background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

“YouTube” รับบท “พี่เลี้ยง” ของเด็กทั้งโลก โกยรายได้มหาศาล แต่ส่งผลอะไรบ้างกับเด็ก?

“YouTube” รับบท “พี่เลี้ยง” ของเด็กทั้งโลก โกยรายได้มหาศาล แต่ส่งผลอะไรบ้างกับเด็ก?

แชนแนลใน “YouTube” ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกนั้นไม่ใช่ ช่องของศิลปินดัง หรือเหล่าผู้ผลิตละครคุณธรรม แต่กลับเป็น “ช่องผลิตคอนเทนต์สำหรับเด็ก” พร้อมรับบท “พี่เลี้ยง” จำเป็น ยามพ่อแม่ไม่ว่าง ท่ามกลางการถกเถียงของผู้ปกครองเกี่ยวกับการจำกัดชั่วโมงที่อยู่หน้าจอของบุตรหลาน

หลาย ๆ คนโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็ก ๆ คงต้องเคยผ่านตากับวิดีโอการ์ตูนแอนิเมชันสามมิติ เด็กทารกเพศชายตากลมโต มีผมม้วนสีเหลืองแปะอยู่ที่หน้าผาก ที่มักจะร้องเพลงกันอยู่เสมอ โดยตัวละครนี้มีชื่อว่า “เจ.เจ.” เป็นตัวละครหลักของจักรวาล “CoComelon” เป็นสื่อบันเทิงและการศึกษาสำหรับเด็กที่อัปโหลดผ่านช่อง “Cocomelon – Nursery Rhymes” บน YouTube ซึ่งเป็นช่องสำหรับเด็กที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก และทำรายได้ไปแล้วเกือบ 283 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่สร้างผ่านการโฆษณาบน YouTube ขึ้นแท่นเป็นช่องที่ทำรายได้จาก YouTube สูงสุดของโลก

 

  • เด็ก ๆ ทั่วโลกติด YouTube

CoComelon ไม่ใช่ช่องเด็กเพียงช่องเดียวที่ทำรายได้สูงสุดจาก YouTube ข้อมูลจาก Social Blade บริษัทรวบรวมข้อมูลโซเชียลมีเดีย พบว่า ยังมีช่องผลิตคอนเทนต์สำหรับเด็กอีก 2 ช่องที่สามารถทำรายได้จาก YouTube ไปแล้วมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ คือ Like Nastya จากรัสเซียทำรายได้ไปแล้วกว่า 167.5 ล้านดอลลาร์ และ El Reino Infantil จาก อาร์เจนตินา มีรายได้จาก YouTube 102.2 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ช่องคอนเทนต์สำหรับเด็กติดอันดับ 1 ช่องที่ทำรายได้สูงสุดในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและใต้ ยุโรปกลางและตะวันออก รัสเซีย สวีเดน เยอรมนี โปรตุเกส จอร์แดน อิสราเอล อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย มองโกเลีย ออสเตรเลีย ตุรกี และ คาซัคสถาน มีเพียงแต่ในทวีปแอฟริกาเท่านั้นที่ช่องสำหรับเด็กไม่ได้ทำรายได้มากที่สุด ดังนั้นในภาพรวมทั่วโลกแล้วช่องเด็กนั้นได้รับความนิยมมากกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ

สำหรับในประเทศไทยนั้น แม้ว่าในตอนนี้เพลง “ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อย” ของวง “Paper Planes” จะเป็นที่ฮอตฮิตในหมู่เด็กอนุบาลและประถม จนสมาชิกของวงได้รับตำแหน่ง “หัวหน้าแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนม” แต่ตำแหน่งช่องที่ทำรายได้มากที่สุดจาก YouTube ในประเทศไทยนั้นเป็นของ “Beam Copphone” ที่เป็นช่องรีวิวของเล่นและทำกิจกรรมต่าง ๆ ของน้องบีม และครอบครัว โดยข้อมูลจาก CashNetUSA ผู้ให้บริการเงินกู้ของสหรัฐ ได้ทำการคำนวณประมาณการรายได้ของ Beam Copphone ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดตามมากกว่า 7,580,000 บัญชี และมียอดวิววิดีโอทั้งหมดรวมกันกว่า 12,474 ล้านครั้ง โดยคาดว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาทำรายได้ไปแล้วมากกว่า 25 ล้านดอลลาร์

“YouTube” รับบท “พี่เลี้ยง” ของเด็กทั้งโลก โกยรายได้มหาศาล แต่ส่งผลอะไรบ้างกับเด็ก?

