เจาะลึกถึงแก่น 'เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 14'

เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ เวียนมาบรรจบอีกครั้งแล้ว และคงจะไม่มีใครรู้จักเทศกาลนี้
ทะลุปรุโปร่งไปกว่าผู้ที่จัดงานมาถึง 14 ครั้ง อย่าง วิคเตอร์ – เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ซึ่งจะมาพาคุณไปเจาะลึกจนถึงแก่นของเทศกาลนี้กันว่า มีหนังเรื่องไหนที่ไม่ควรพลาด เพราะคุณอาจหาดูไม่ได้อีกแล้วในชีวิต
เปิดมาเดือนแรกของปี บรรยากาศแห่งความสุขยังอบอวลอยู่ ในความรู้สึกของใครหลายคน ช่วงเวลาแบบนี้จึงเหมาะกับการชวนคนรู้ใจไปดูหนังดี ๆ ที่หาชมได้ยาก หรืออาจจะหาชมไม่ได้เลยตามโรงภาพยนตร์ทั่วไป จึงนับว่า เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 14 มาได้ถูกที่ถูกเวลาพอดี
หากใครเป็นคนที่รักการดูหนังแบบเข้าเส้น คงคุ้นเคยกับเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ดีว่าคัดสรรแต่หนังดีหนังเด็ดมาให้ได้ชมกัน แต่ วิคเตอร์ - เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ที่เป็นพ่องาน ดูแลเทศกาลนี้มาตั้งแต่ครั้งแรก จะพาคุณไปทำความรู้จักกับมันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก
ส่งเสริมภาพยนตร์อิสระจากทั่วโลก
การจัดเทศกาลภาพยนตร์มายาวนานถึง 14 ปีเต็มในประเทศเล็ก ๆ แบบบ้านเราที่ตลาดหนังก็ไม่ได้กว้างนักถือว่าเป็น “เรื่องมหัศจรรย์” อย่างหนึ่ง วิคเตอร์บอกว่าจุดมุ่งหมายของการจัดงานมาตั้งแต่ต้นเลยก็คือ ต้องการที่จะสนับสนุนภาพยนตร์อิสระจากทั่วโลกซึ่งไม่มีเวที หรือเงินพอที่จะมาโปรโมทอย่างหนังที่มีทุนสูง และนี่ก็กลายมาเป็นจุดแข็งของเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ไปโดยปริยาย
การอยู่ยั้งยืนยงมาถึง 14 ปียังทำให้วิคเตอร์ได้ซึมซับ เป็นพยานบุคคลที่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาตลอดในเทศกาลภาพยนตร์ ซึ่งเปลี่ยนจากโลกอนาล็อกมาสู่โลกดิจิตอล
เขาเล่าว่าในยุคแรกต้องใช้ฟิล์ม 35 มม. ซึ่งหนักถึงกล่องละ 20 กก. หลังจากนั้นค่อยเปลี่ยนไปเป็น “เทปเบต้า” ซึ่งน้ำหนักเบาลงแต่ยังเป็นระบบอนาล็อกอยู่ดี ก่อนจะพัฒนามาเป็น “ดิจิทัลเบต้า” จนมา 4-5 ปีให้หลังที่เปลี่ยนเป็น “บลูเรย์” และกลายมาเป็นฮาร์ดดิสก์เพียงแค่ 1 ก้อนต่อหนังเรื่องหนึ่ง หรือไม่ก็ให้แค่ลิงค์มาดาวน์โหลดเลย
ฟังแบบนี้แล้วอาจจะคิดว่า ถ้ายังงั้นการจัดเทศกาลภาพยนตร์ก็ง่ายขึ้นเยอะเลยสิ แต่วิคเตอร์บอกว่าไม่ใช่เลย เพราะยุคอนาล็อกก็มีปัญหาของอนาล็อก ยุคดิจิทัลก็มีปัญหาของดิจิทัล
