร์ ตรงกับช่วงที่มินนี่ต้องทัวร์คอนเสิร์ต ทำให้ในบางครั้งเธอลืมความรู้สึกการเป็นตัวละคร มินนี่จึงใช้การฟังเพลงเพื่อปรับอารมณ์ ให้เข้าสู่ตัวละครลูซี่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมินนี่จัดทำเพลย์ลิสต์เพลงขึ้นมาสำหรับตัวละครลูซี่โดยเฉพาะ ตัวอย่างเพลงที่อยู่ในเพลย์ลิสต์นี้ ได้แก่เพลง “Square” ของ “เย-ริน แบค” ในช่วงอารมณ์สบาย ๆ รวมถึงเพลง “Butterfly” ของ “Plastic Plastic” ซึ่งเป็นเพลงที่ผู้กำกับแนะนำให้ฟัง เพื่อซึมซับความรู้สึกอบอุ่น เขินอาย และเหมือนมีผีเสื้อบินอยู่ในท้องเวลาต้องเข้าฉากจีบเฮนรี่
มินนี่เล่าว่า ลูซี่เป็นผู้หญิงที่มีความกล้า ไม่กลัวอะไร ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตนเอง กล้าที่จะจีบผู้ชายก่อน แม้จะรู้ว่าเฮนรี่จะจำไม่ได้ แต่ละวันต้องจีบซ้ำ ๆ ในทุกวัน นี่จึงทำให้เธอประทับใจในความรักที่ลูซี่มีต่อเฮนรี่ จนแต่งเพลง “ขอจีบ (nice to meet you)” [From HENRY’s First Dates] ออกมาเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ลูซี่
“การได้เป็นลูซี่ เป็นประสบการณ์ที่จะจดจำไปอีกนาน เพราะได้เรียนรู้และเติบโตผ่านการเป็นลูซี่ค่อนข้างเยอะมาก ได้พลังบวกจากเขา เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีสุด ๆ มีความหวังมาก ๆ รู้จักที่จะซาบซึ้งกับสิ่งเล็ก ๆ เกิดขึ้นระหว่างทางในทุกขั้นตอน” มินนี่กล่าว
แม้จะเป็นผลงานการแสดงเรื่องแรก แต่ณเดชน์ก็ชื่นชมในการแสดงของมินนี่ โดยเล่าว่า “ผมเห็นพัฒนาการของการแสดงของมินนี่ มันจะมีอยู่อยู่บางซีนที่ผมรู้สึกว่าผมไม่ใช่เฮนรี่แล้ว ผมเป็นณเดชน์ที่กำลังดูมินนี่แสดงอยู่ เรื่องแรกยังได้แบบได้ขนาดนี้ ผมว่าต่อไปหลังจากนี้ ใคร ๆ ก็อยากจะเห็นมินนี่เล่นหนังอีก”
ณเดชน์เล่าต่อว่า ในช่วงก่อนการถ่ายทำ มินนี่ได้ถามเขาว่าทำไมถึงชอบการแสดง “ผมบอกว่า บางครั้งที่เราไม่ได้คาดหวังอะไรกับการแสดง แล้วอยู่ ๆ มี Magic Moment ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วม เรากลืนไปกับตัวละคร จนเกิดสิ่งพิเศษในซีนนั้น ซึ่งการได้ไปสัมผัสตรงนั้นบ่อย ๆ มันคือความสุขของการเป็นนักแสดง ซึ่งมินนี่ฟังแล้วก็เข้าใจ จนน้องมาบอกว่า หนูเริ่มสังเกตเห็นตัวเองแล้ว ว่ามีโมเมนต์แบบนี้ขึ้นกับหนูในหนัง”
“พี่แบร์เคยพูดว่าบางทีมันจะมี Magic Moment เกิดขึ้น เดี๋ยวมินนี่ก็จะได้เจอ แล้วมินนี่จะเข้าใจเองว่ามันมีเสน่ห์ยังไง ซึ่งหนูได้เจอแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างเราเป็นตัวละครตัวนั้น รู้สึกประทับใจมาก บางทีแบบน้ำตาไหลเอง เป็นเสน่ห์ใหม่ที่รู้สึกว่าอยากลองอีก อยากทำการแสดงตรงนี้ไปเรื่อย ๆ” มินนี่กล่าวเสริม