 

ขณะที่ 10 อันดับวิดีโอบน YouTube ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดนั้น เป็นวิดีโอที่มีเนื้อหาสำหรับเด็กไปแล้วถึง 5 อันดับด้วยกัน สำหรับวิดีโอที่มียอดวิวมากที่สุดในโลกนั้นเป็นของ “Baby Shark Dance” เพลงที่กลายเป็นไวรัลในช่วงปี 2561-2562 และครองอันดับ 1 เพลงที่มียอดวิวมากที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2563 อีกทั้งยังเป็นวิดีโอแรกของโลกที่มียอดเข้าชมมากกว่า 10,000 ล้านครั้ง และในปัจจุบันมียอดวิวทะลุ 12,000 ล้านครั้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมกับคำกล่าวที่ว่า ไม่มีเพลงไหนมาล้ม Baby Shark ได้เพราะแฟนคลับเพลงนี้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ

ในปี 2558 Google ได้เปิดตัว YouTube for Kids แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และสมาร์ททีวี ที่ให้บริการสำหรับเด็กโดยเฉพาะที่ช่วยให้พ่อแม่สามารถควบคุมการรับชมเนื้อหาของบุตรหลานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากผู้ปกครองทั่วโลก

เนื่องด้วยคอนเทนต์สำหรับเด็กนั้นไม่ได้มีหลากหลาย เมื่อเทียบกับเนื้อหาทั้งหมดที่มีอยู่ในยูทูบจึงทำให้เด็ก ๆ นั้นได้ดูวิดีโอซ้ำไปซ้ำมา จนทำให้วิดีโอยอดนิยมสำหรับเด็กนั้นมียอดวิวทะลุหลักพันล้านอย่างง่ายดาย

  • การดู YouTube ส่งผลอะไรกับเด็ก ?

เนื่องด้วยในปัจจุบันที่พ่อแม่ผู้ปกครองทั่วทั้งโลกต้องทำงาน และไม่ได้มีเวลามากพอที่จะอยู่กับลูก หรือเห็นว่าลูกได้ดูคอนเทนต์ใน YouTube แล้ว สงบสุข ไม่แผลงฤทธิ์ ยอมกินข้าว จึงปล่อยให้ลูก ๆ อยู่กับหน้าจอ

ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยให้บุตรหลานอยู่กับหน้าจอทั้งวัน ล้วนต้องพบเจอจากคำถามจากคนรอบข้างว่า “ทำไมถึงปล่อยให้เด็กอยู่แต่กับหน้าจอ” “ทำไมไม่สนใจลูกบ้าง” “ให้ลูกดู YouTube นานเกินไปแล้วหรือเปล่า” อันที่จริงคำถามเหล่านี้ก็เกิดขึ้นกับเหล่านักวิจัยเช่นกัน มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นจากการปล่อยให้เด็กนั่งอยู่หน้าจอเป็นเวลานาน ๆ 

จากการศึกษาล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ระบุว่า การปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอ “มากเกินไป” จะส่งผลให้เด็กควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ยากขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดโรคย้ำคิดย้ำทำ หรือ OCD (Obsessive Compulsive Disorder) เพราะการอยู่แต่หน้าจอนาน ๆ ทำให้เด็กขาดปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ การออกกำลังกาย และการเล่นสนุกซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กในวัยนี้ควรทำ ขณะเดียวกันหากเด็กไม่ได้ดู YouTube แล้วอารมณ์เสีย หงุดหงิด เบื่อหน่าย ก็เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่ต้องสอนเด็กและใช้เวลากับเด็กให้มากยิ่งขึ้น

สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา แนะนำว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือนไม่ควรใช้สื่อดิจิทัลเลย นอกเหนือจากการสนทนาทางวิดีโอกับคนในครอบครัว (ซึ่งก็ไม่ควรบ่อยมาก) ขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบควรดูรายการที่มี "คุณภาพสูง" ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และผู้ปกครองควรต้องดูพร้อม ๆ กัน เพื่อช่วยให้บุตรหลานมีส่วนร่วมกับโทรทัศน์อย่างสร้างสรรค์

แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยแองเกลียรัสกินในลอนดอน เมื่อปี 2565 ที่ทำการวิเคราะห์จากการศึกษา 89 ชิ้นจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ครอบคลุมขนาดกลุ่มตัวอย่างรวมกว่า 200,000 คน พบว่า ในช่วงการระบาดของโควิด-19 คนทุกช่วงวัยติดหน้าจอมากขึ้น โดยเด็กปฐมวัย (6-10 ปี) ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเพิ่มขึ้นถึง 83 นาทีต่อวัน ตามมาด้วยผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น 58 นาทีต่อวัน ขณะที่วัยรุ่น อายุ 11-17 ปี เพิ่มขึ้น 55 นาทีต่อวัน เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เพิ่มขึ้นน้อยที่สุดที่ 35 นาทีต่อวัน

ถึงแม้ว่าคอนเทนต์ใน YouTube จะสร้างความสนุก เพลิดเพลิน รวมถึงอาจมอบความรู้ให้แก่เด็ก ๆ ได้ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในเวลาที่เหมาะสม ท้ายที่สุดแล้วยูทูบเป็นเพียงแค่ช่องทางการเผยแพร่สื่อ ไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยงเด็ก” ได้ พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็ก พวกเขาต้องการการดูแลสุขภาพและควบคุมพฤติกรรมเพื่อการพัฒนาที่ดี ซึ่งเด็ก ๆ ไม่สามารถได้รับสิ่งเหล่านี้จาก YouTube


ที่มา: CashnetusaNBC NewsQUARTZ