ยะลา..ที่หนึ่ง

ยะลา..ที่หนึ่ง

ยะลา ไม่ใช่แค่ผังเมืองสวยอย่างเดียว ยังมีดีอีกหลายเรื่อง ต้องลองแวะไปค้นหา...





เมื่อกล่าวถึงเมืองยะลา หลายคนจะนึกถึงเมืองที่สวยที่สุดในประเทศไทย แต่ในความสวยงามก็มีบางอย่างที่ทำให้คนมากมายหวาดกลัว เพราะเป็นหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีพื้่นที่ไม่ปลอดภัย

ที่หนึ่ง..ผังเมืองสวย
ถ้าจะว่ากันถึงผังเมืองของเมืองนี้ ด้วยการปักหมุด ที่ศาลหลักเมืองยะลา ศูนย์กลางวงแหวนขนาดเล็กสุด ที่โอบขนาบด้วยวงแหวนอีก 2 ชั้น ล้อมรอบด้วยเส้นทางที่แตกแขนงแยกย่อยแผ่ออกไปดั่งใยแมงมุมที่มีรูปแบบชัดเจน จุดเด่นของผังเมืองยะลาก็จัดว่า สวยที่สุดในประเทศไทย

ประสบการณ์ที่ต้องบอกต่อ..ทริคง่ายๆ หากไม่อยากหลงเมืองยะลา ไม่ว่าจะมาจากเส้นทางไหน ทิศใด เพียงแค่ขับรถตรงไป จนกว่าจะเจอวงเวียนศาลหลักเมืองยะลา ที่นี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สามารถไปต่อได้ครบทั้ง 8 อำเภอ

แม้การเดินทางมาเมืองยะลา จะต้องเผชิญเหตุการณ์ความไม่สงบอยู่บ่อยครั้ง จนคนในพื้นที่รู้สึกชินชา และบ่อยครั้้งต้องมีการเยียวยาจิตใจ แต่ชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อไป ตามแบบวิถีคน "เมืองนิบง”หรือ“เมืองยะลา”ในปัจจุบัน

ว่ากันว่า ผังเมืองที่มีความสวยงาม กลายเป็นต้นทุน ที่ทำให้เมืองยะลา พัฒนาได้อย่างมีแบบแผน โดยไร้แรงต้าน

รูปแบบการวางผังเมืองยะลา คล้ายกับหัวเมืองเศรษฐกิจหลักในหลายประเทศ ที่เจริญด้วยวัตถุและสถาปัตยกรรม แต่ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบใกล้เคียงสุด คือ กรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส บวกกับรัฐวอชิงตันดีซีที่ออกแบบ โดยเน้นให้ถนนทุกสาย มุ่งหน้าสู่จุดศูนย์กลางที่เป็นวงแหวน หรือ วงเวียน
ถ้าลองจำแนกแบบง่ายๆ ให้เห็นภาพ

วงเวียนแรก เป็นทำเลที่ตั้งหน่วยงานราชการทั้งหมด ไม่ว่าศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจภูธร เอาเป็นว่าใครจะแวะมาติดต่อราชการ จุดเดียวสามารถจัดการได้ครบทุกเรื่องราว เข้าทำนอง One Stop Service ที่ง่ายจนน่าอิจฉา

วงเวียนที่สอง ถูกวางไว้ให้เป็นบ้านพักข้าราชการทุกสาขาอาชีพ อยู่ในย่านนี้ทั้งหมด ทั้งนี้ก็เพื่อให้ง่ายในการให้บริการประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

วงเวียนที่สาม เป็นแหล่งสำคัญในการให้บริการประชาชน เพราะจุดนี้มีการนำเอาโรงพยาบาล โรงเรียน สวนสาธารณะ มาไว้ให้บริการอย่างครบครัน
วงเวียนรอบนอกสุด จึงเป็นย่านการค้า และแหล่งที่อยู่อาศัยประชาชน ภายใต้ผังเมืองยะลาที่มีรูปแบบชัดเจน จึงง่ายในการจัดการแนวทางการพัฒนา ไม่ให้ขัดต่อระเบียบเมือง

ที่หนึ่ง..ผู้นำท้องถิ่น
ผังเมืองยะลาแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระรัฐกิจวิจารณ์ (อดีตข้าหลวงประจำจังหวัด) นายกเทศมนตรีคนแรกของเมืองยะลา(พ.ศ.2480-2488) ได้เป็นผู้นำเจ้าหน้าที่กรมโยธาธิการวางผังเมืองให้เป็นครั้งแรก

