วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพียงสบตา ‘อิตาเลียโน’

ช่วงเวลาแสนสั้นกับการเดินทางในเมืองแสนสวย...เวนิส โมเดนา ปาร์มา

          เหมือนเช่นทุกวัน.. ลานกว้างบริเวณจัตุรัสเซนต์มาร์คคลาคล่ำไปด้วยผู้คน หน้าร้านกาแฟ FLORAIN ร้านกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดในเวนิส ที่ซึ่งคนดังในอดีตทั้งนักเขียน กวี ศิลปิน พ่อค้า ต่างมานั่งจิบกาแฟ ในบรรยากาศเดียวกันเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว

          เขา ค่อยๆ จิบเอสเพรสโซจากแก้วใบเล็ก, เธอ เริ่มต้นบทสนทนาว่าด้วยรสนิยมกาแฟของชาวอิตาเลียน

          เธอว่า คนอิตาเลียนนิยมดื่มเอสเพรสโซร้อนหลังมื้ออาหาร ดื่มวันละ 4-5 แก้วแบบสบายๆ ดื่มไปคุยไป ไม่ใช่การเทคคาเฟอีนเหมือนบางประเทศ พร้อมชี้ชวนให้ชมความงามของโบสถ์หินอ่อนสีขาวที่สร้างขึ้นในสไตล์คลาสสิก เรื่องความงามนั้นไม่ต้องพูดถึง ทว่า ความน่าทึ่งอยู่ที่ชาวอิตาเลียนรักษามรดกของพวกเขาไว้ได้อย่างดี ไม่เฉพาะแต่เวนิส ยังรวมถึงเมืองอื่นๆ ที่เป็นหมุดหมายในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เวนิส สายน้ำและความหลัง

          สำหรับฉัน, อิตาลี ไม่ใช่เมืองในฝัน แต่มันเป็นยิ่งกว่าความฝัน และวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ความจริงที่เหมือนฝันที่สุดก็คือ ฉันได้มายืนอยู่ต่อหน้าราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก (Queen of the Adriatic)

          เวนิส (Venice) หรือเวเนเซีย (Venezia) สวยสมคำร่ำลือ เมืองแห่งสายน้ำนี้ขึ้นชื่อเรื่องประวัติศาสตร์และศิลปะ เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต (Veneto) 1 ใน 20 แคว้นที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี ตามข้อมูลบอกว่าแคว้นนี้มีความมั่งคั่งอันดับต้นๆ และเป็นแหล่งอุตสาหกรรมมากที่สุดในประเทศ ซึ่งน่าจะรวมถึงโรงงานแห่งใหม่ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซรายใหญ่อย่าง WEGA ที่เมือง Susegana ที่ชวนเรามาดื่มด่ำอารมณ์กาแฟต้นตำรับและชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรมสุดตระการตาของอิตาลีครั้งนี้ด้วย

          แดดสายของเวนิสร้อนน้องๆ บางกอก ฉันเดินปะปนไปกับฝูงชน ทั้งหน้าหมวยหน้าฝรั่ง ผิวดำผิวสี ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่ซอกแซกจนคิดว่าอาจจะหลงทางเอาได้ง่ายๆ เพราะตึกแต่ละตึกนั้นหน้าตาคล้ายๆ กันไปหมด ต่างกันที่สีสันและการตกแต่งหน้าร้านอีกนิดหน่อย ถึงจุดนัดหมายเรามารอคิวลงเรือยนต์เพื่อมุ่งหน้าไปยัง เกาะซานจอร์โจ แมกจอเร (San Giorgio Maggiore) ที่ตั้งของ เปียซซ่า ซาน มาร์โก (Piazza San Marco) หรือ จัตุรัสเซนต์มาร์ค (St Mark's Square) จุดนัดพบของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกซึ่งมีฝูงนกพิราบทำตัวเป็นเจ้าถิ่นคอยต้อนรับผู้มาเยือน