ณเดชน์และมินนี่ต่างรู้สึกต่างประทับใจ ในจังหวะการแสดงของ “ป๋ากิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ” นักแสดงรุ่นใหญ่ ผู้รับบทเป็น พ่อของเฮนรี่ เพราะเขาแผ่รังสีความเมตตาและความอบอุ่นออกมาในฐานะพ่อ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มถ่ายทำ และเอ่ยชมการแสดงของมินนี่จนทำให้เธอคลายความเครียดลงได้
ส่วน “เบิ้ล ปทุมราช” ผู้รับบท “ขนุน” น้องชายสุดกวนของเฮนรี่ เป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของเรื่อง ซึ่งทั้งณเดชน์และมินนี่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เบิ้ลเป็นคนที่มีพลังงานล้นเหลือ การด้นสด และมุกตลกที่สร้างเสียงหัวเราะตลอดทั้งวัน จนนักแสดงทุกคนต้องกั้นขำ
สำหรับ “เจ้าข้าวปั้น” คาปิบารา ผู้รับบท “ซิมบ้า” ณเดชน์และมินนี่ยกให้เป็นนักแสดงระดับ “VVIP” ของเรื่อง เอาใจยากที่สุด โดยในกองจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้บริการครบครัน ทั้งพัดลม อ่างน้ำสำหรับลงแช่ตัวเวลาเครียดหรือร้อน รวมถึงเสบียงอาหารหลากชนิด เช่น ถั่วลันเตา ข้าวโพด และแตงโม นอกจากนี้ยังมีทีมงานและผู้ดูแลถึง 4 คน เพื่อไม่ให้น้องเกิดความเครียด เพราะข้าวปั้นตกใจง่ายเมื่อได้ยินเสียงดัง
มินนี่เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า “ถ้าท่านข้าวปั้นอ่อมแล้ว เราต้องหยุดให้ท่านได้ไปงีบ พอข้าวปั้นตื่นแล้วทุกคน ต้องสแตนบายพร้อมถ่าย”
ส่วนณเดชน์ต้องรับบทหนัก เพราะในเรื่องมีหลายฉากที่เขาต้องอุ้มข้าวปั้น และน้องก็มีน้ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยณเดชน์เล่าว่า ช่วงที่เวิร์คชอปข้าวปั้นมีน้ำหนักราว 20–30 กิโลกรัม แต่เมื่อถ่ายทำจริงน้ำหนักของข้าวปั้นกลับพุ่งมาเป็น 40-50 กิโลกรัมในช่วงเปิดกล้องและถ่ายโปสเตอร์ ซึ่งทำให้เขาอุ้มน้องแทบไม่ไหว
ณเดชน์เล่าว่า วิธีที่จะทำให้ข้าวปั้นอยู่นิ่ง ๆ คือ ต้องเกาขนและจกพุง แต่ก็สร้างปัญหาในการถ่ายทำอยู่ดี เพราะ “เวลาเกาหลังแล้วเขาก็จะเอนตัวลงให้เกาพุง แต่สิ่งที่พี่เมษอยากได้คือไม่ได้อยากได้ท่านอน อยากให้น้องนั่ง”
แม้เจ้าข้าวปั้นจะสร้างความปวดหัวในการถ่ายทำ แต่ทั้งณเดชน์และมินนี่ต่างก็ยอมรับในความน่ารักและเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของน้อง โดยมินนี่เล่าว่าเพื่อน ๆ ไอดอลที่เกาหลีใต้ต่างอิจฉาเธอมากที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับคาปิบารา ณเดชน์เล่าว่าผู้กำกับ เมษ ธราธร เลือกคาปิบารามาเล่นในเรื่องนี้ เพราะหน้าน้องดูแบบมึน ๆ ดี เวลาทำอะไรก็จะดูน่ารัก
แต่ก็ยอมรับว่า “การทำงานกับสัตว์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็ทำมันออกมาให้ดีที่สุด ที่จริงหมั่นไส้ข้าวปั้น เอาใจยาก วีไอพีสุด ๆ แต่ก็น่ารักจริง ๆ”