โดยมีที่ปรึกษาเป็นชาวอังกฤษออกแบบผังเมืองแบบวงเวียน ที่นำมาสู่ความภาคภูมิใจให้คนยะลาในยุคปัจจุบัน
ความชัดเจนของผังเมือง ทำให้เมืองยะลามีถนนหนทาง และธรรมชาติที่โดดเด่น ถนน 400สายครอบคลุมเขตเทศบาลนครยะลาเนื้อที่ 19 ตารางกิโลเมตร ถูกตัดเชื่อมต่อกันเป็นใยแมงมุม

หลักการง่ายๆ เพื่อทำให้คนในพื้นที่สะดวกในการเดินทางและติดต่อราชการงานทั้งปวง แต่คนนอกพื้นที่อาจบ่นกันบ้าง เมื่อยามที่ขับรถหลงทาง เพราะหาทางออกเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ซึ่งเป็นมุกขำขันสำหรับนักเดินทางที่หลงทาง เพราะเส้นทางใยแมงมุม

ผังเมืองนี้ยังมีเรื่องเล่า...ผังเมืองดีย่อมมีช่องโหว่ หากถูกนำมาใช้ในการก่อเหตุความไม่สงบ เส้นทางที่ขวักไขว้เป็นใยแมงมุมนี่เองที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความสามารถขั้นสูงในการสกัดจับคนร้ายที่อาศัย 400 ช่องทางในการหลบหนี

ด้วยเหตุนี้ คนในพื้นที่เขตเมืองยะลา ประชาชนจึงให้ความร่วมมือในการป้องกันการเกิดเหตุร้ายด้วยการดูแลใส่ใจช่วยกันสอดส่องภัยใกล้ตัว และในย่านการค้า หากใครมายะลา ต้องจอดรถชิดเลนขวาฝั่งที่ติดเกาะกลางถนน นั่นคือข้อตกลงร่วมกันในการลดระดับความรุนแรง

พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ ผู้นำท้องถิ่น ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครยะลาอย่างเดียว แต่เป็นคนดั้งเดิมที่ปักหลักทำมาหากินอยู่ในแผ่นดินถิ่นกำเนิด “ใต้สุดสยาม เมืองชายแดน” แห่งนี้มาตลอดชีวิต หนึ่งในบุคคลที่ขันอาสาเป็นผู้นำที่พยายามปรับและเปลี่ยนมุมองใหม่ๆให้กับเมืองยะลา

สิ่งแรกที่เขาปรับปรุง คือ ทัศนคติ เพื่อให้ผู้คนปรับใจใช้ชีวิตอย่างสงบสุขท่ามกลาง 3 วัฒนธรรมที่ความหลากหลาย “ไทยพุทธ ไทยมุสลิมและไทยเชื้อสายจีน” โดยทำกิจกรรมร่วมกันจากทุกภาคส่วน ครอบคลุมทุกบริบท ทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม หวังให้กิจกรรมช่วยสานสัมพันธ์

ส่วนเรื่องที่สอง คือ เปลี่ยนมุมมอง ยะลาใหม่ หาใช่เมืองน่ากลัว แต่เป็นเมืองน่ามอง โดยเฉพาะยามราตรีที่ใครว่าน่ากลัว ไม่จริงอย่างแน่นอน เพราะถนนสายหลักทุกเส้นทาง ถูกประดับประดาด้วยไฟแสงสีระยิบระยับสวยงาม สว่างไสวไปทั่วพื้นที่ ยิ่งช่วงเทศกาลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ ฮารีรายอ ตรุษจีน สีสันชายแดนใต้ต้องมีภาพถ่ายเมืองยะลาปรากฎให้ได้ชมผ่านสื่ออยู่เนืองๆ

“ยะลามีพื้นที่สีเขียวที่ให้ความร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่อยู่ทุกหัวระแหง ครอบคลุมทุกพื้นที่ในผังเมือง ความเขียวชะอุ่มนี้เป็นต้นทุนให้เมืองยะลาทวีความสวยงามที่น่ามองยิ่งขึ้น” ความปลื้มปิติที่ “พงษ์ศักดิ์” อธิบายคำจำกัดความ การเปลี่ยนยะลาให้น่ามอง

ที่หนึ่ง..สวนสาธารณะ
นอกจากนี้ยะลา ยังเป็นเมืองน่ามอง เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว คือ ยะลามีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ย้อนไป10ปี ขึ้นแท่นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศมาแล้ว คือ สวนขวัญเมืองเนื้อที่ 207 ไร่ ห้อมล้อมด้วยสระน้ำขนาดใหญ่ประมาณ100ไร่ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เสมือนหนึ่งจะประกาศว่า ยะลาแม้จะเป็นเพียงจังหวัดเดียวในภาคใต้ที่ไร้รอยต่อแนวชายฝั่งทะเล แม้ไม่มีทะเลน้ำเค็ม แต่ยะลาไม่ขาดน้ำ เพราะที่นี่มีทะเลสาบที่กว้างใหญ่