“จริง ๆ ปัญหามีทุกปี ไม่ใช่ว่าพอเป็นโลกดิจิทัลแล้วจะเอาฮาร์ดดิสก์เสียบฉายได้เลย มีปัญหาสารพัด เพราะว่าในการฉายต้องมีการล็อกโค้ดเอาไว้ บางทีให้รหัสมาไม่ตรงบ้าง เปิดไม่ออกบ้าง มีปีหนึ่ง หนังเปิดเทศกาล เปิดไม่ออกตอน 5 โมงเย็น และจะต้องฉาย 2 ทุ่ม ก็ต้องโทรศัพท์ไปที่เยอรมันให้ส่งโค้ดมาให้ใหม่ เรียกว่า สยองคนจัด ทั่วโลกโดนหมด มีตัวอย่างหนึ่ง หนังอินเดียไปเปิดตัวที่ลอนดอน ผู้กำกับ ดารามาครบ ท่านทูตก็เชิญมา แล้วหนังฉายไม่ได้ อาจจะเพราะโค้ดส่งมาผิด หรือเซิร์ฟเวอร์ไม่จูนกัน ทุกคนก็เลยแต่งตัวสวยมาดื่มไวน์หมดแล้วก็กลับบ้าน ไม่ต้องดูหนัง”
ส่วนเรื่องส่งลิงค์ให้ดาวโหลดหนังเอาเอง วิคเตอร์ก็บอกว่ามีปัญหาเรื่องจะใช้ซอฟท์แวร์ตัวไหนเปิดไฟล์หนังเรื่องนั้น ทำให้ต้องเทสต์กันก่อน แล้วต่อให้หนังที่เทสต์แล้วก็มีปัญหาได้ ดังนั้น ผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์แบบเขาจะต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
ทว่า นั่นเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แล้วหัวใจสำคัญอีกอย่างของเทศกาลภาพยนตร์อย่างคนดูล่ะ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เรื่องนี้ วิคเตอร์มองว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดี
“คนดูเริ่มมีความหิวกระหายที่จะเสพภาพยนตร์ที่แปลกใหม่มากขึ้น อย่างในปีนี้ พอเปิดจอง หนังที่ขายดีที่สุดคือหนังไทย ตั๋วเต็มเกือบหมดแล้ว เพราะเขารู้ว่าหนังเหล่านี้ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ฉาย เมื่อไรจะได้ดู”
“ผมชอบเปรียบเทียบหนังว่าเหมือนกับการกินอาหาร ถ้าเรากินแต่อาหารเกาหลี ญี่ปุ่น เราก็ได้ชิมเท่านี้ ทำไมเราไม่ข้ามขีดพรมแดนนี้ไปล่ะ ลองไปชิมอาหารอินโดบ้างสิ ลองกินเนื้อแกะดูบ้าง กินเนื้ออื่น ๆ ที่เราไม่คุ้นชิน เราอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ แต่ต้องลองก่อน เพราะผมเชื่อว่าเมื่อเราเปิดกว้างต่อการเสพ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ผลกำไรมันตกอยู่ที่ตัวเราเอง เราจะมีประสบการณ์มากขึ้น เราจะมีทัศนคติที่กว้างขึ้น และมีความสนุกกับการเสพสิ่งเหล่านี้”
สาส์นท้าจากผู้จัดถึงคนดู
วิคเตอร์ยังบอกด้วยว่าสำหรับเขาแล้ว การจัดเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ก็เหมือนกับการท้าทายคนดูด้วยหนังแปลก ๆ ยาก ๆ แล้วที่ผ่านมา เขาเชื่อว่าคนดูรับ “การท้าทาย” นี้
“เราท้าเขาด้วยหนังคลาสสิก เขามา เราท้าเขาด้วยหนังยาก ๆ ที่ดูแล้วงง ๆ เขามา แล้วเต็มด้วย เพราะว่าจะดูไปทำไมให้มันง่าย ๆ ต้องผสม เอาความโหดมาให้คนดู โหดทั้งวิธีการเล่าเรื่อง โหดทั้งสไตล์ โหดทั้งความคิด และเมื่อเขาโดนท้าทาย เขายิ่งสนุก เราในฐานะคนจัดก็สนุก เราเห็นคนเต็มโรงเลยทั้ง ๆ ที่เป็นหนังยาก เราก็รู้สึกดีใจ”
