Van Cleef & Arpels นำ Palmyre คอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูงที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1978 ตีความใหม่ในปี 2026 ด้วยการเติมสีสันของไพลินสีน้ำเงินและสีชมพูลงบนงานออกแบบที่มี “แสง” เป็นหัวใจสำคัญมาตลอดกว่า 4 ทศวรรษ
สำหรับชื่อ Palmyre มาจาก Palmyra นครโบราณและโอเอซิสกลางทะเลทรายของซีเรีย ซึ่งได้รับสมญาว่า "เจ้าสาวแห่งทะเลทราย" และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องประดับที่โดดเด่นด้วยความโปร่งเบา พลิ้วไหว และประกายของอัญมณี
หัวใจของคอลเลกชันอยู่ที่โครงสร้างตัวเรือนแบบเปิด ช่างฝีมือนำเทคนิคฝังหุ้มมาผสานกับการฝังหนามเตย พัฒนาเป็นวงแหวนขนาดเล็กพร้อมหนามเตยสี่ซี่สำหรับยึดอัญมณีแต่ละเม็ด ก่อนเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายคล้ายงานถัก
ผลลัพธ์คือตัวเรือนที่ทั้งเบาและยืดหยุ่น สามารถแนบไปกับลำคอและข้อมือ รวมถึงเคลื่อนไหวไปตามกรอบหน้าเมื่ออยู่บนต่างหู ที่สำคัญ โครงสร้างยังเปิดให้แสงผ่านอัญมณีได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ลดบทบาทของโลหะลงจนดูราวกับเหลือเพียงเพชรและไพลินเรียงตัวอยู่บนผิว
เดิมที Palmyre มีรากจากเครื่องประดับเพชรหรือ white jewelry ก่อนที่ Van Cleef & Arpels จะเพิ่มมิติใหม่ให้คอลเลกชันในปี 2015 ด้วยไพลินสีน้ำเงินและไพลินสีชมพู
ไพลินสีน้ำเงินจับคู่กับทองคำขาว เพื่อขับความเย็นและความลึกของสี ขณะที่ไพลินสีชมพูอยู่บนตัวเรือนทองคำสีกุหลาบ ให้โทนอบอุ่นขึ้น
ความน่าสนใจอยู่ที่การจัดวางสี บนสร้อยคอและสร้อยข้อมือ เมซงเลือกกระจายเฉดของไพลินแบบอสมมาตร ไม่เรียงสีอย่างตายตัว ขณะที่ต่างหูยังรักษาสมดุลของสีระหว่างสองข้าง ทำให้เครื่องประดับเปลี่ยนมิติไปตามแสงและการเคลื่อนไหว
เบื้องหลังนั้นคือการคัดอัญมณีอย่างละเอียด โดยไพลินถูกจำแนกเป็น 3 ระดับเฉด ตั้งแต่อ่อนถึงเข้ม ก่อนนำมาจับคู่ ส่วนเพชรเลือกใช้ระดับสี D–F และความบริสุทธิ์ IF–VVS เพื่อให้ประกายต่อเนื่องไปตลอดทั้งชิ้น
"เจ้าสาวแห่งทะเลทราย" ปี 2026
สำหรับปีนี้ Van Cleef & Arpels เพิ่มผลงาน Palmyre อีก 6 ชิ้น ครอบคลุมสร้อยคอ สร้อยข้อมือ และต่างหู ทั้งแบบสามแถว ระย้าสั้น และแถวเดี่ยว โดยออกแบบให้สามารถสวมแยกหรือจับคู่กันได้หลากหลายขึ้น
แม้ภาพรวมจะดูเบาและเรียบง่าย แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยรายละเอียดทางเทคนิค ตั้งแต่การสร้างข้อต่อให้มีความยืดหยุ่นแต่แข็งแรง การไล่ขนาดอัญมณีบนสร้อยคอจากใหญ่บริเวณกึ่งกลางไปสู่ขนาดเล็กบริเวณตัวล็อก ไปจนถึงการขัดผิวโลหะทั้งก่อนและหลังฝังอัญมณี รวมถึงพื้นที่ด้านหลังตัวเรือนที่แทบไม่ปรากฏต่อสายตา
การออกแบบ Palmyre ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของ Van Cleef & Arpels ตั้งแต่ยุคที่เครื่องประดับเพชรบนแพลทินัมได้รับความนิยมในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผ่านเส้นสายของ Belle Époque และรูปทรงเรขาคณิตแบบ Art Deco ก่อนรับอิทธิพลจากงานถักร้อย โครงตาข่าย และเครื่องประดับ Sequin ในช่วงทศวรรษ 1970–1980
จาก Palmyre รุ่นแรกในปี 1978 สู่การเติมสีของไพลินในปี 2015 และผลงานใหม่ในปี 2026 สิ่งที่คอลเลกชันรักษาไว้ไม่เปลี่ยน สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือชั้นสูงและจินตนาการอันเป็นเอกลักษณ์ของ Van Cleef & Arpels