          เมืองเวนิส ถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมหมู่เกาะขนาดเล็กประมาณ 118 เกาะเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย (Venetian Lagoon) ทะเลสาบน้ำเค็มนี้ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโป (Po) กับแม่น้ำพลาวิ (Piave) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก ในภาคเหนือของประเทศอิตาลี โดยทั้งเมืองและทะเลสาบได้ถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1987

          และด้วยเหตุที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของเวนิสถูกโอบล้อมด้วยผืนน้ำ การเดินทางภายในเมืองจึงยังนิยมใช้คลองมากที่สุด ที่นี่มีเรือบริการไปยังที่ต่างๆ ทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและเดินทางทั่วๆ ไป แต่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของบรรดานักท่องเที่ยว ก็คือการนั่งเรือกอนโดล่าไปตามแกรนด์คาแนล (Grand Canal) ชมทัศนียภาพของเมืองเวนิสแบบเนิบช้า ด้วยลีลาการแจวผสานพลังเสียงล่องลอยไปตามสายน้ำ

          คลองนี้มีความยาวประมาณ 3,800 เมตร ผ่านสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ โบสถ์ซานตา มาเรีย เดลลา ซาลูท (Santa Maria della Salute) โบสถ์เก่าแก่ที่ตั้งโดดเด่นอยู่ที่ปากทางเข้าแกรนด์คาแนล สัญลักษณ์ของเวนิส โบสถ์ศิลปะบาโร้กแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อขอบคุณพระเจ้าในโอกาสที่โรคระบาดได้หายไปจากเวนิสในปี ค.ศ. 1630 จนกระทั่งแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1687 หลังจากผู้ริเริ่มสร้างโบสถ์ได้เสียชีวิตไปนานถึง 5 ปี

          แต่ถ้าติดขัดเรื่องเวลา เรือยนต์ก็ไม่ได้ทำให้เสียอรรถรสในการชมเวนิสมากมายนัก แถมยังมาถึงที่หมายได้แบบทันใจ ทันทีที่เรามาถึงเกาะซานจอร์โจ แมกจอเร หลังเก็บภาพโบสถ์ซานจอร์โจ แมกจอเร (Church of San Giorgio Maggiore) โบสถ์คริสตจักรนิกายเบเนดิกในศตวรรษที่ 16 เรียบร้อย ไม่รอช้ารีบตรงดิ่งมาที่ มหาวิหารเซนต์มาร์ค (St Mark's Basilica ) ศาสนสถานแห่งนิกายโรมันคาทอลิกอัครสังฆมณฑลแห่งเวนิส มหาวิหารแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นที่สุดของมหาวิหารที่สร้างขึ้นในแบบสถาปัตยกรรมไบเซนไทน์ 

          มหาวิหารเซนต์มาร์ค ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของเปียซซ่า ซาน มาร์โก ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่นักบุญมาร์ค ผู้ซึ่งเป็นที่นับถือในเวนิส จุดเด่นของโบสถ์อยู่ที่การมีโดมถึง 5 โดม แต่ละโดมได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยศิลปะที่แตกต่างกัน ด้านหน้าทางเข้ามีรูปปั้นของนักบุญมาร์คประดับอยู่ รวมทั้งรูปปั้นม้าบรอนซ์ 4 ตัว ซึ่งว่ากันว่าขโมยมาจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล จริงเท็จอย่างไรไม่รู้ รู้แต่ว่ารายละเอียดของการตกแต่งทั้งภายในภายนอกคนรักศิลปะละเลียดชมกันได้เป็นวันเลยทีเดียว

          ใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของ หอระฆังเซนต์มาร์ค (St Mark's Campanile) หนึ่งในสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดของเมืองเวนิส หอระฆังนี้สูงเกือบ 99 เมตร ปัจจุบันกลายเป็นจุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวขาปีนใช้เป็นมุมถ่ายรูปสวยๆ