“หรือแม้กระทั่งหนังที่คนไม่ชอบ ออกมาแล้วเขามาถกกับผมว่าทำไมเลือกเรื่องนี้ ผมไม่ชอบเลย ฯลฯ ผมถือว่าประสบความสำเร็จเพราะว่าคนเราไม่ต้องชอบเหมือนกัน ดังนั้น หนังนำไปสู่การถกเถียง หนังนำไปสู่การพูดคุย ผมถือว่าผมประสบความสำเร็จ และผมอยากเห็นอย่างนี้มากขึ้น เพราะนี่แหละคือจุดประสงค์ของการมาดูหนังด้วยกันแล้วเกิดปัญญา ไม่งั้นเราก็ไม่เกิดปัญญาถ้าเราไม่ถกเถียง คุยกัน”
เดินทางท่องโลกผ่านการดูหนัง
เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ในแต่ละปีจะมีการวางคอนเซปท์เอาไว้ สำหรับในปี 2560 นี้คือ Traveling through Films ซึ่งเกิดมาจากแนวคิดที่ว่า อยากให้คนดูได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลกผ่านการดูภาพยนตร์ ซึ่งเทศกาลนี้มีหนังกว่า 60 เรื่อง จาก 22 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งคนดูจะได้เห็นว่าคนในประเทศเหล่านี้เขาอยู่กันยังไง พูดภาษาอะไร เรียกว่าได้เห็นอะไรสารพัดในหลากหลายแง่มุม
หนังดีหนังเด็ดที่ไม่ควรพลาด
นอกจากภาพยนตร์เปิดเทศกาลเรื่อง The Red Turtle โดย Michael Dudok de Wit จากประเทศฝรั่งเศสที่ไม่ควรพลาดแล้ว ยังมีหนังแต่ละหมวดที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ เริ่มจากหมวด Asian Contemporary ที่วิคเตอร์แนะนำหนังอินเดียเรื่อง Thithi ที่ถ่ายในบังกาลอร์ เป็นหนังร่วมสมัยเกี่ยวกับชาวบ้านธรรมดา เคยไปฉายที่เทศกาล Locarno ในสวิตเซอร์แลนด์มาแล้ว และได้รับรางวัลมากมาย ถือเป็นหนังที่เขาภูมิใจ และท้าทายให้คนมาดู เพราะคุณจะไม่ได้เห็นหนังแบบนี้บ่อยนัก เนื่องจากหนังฮินดี้จะเป็นหนังร้องรำทำเพลงเสียส่วนใหญ่ แต่เรื่องนี้เป็นดรามา
หมวด Cine Latino วิคเตอร์ประทับใจ 2 เรื่อง คือ Wind Journeys จากโคลัมเบีย เป็นเรื่องของผู้ชายที่เดินทางข้ามแม่น้ำ ภูเขา ทะเลเพื่อตามหาคนทำหีบเพลงที่เก่งที่สุด และ The Mushroom จากโคลัมเบียเช่นกัน เป็นเรื่องของวัยรุ่น 2 คนที่ไปพ่นกราฟฟิตี้บนถนนแล้วถูกตำรวจจับทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แค่ต้องการสร้างสิ่งที่เป็นความงามในสายตาของเขาออกมาเท่านั้น
หมวด Cinema Beat ซึ่งนอกจาก Elle ที่น่าจะมาแรงเพราะ อิซาเบล อูแบร์ เพิ่งได้รางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมไปครองแล้วยังมี The Red Turtle หนังเปิดเทศกาลที่วิคเตอร์ภูมิใจนำเสนอมาก เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้น่าสนใจมากตรงที่เป็นหนังยาว 90 นาทีที่ไม่มีบทเจรจา มีเพียงเสียงเพลงออร์เคสตรา และภาพเคลื่อนไหวที่ต้องใช้ใจ และอารมณ์ล้วน ๆ ในการดู