ความร่มรื่นของ “สวนขวัญเมือง” กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญในการรวมพลคนรักสุขภาพไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะแวะเวียนไปในช่วงเวลาใดรับประกันได้ว่า สวนขวัญเมืองแห่งนี้จะไม่มีวันเงียบเหงา ยิ่งช่วงต้นปีสวนขวัญเมืองแห่งนี้ คือ สถานที่สำคัญในการประลองเสียงการแข่งขัน “นกกรงหัวจุกและนกเขาชวาอาเซียน” แห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

ถ้าจะตอกย้ำให้เห็นว่า ยะลาเป็นเมืองสีเขียว ต้องไปชมวิถีทางธรรมชาติ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำปัตตานีที่ไหลผ่านเมืองยะลาระยะทาง 16 กิโลเมตร ก็ถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่สะอาด ร่มรื่น สวยงามและเขียวขจีด้วยต้นไม้ตลอดแนวชายฝั่งแม่น้ำปัตตานี
เมืองยะลา ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็ตอบโจทย์เมืองพักผ่อนที่คนนอกพื้นที่เห็นแล้วต้องอิจฉา

ที่หนึ่ง..เมืองปั่นจักรยาน
อีกหนึ่งกิจกรรมที่ผู้นำท้องถิ่นยะลา มั่นใจนักหนาว่า เป็นกิจกรรมมวลชนขนาดแท้และสามารถเรียกเรตติ้งระดมพลคนยะลาได้คราวละหลายพันคน คือ กิจกรรมปั่นจักรยา แถมย้ำอีกด้วยว่า ปั่นจักรยานที่นี่ไม่ได้ปั่นตามกระแสสังคม แต่การปั่นจักรยานเป็นวิถีชีวิตของคนยะลาตั้งแต่ดั้งเดิม

พงษ์ศักดิ์ บอกว่า ยะลา เป็นเมืองนักปั่นจักรยานอย่างแท้จริง อย่างแรกคือ ถนนหนทาง ทุกเส้น ทุกสาย ที่พุ่งตรงตามแนวผังเมือง ถูกขนาบด้วยช่องทางจักรยาน หรือไบท์เลนที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว ซึ่งความได้เปรียบนี้คือ หนึ่งในแรงดึงดูดที่ปลุกกระแสให้เกิดกลุ่มนักปั่นเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เพราะการปั่นจักรยานที่นี่มีช่องทางที่คนในพื้นที่รับรู้กันดีว่า ถูกสงวนสิทธิ์ไว้ให้จักรยานเท่านั้น

เชื่อหรือไม่ ยะลาเมืองที่น่ากลัว คำพูดเหล่านี้ห่างไกลจากวิถีคนเมืองยะลา ทุกความหวาดระแวง ล้วนมาจากจินตนาการในเหตุการณ์ความรุนแรงที่สื่อนำเสนอแค่ส่วนเดียว จึงไม่แปลกที่สังคมภายนอกจะเข้าใจและคิดไปเอง

สวนทางกับข้อเท็จจริงที่ทุกๆ วัน จะมีนักปั่นนับพันคนออกมาประลองกำลังปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ ณ สวนขวัญเมือง มากกว่าวันละ 3 เวลา ทั้งปั่นภาคเช้า ปั่นกลางวัน ปั่นยามเย็น แถมด้วยความนิยมการปั่นที่มาแรงสุดๆ เวลานี้ คือการปั่นชมเมืองยามค่ำคืน

“เราจัดกิจกรรมปั่นจักรยานทุกครั้ง ผู้ร่วมปั่นมากกว่า 1 พันคน คือเรื่องปกติ เพราะที่นี่ การปั่นจักรยานกลายเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่สนใจออกกำลังกาย ที่อยากให้สังคมภายนอกได้เห็น” พงษ์ศักดิ์ ย้ำจุดแข็งยะลาเมืองนักปั่น

แม้การปั่นจักรยานจะได้รับความสนใจเป็นทุนเดิม แต่เพื่อเติมเต็มความรักสามัคคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จึงกำหนดให้มีกิจกรรมเสริมความแกร่งให้คณะนักปั่น โดยให้จักรยานเป็นสื่อกลางทำกิจกรรมดีๆ เช่น จิบน้ำชาระดมทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ การปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว เป็นต้น

กระแสการปั่นจักรยานได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่ช่วยเรื่องสุขภาพ แต่ยังช่วยกระตุ้นและพลิกฟื้นที่ให้ภาคการท่องเที่ยว หันมาพัฒนาสถานที่รองรับจำนวนนักปั่นที่เสริมสร้างสีสันให้เมืองยะลาคึกคักในหลากหลายมิติด้วย