          เที่ยวเมืองเวนิส มีอีกแห่งที่ต้องปักหมุดในแผนที่ส่วนตัว นั่นคือ ปาลาซโซ ดูคาเล่ (Palazzo Ducale) หรือ พระราชวังดอดจ์ (Doge's Palace) พระราชวังนี้สร้างขึ้นในแบบเวนีเชียนโกธิค เคยเป็นที่พำนักของผู้ปกครองเวนิส ต่อมาในปี ค.ศ.1923 เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ใครอยากย้อนเวลาตามหาอดีตน่าจะลองแวะเข้าไปชม 

          จุดหมายถัดมาห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง แห่งแรกเป็นสะพานชื่อว่า สะพานซิงห์ (Bridge of Sighs) สะพานปูนสีขาวอายุกว่า 400 ปีที่เชื่อมต่อระหว่างวังดูคาเลกับคุกเก่า จุดนี้เคยใช้เป็นเส้นทางลำเลียงนักโทษเข้าสู่ตัวคุก มีช่องหน้าต่างให้มองออกมาได้ เพื่อให้นักโทษได้ชมความสวยงามของท้องฟ้าและทะเลแห่งเวนิสเป็นครั้งสุดท้าย มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ที่มาของชื่อสะพานซิงห์นั้นเนื่องมาจากในศตวรรษที่ 19 นักโทษจะได้ถอนหายใจเป็นครั้งสุดท้ายตรงนี้

          อีกแห่งเป็นสะพานเหมือนกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันคือ สะพานริอัลโต (Rialto) เดิมเป็นสะพานไม้ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ทว่า หลังจากที่พังทลายลงชาวเวนิสก็สร้างสะพานหินขึ้นมาแทน และเป็นสะพานข้าม

แกรนด์คาแนลเพียงแห่งเดียวจนถึงปี ค.ศ. 1854 บริเวณนี้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและค้าขายแลกเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเมืองเวนิส ซึ่งใครไม่รู้กล่าวไว้(อีกแล้ว)ว่า “ถ้ามาเวนิสแล้วไม่ได้มาข้ามสะพานแห่งนี้ถือว่ามาไม่ถึง” ทุกวันจึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเซลฟี่ ณ จุดนี้ พร้อมช้อปสินค้าแปะป้ายเวนิสกลับไปเป็นของที่ระลึก 

เมืองเลอค่า โมเดนา-ปาร์มา  

          ได้ยินชื่อ ปาร์มา (Parma) ถ้าเป็นสาวนักชิมก็คงจะนึกถึงรสชาติของพาร์มาแฮม พาเมซานชีส แต่ถ้าเป็นแฟนลูกหนัง อะไรจะคุ้นหูมากไปกว่าชื่อทีมฟุตบอล

          ระหว่างทางจากเวนิสไปปาร์มา ฉันได้รับการบอกกล่าวว่าจะแวะไปร้านขายแฮมและชีสที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ผ่านไปกว่าชั่วโมงรถก็มาจอดในเมืองที่ต้องบอว่าเป็น "Love at first sight" จริงๆ

          ซุ้มโค้งสไตล์กอธิคใต้อาคารสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ถนนในเมืองปูด้วยหินแบบโบราณ สุดถนนนั้น ฉันเห็นลานกว้างที่ล้อมรอบด้วยสถาปัตยกรรมดูอลังการ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...เมืองผ่านที่เรากำลังยืนอยู่นี้ ที่จริงแล้วคือ โมเดนา (Modena) เมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) ที่ไม่ควรเป็นแค่ทางผ่าน

          ตามข้อมูลที่เสิร์ชดูแบบเร็วๆ ระบุว่าแคว้นนี้เป็นหนึ่งใน 20 แคว้นและเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ของประเทศอิตาลีอย่างมาก และโมเดนาก็เป็นหนึ่งในเมืองที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ มหาวิหารโมเดนา (Modena Cathedral) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1997