หมวดภาพยนตร์สารคดี Doc Feat มีหนังอเมริกันเรื่อง Racing Extintion จากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์เพราะถูกคนทำร้าย และทำลาย ถ้าคุณได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วรับรองว่าจะต้องสะเทือนใจกับความโหดร้ายของมนุษย์เราอย่างแน่นอน
ในหมวดนี้มีหนังไทยรวมอยู่ด้วย คือ Railway sleepers หมอนรถไฟ หนังเรื่องแรกของผู้กำกับ สมพจน์ ชิตเกสรพงศ์ ซึ่งเกิดจากถ่ายคนบนรถไฟชั้น 3 เก็บสะสมไว้เป็นเวลาถึง 8 ปี ถือเป็นหนังสุดยอดเรื่องหนึ่งที่พลาดไม่ได้ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ตั๋วถูกจองเต็มแล้ว
หมวดภาพยนตร์สั้น Shortwave มีหนังไทยซึ่งไปประกวดที่เทศกาลภาพยนตร์เวนิซมาแล้ว คือ 500,000 Years ของ ชัยศิริ จิวะรังสรรค์ ที่ทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมาในแนวทดลอง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฉายมหรสพให้ผีสางนางไม้ในป่าดู
หมวดอะนิเมชั่น เรื่องที่น่าสนใจก็มี My Life as a Zucchini ที่เข้าประกวดออสการ์ปี 2016 แล้วยังมีอะนิเมชั่นจากฝรั่งเศสที่ลายเส้นไม่เหมือนประเทศอื่นมาให้ชมกันหลายเรื่อง อาทิ Phantom Boy, Adama, Girl Without Hands
หมวดภาพยนตร์คลาสสิก ที่พลาดไม่ได้เลยคือหนังกำลังภายในสุดคลาสสิกเรื่อง Dragon Inn ของ King Hu ที่เป็นต้นแบบให้ The Hateful Eight ของเควนติน ตารันติโน กับ Elevator to the Gallows หนังรักขาวดำจากผู้กำกับ Louis Malle ที่จะทำให้คุณสยองตั้งแต่ต้นจนจบกับธีมที่ว่า….เมื่อคน ๆ หนึ่งรักคน ๆ หนึ่ง แต่อีกคนไม่ตอบสนอง...ฉันเลยต้องตามล่าเธอ
วิคเตอร์ – เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า การจัดเทศกาลภาพยนตร์เป็นเหมือน “กิจกรรมทางวัฒนธรรม” ที่ทำขึ้นเพื่อจรรโลงใจคนในเมืองใหญ่ที่ไม่ได้ต้องการแค่ช้อปปิ้งกับกินอาหาร คนเราต้องการศิลปะที่จะมาชุบหัวใจ ซึ่งในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 14 นี้ เราทำให้คุณได้ ขึ้นอยู่กับคุณแล้วหละว่า จะยอมรับสาส์นท้าทายนี้ แล้วไปชมเทศกาลกับเราไหม
*********************************************************
เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 14 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ ณ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิล์ด บัตรราคา 120 บาท ทุกที่นั่ง ทุกเรื่อง ทุกรอบ
ตรวจสอบรอบฉาย และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.worldfilmbkk.com, www.sfcinemacity.com หรือ SF Call Center 02-268-8888 และ www.facebook.com/Welovesf หรือ แอพพลิเคชั่น SF Showtime in Hand