เนื่องด้วย “Henry's First Date จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้” เล่าถึงเรื่องราวของชายผู้มีความบกพร่องทางสมอง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการพูดถึงการดูแลและการบอกความจริงกับผู้ป่วย ในฐานะที่ณเดชน์มีประสบการณ์ตรงในการดูแลคุณพ่อที่เป็นอัลไซเมอร์ เขามองว่าความรักที่แท้จริงคือการสื่อสารความจริงต่อกันและการหาทางแก้ไขร่วมกัน ซึ่งในเรื่อง ลูซี่คือตัวแปรสำคัญที่เข้ามามอบความหวังและความสุขให้เฮนรี่ในทุก ๆ วัน
“ถ้าคนในครอบครัวคนใดคนหนึ่งมีปัญหาทางด้านสุขภาพ แต่เราเลือกจะไม่บอกว่าเขามีปัญหา มันเหมือนการเลี้ยงความเจ็บปวดเอาไว้ สุดท้ายแล้ว ความลับมันไม่มีในโลก เราก็ต้องบอกความจริงกับเขาอยู่ดี ซึ่งมันอาจจะทำให้เขาเสียใจมากกว่าการที่บอกไปแต่แรก แล้วหาทางแก้ไขไปด้วยกัน อย่าไปคิดแทนหรือเข้าใจเองว่าสิ่งไหนดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย”
“ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เฮนรี่ต้องการก็คือ อยากให้ทุกคนพูดความจริงกับเขา ถ้าเขาเป็นแบบนี้แล้วก็ไม่เป็นไร แล้วก็เดี๋ยวค่อยหาวิธีการแก้ไข ผมว่านี้น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด”
มุมมองนี้ มาจากประสบการณ์ตรงของณเดชน์ในการดูแลคุณพ่อ ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองฝ่อ ซึ่งตอนแรกเขาเคยเข้าใจว่า คุณพ่อมีการหลงลืมเนื่องจากเป็นไปตามวัย จึงทำให้ไม่ได้พาไปพบแพทย์ในทันที
แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะเลือกพาคุณพ่อไปปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เริ่มเห็นสัญญาณความผิดปรกติ เพื่อให้คุณพ่อได้เข้าใจ รับรู้ และมีกำลังใจที่จะสู้กับโรค รวมถึงได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี
ณเดชน์ยังอธิบายถึงความสำคัญของการมี “บุคคลที่สาม” อย่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยชี้นำครอบครัว เพราะแม้คนในครอบครัวจะดูแลผู้ป่วยด้วยความรักอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิดในเชิงการแพทย์ ซึ่งเปรียบเหมือนตัวละคร “ลูซี่” ในภาพยนตร์ที่เป็นคนนอกครอบครัว ซึ่งเข้ามาช่วยบอกความจริงแก่เฮนรี่
“สิ่งที่ป๊ากับขนุนทำให้เฮนรี่มันมาจากความรัก เหมือนกับการดูแลพ่อที่มาจากความรัก แต่เราบอกไม่ได้ว่าอะไรถูกผิด จนกระทั่งเราอาจจะต้องมีบุคคลที่สามเข้ามา เพื่อที่จะบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ดีที่สุด ซึ่งลูซี่คือคนนั้นที่เข้ามาในครอบครัวนี้ เพื่อบอกว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่เราบอกเฮนรี่ไปตรง ๆ เลยว่าเขาเป็นอะไร ก็เหมือนเคสของพ่อผมที่ควรจะมีคุณหมอเข้ามาช่วย”