"อย่ามโน!!.....ยะลาน่ากลัว หากไม่ได้มาร่วมทริปปั่นจักรยานยะลาสักครั้ง"

คำท้าทายจาก ซานะ อุเซ็น เจ้าของร้านจักรยานและนักปั่นหญิงที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักปั่นจักรยาน เพราะเธอเป็นแรงผลักดันส่วนหนึ่ง ที่ทำให้มีผู้สนใจหันมาปั่นจักรยานมากขึ้น หลังจากที่เธอต้องเผชิญโรคร้ายมะเร็งไทรอยด์มานานกว่า 3 ปี แต่วันนี้สามารถรักษาและดูแลสุขภาพของตัวเองด้วยการปั่นจักรยาน
เธอ บอกว่า หลังจากรู้ตัวว่า ป่วยพยายามรักษาตัวเองอย่างดีที่สุดเท่าที่มีกำลังในการพึ่งพาเทคโนโลยีทางการเแพทย์เพื่อรักษามะเร็ง ขณะเดียวกันก็ต้องหารูปแบบการออกกำลังกายที่จะช่วยให้แนวทางการรักษาง่ายและได้ผลมากขึ้น

"แรกๆ ปั่นจักรยานในบ้าน พอมีแรงมากขึ้น ก็ปั่นนอกบ้าน และขยับไปปั่นช่องทางจักรยานรอบผังเมือง จนทุกวันนี้สามารถปั่นได้ทั่วทั้งเขตเมืองยะลา"
และข่าวดี คือ วันนี้มะเร็งร้ายได้หายไปจากชีวิตเธอ หลงเหลือไว้ให้เตือนสติใช้ชีวิตอย่าประมาท

“การออกกำลังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่การปั่นจักรยานที่ยะลา นอกจากร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังได้เพื่อนใหม่ ได้ท่องไปในสถานที่ใหม่ ได้เปลี่ยนบรรยากาศและสุดท้ายได้เปิดมุมมองที่ทำให้รู้ว่า ยะลามีดีและมีค่ามากพอที่คนภายนอกต้องอิจฉา"

ทุกวันนี้ “เธอ”ยังคงเป็นนักปั่นหญิงนักสู้โรคที่ไม่พลาดทริปการปั่นใดๆ ในพื้นที่จัดขึ้น เพื่อกระชับสัมพันธ์นักปั่นทุกเพศทุกวัย

ที่หนึ่ง...ดินย้อมผ้าสีมายา 

แห่งเดียวในโลก คือ การนำดินจากถ้ำบนภูเขามาย้อมสีผ้าร้อยเรียงเรื่องราวสู่เส้นทาง "สีมายา" ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติแห่งเดียวที่จังหวัดยะลา โดยมีนักปราญช์ท้องถิ่นอย่าง เนาวรัตน์ น้อยพงษ์ ประธานกลุ่มย้อมสีธรรมชาติสีมายาเป็นผู้สืบสานภูมิปัญญาสู่คนรุ่นเยาว์ 

โดยชุมชนบ้านหน้าถ้ำร่วมใจ เป็นกลุ่มแรกๆที่หันมาพลิกฟื้นนำภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ เพื่อทำให้เกิดการแพร่หลายมากขึ้น จึงได้รวมตัวกันผลิตผ้ามัดย้อมสีมายา ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตคนโบราณในพื้นที่

ปัจจุบัน“ผ้าสีมายา”ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม จนกลายเป็นของฝาก และของที่ระลึกที่ยืนยันได้ว่า “แวะยะลาต้องซื้อผ้าสีมายา”

“สีมายา” เป็นสีที่ได้จากกระบวนการกรองดิน ทำให้ได้สีที่คล้ายสีอิฐ เป็นดินที่อยู่ภายในถ้ำที่เกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตหลายพันปี นำมาผสมกับขี้ค้างคาว ทำให้สีของดินมีความพิเศษ และเมื่อนำมาดินมาสกัดเป็นสีย้อมผ้าด้วยกระบวนการธรรมชาติ จะได้สีมายาที่เป็นเอกลักษณ์ ยิ่งเมื่อสีถูกแต่งแต้มบนผืนผ้ามัดย้อมมีลวดลาย ทำให้ผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมสีมายามีคุณค่าและสร้างความภูมิใจให้ชาวบ้าน

เหล่านี้คือ เรื่องราวดีๆที่เมืองยะลายังเปิดประตูรอรับให้คนเข้ามาค้นหา ก้าวข้ามความหวาดกลัวไปพบกับสีสันใหม่ชายแดนใต้