          มหาวิหารโมเดนา เป็นมหาวิหารอันยิ่งใหญ่จากยุคคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของศิลปะโรมาเนสก์ยุคต้น เป็นคริสต์ศาสนสถานโรมันคาทอลิคระดับมหาวิหารที่เป็นที่นั่งของสังฆมณฑลโมเดนา-โนนันโทลา อีกทั้งยังถือว่าสถาปัตยกรรมแห่งความภาคภูมิใจของชาวอิตาเลียน 

          อ่านยังไม่ทันจบ ฉันรีบเร่งฝีเท้าไปให้ถึงอาคารแบบโรมันที่ว่ากันว่าสำคัญที่สุดในยุโรป ทว่า หัวใจนำหน้าไปก่อนแล้ว

          ไม่นาน จัตรัสโรมา (Piazzale Roma) ก็โอบล้อมนักเดินทางชาวไทยที่มาพร้อมกับความบังเอิญ เบื้องหน้าคือความยิ่งใหญ่ของพระราชวัง Ducal Palace ใกล้กันคือ ศาลากลาง (Town Hall) ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 - 18 ตกแต่งด้วยหอนาฬิกาและระเบียงสวยงามลงตัว

          เสียดายที่ก่อนหน้านี้เมืองโมเดน่าเกิดแผ่นดินไหวจนอาคารและสถานที่สำคัญหลายแห่งเสียหาย รวมถึงมหาวิหารโมเดนา ฉันจึงได้แต่ยืนชมอยู่ห่างๆ ภาวนาว่าความสวยงามจะกลับคืนมาดังเดิม และเมื่อถึงวันนั้น...คงมีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้อีกครั้ง ใช้เวลาเก็บความน่าประทับใจของเมืองเล็กๆ เลอค่าให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย

เวลาสั้นๆ ในโมเดนา ไม่ต่างจากของขวัญที่ได้รับมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ฉันยิ้มให้กับตัวเองกระทั่งรถมาจอดสนิทที่โรงแรมกลางเมืองปาร์มา เมืองสวยๆ อีกเมืองที่ควรค่าแก่การมาเยือน

          ในอดีตปาร์มาได้ชื่อว่ารุ่งเรืองที่สุดเมืองหนึ่งของอิตาลี ที่นี่ไม่ได้มีแค่อาหารชั้นเลิศ แต่ยังมีงานศิลปะและโรงอุปรากรที่เปี่ยมไปด้วยสีสัน

          จากโรงแรมเดินข้ามถนนไปไม่ทันเหนื่อยก็ถึงย่านเมืองเก่าแล้ว อาคารสองฝั่งถนนดูสวยคลาสสิค ตามประวัติบอกว่า พระราชวังและโบสถ์หลายแห่งของปาร์มา สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-18 ในยุคที่ครอบครัวฟาร์เนเซเรืองอำนาจ และแม้ว่าเมืองปาร์มาจะเสียหายไปมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ยังสามารถพบเห็นอาคารยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการในสภาพที่ดีอยู่ 

          เราเดินไปเรื่อยๆ จนมาสะดุดตากับโบสถ์เก่าที่เปิดแง้มประตูไว้ Duomo di Parma Fresco มองเข้าไปด้านในแม้มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อยแต่ก็ยังเห็นความงามของภาพวาดบนผนังและเพดานของโบสถ์ที่เรียกว่า Fresco ได้ถนัดตา เสียดายที่เวลานั้นเขาปิดไม่ให้เข้าชมแล้ว เลยตัดใจเดินต่อไปตามถนนจนถึงสถานที่ทำการเทศบาลเมือง ซึ่งฝั่งตรงข้ามคือ ปิอาซซ่า การิบัลดี (Piazza Garibaldi) ตรงลานด้านหน้ามีอนุสรณ์ของท่านนายพลจูเซปเป การิบัลดี (Giuseppe Garibaldi) ผู้ต่อสู้เพื่อรวมประเทศอิตาลีเข้าด้วยกันตั้งเด่นเป็นสง่า ใครไปใครมาเป็นอันต้องขอเก็บภาพเป็นที่ระลึก