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ที่ณเดชน์เน้นย้ำคือการดูแลสุขภาพจิตของ “ผู้ดูแลคนป่วย” โดยเขากล่าวว่า “คนป่วยเขาไม่ค่อยเครียดหรอก เพราะเขาไม่รับรู้ว่าเขาทำอะไรถูกต้องหรือไม่ คนที่อยู่ด้วยคือคนที่เครียดที่สุด” ดังนั้น ครอบครัวจึงจำเป็นต้องจัดสรรเวลาพักผ่อนให้ผู้ดูแลด้วย เช่น ในหนึ่งสัปดาห์ต้องมีการสลับหน้าที่กันดูแลภายในครอบครัวระหว่างเขากับแม่แก้ว เพื่อให้ผู้ดูแลได้มีเวลาไปใช้ชีวิตหรือพักผ่อนเติมพลังใจ 2-3 วัน
ในส่วนของสภาพแวดล้อมที่ช่วยสร้างความสุขให้แก่ผู้ป่วย ณเดชน์สังเกตจากคุณพ่อว่า ผู้ป่วยสมองเสื่อมจะรับรู้และมีความสุขได้ดีเมื่ออยู่ในบรรยากาศที่มีเสียงหัวเราะ เสียงคนพูดคุยกันเยอะๆ และน้ำเสียงแห่งความสุขที่คุ้นเคย ในทางกลับกัน หากบรรยากาศเงียบเหงาเกินไป หรืออากาศร้อนจนไม่สบายตัว คุณพ่อที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาพูดได้ 100% ก็จะแสดงอาการร้องส่งเสียงออกมาเหมือนเด็กทารก เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ดูแลรับรู้ว่ามีความผิดปรกติเกิดขึ้น
ณเดชน์สรุปว่า เป็นเรื่องปรกติที่ทุกครอบครัวจะเริ่มต้นหาทางออกด้วยตนเอง แต่ก็จำเป็นต้องกล้ายอมรับความจริง และพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ การสร้างสมดุลระหว่างการดูแลรักษาร่างกายของผู้ป่วย การเติมพลังใจให้ผู้ดูแล รวมถึงการสร้างบรรยากาศในบ้านอบอุ่นด้วยความรัก เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและคนในครอบครัวผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้
“ผมว่ามันเป็นเรื่องปรกติ ที่ครอบครัวจะหาทางออกด้วยกันเองก่อน เพราะว่าเราก็จะเข้าใจว่าเราเข้าใจคนในครอบครัวเราดีที่สุด มันคือความรักที่ทำให้เราอยากจะปกป้องเขาและดูแลเขา แต่ว่าการพูดความจริง หรือว่าพาไปหาคุณหมอ หรือหาบุคคลที่ 3 เพื่อมาช่วยแก้ปัญหา ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เราควรที่จะทำ”
นอกจากเนื้อหาที่น่ารักอบอุ่นหัวใจแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถ่ายทอดความสวยงามของประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่มีคนรู้จักมากนัก โดยถ่ายทำในหลายจังหวัดไม่ว่าจะเป็น ประจวบคีรีขันธ์, พังงา, กระบี่ และภูเก็ต รวมถึงเชียงราย
ทั้งณเดชน์และมินนี่ต่างเห็นตรงกันว่า “Henry's First Date จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้” เป็นภาพยนตร์ที่พร้อมมอบทั้งเสียงหัวเราะ ความอบอุ่น และความสุขให้กับแก่ทุกครอบครัว ซึ่งจะให้รสชาติใหม่ที่แตกต่างจากต้นฉบับ และยังคงเสน่ห์ของ GDH เอาไว้