          ไม่ไกลกันมากนักคือที่ตั้งของโรงละคร Teatro Reggio เห็นว่าตลอดทั้งปีจะมีการแสดงใหญ่ๆ มาเสนออยู่เรื่อยๆ ส่วนที่เห็นโดดเด่นสะดุดตาคือ หอระฆังของเมืองปาร์มา ที่เราใช้เป็นหมุดหมายไม่ให้หลงทิศหลงทางไปไหน

เดินไปเดินมา ฉันเริ่มสังเกตว่าที่นี่จักรยานดูจะเป็นพาหนะที่ได้รับเกียรติให้ครองถนนมากกว่าอย่างอื่น ส่วนจุดจอดก็มีอยู่มากมาย ไม่ต้องมีที่จอดเป็นเรื่องเป็นราวเขาก็จอดชิดข้างกำแพงนั่นแหละ ดูเหมือนไม่กลัวหายกันเลย

          เพลิดเพลินเดินเล่นจนพระอาทิตย์เริ่มอ่อนแสง คงได้เวลานัดหมายสำหรับมื้อเย็นแล้ว เสียดายที่ทริปนี้ไม่มีโอกาสได้ไปชมจิตรกรรมฝาผนังอันงดงามที่มหาวิหารซานตามาเรีย เดลลา สเตกกาตา ไม่ได้เห็นสมบัติล้ำค่าที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 1 รวมถึงสวนสวยของที่นั่น

          อีกแห่งที่หลายคนว่าไม่น่าพลาดคือ หอศิลป์แห่งชาติ ซึ่งเป็นพระราชวังในศตวรรษที่ 16 ในนั้นมีผลงานศิลปะชิ้นเอกของเมืองปาร์มาที่เคยเป็นของครอบครัวฟาร์เนเซ โดยมีภาพที่ต้องใส่เครื่องหมายดอกจันไว้เลย นั่นคือ ภาพ La Scapigliata ผลงานของเลโอนาร์โด ดา วินชี และภาพ Madonna della Scodella โดยกอร์เรจโจ

          ส่วนคนที่หลงรักสถาปัตยกรรมกอธิคแบบฉัน แทบน้ำตาซึมเมื่อรู้ว่าจะไม่ได้ไปเยือนอาคารหินอ่อนสีขาวชมพูที่เรียกกันว่า หอล้างบาป ตัวสถาปัตยกรรมเป็นการผสมผสานกันระหว่างโรมันและกอธิคสร้างในตอนต้นของศตวรรษที่ 12 

          แม้จะพลาดหลายๆ อย่างในเมดินาและปาร์มา แต่เรื่องอาหารนั้นถือว่าจัดเต็มทุกมื้อ ทั้งพาร์มาแฮม พาร์เมซานชีส พิซซา พาสต้า ราวิโอลี รวมทั้งกาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกหลากหลายชนิดที่เจ้าบ้านบอกว่าเป็นเครื่องดื่มช่วยย่อย แต่สาวไทยอย่างฉันว่า...น่าจะช่วยเพิ่มความมึนและฮามากกว่า

เพียงไม่กี่วันกับการเดินตามฝันในอิตาลี เรื่องราวดีๆ มิตรภาพ และความสวยงามของบ้านเมือง คงไม่หายไปในระยะเวลาอันสั้น

ส่วนความเสียดายนั้น ฉันแอบซุกใส่กระเป๋ากลับกรุงเทพฯ เอาไว้เป็นแรงบันดาลใจเพื่อกลับไปอีกครั้ง, ด้วยความระลึกถึง