สวยซ่อนเสี่ยง

ฟิลเลอร์, กลูต้า, ร้อยไหม ฯลฯ เหล่านี้ คือ ภาพสะท้อนของการไม่ยอมรับนับถือตัวเองของคนทั่วไป จนนำมาซึ่งความเจ็บปวดและความตายในที่สุด
แค่เพียง 4-5 นาที ดวงตาที่เคยสดใสก็ดับวูบลงไปอย่างถาวร และนี่ก็เป็นผลข้างเคียงที่ได้จากการพยายาม "วิ่งหนีความจริง" ของมนุษย์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกคนบนโลกใบนี้อยากดูดี อยากสวย อยากหล่อ และไม่ต้องการให้ตัวเองดูแก่ชราไปตามอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะ "ชะลอวัย" ให้กับตัวเอง โดยอาศัยวิทยาการอันล้ำเลิศทางการแพทย์เข้ามาช่วย
ทว่า ในความเป็นจริง นอกจากสิ่งสวยงามอันเป็นความพึงพอใจที่ได้จากการใช้เทคโนโลยีประเภท "สวยด่วน" แล้ว ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดจากความผิดพลาดบางอย่าง ยังทำให้คนคนนั้นต้องมีชีวิตอยู่เหมือนตายทั้งเป็น
สุภาษิตที่ว่า "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" ยังคงศักดิ์สิทธิ์เสมอ อย่างน้อยก็ในวงการความสวยความงาม
ฟิลเลอร์มรณะ
มีผู้ป่วย 1 รายในประเทศไทยที่ "เสียชีวิต" เพราะการฉีดฟิลเลอร์ แน่นอนว่า เธอคือ ผู้โชคร้ายที่สุดที่ต้องจากโลกนี้ไป
มีผู้ป่วย 8 รายในประเทศไทยที่ "ตาบอด" เพราะการฉีดฟิลเลอร์ หนึ่งในนั้นโชคดีถึงขั้นโชคดีมากที่สามารถกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง เพราะเข้ารับการรักษาได้ทันเวลา แต่...ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีแบบนั้น
การเสียชีวิตและสูญเสียการมองเห็น ถือเป็นผลพวงที่รุนแรงที่สุดที่ได้จากการเสริมความงามโดยใช้ "สารเติมเต็ม" หรือฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อการรักษาปัญหาผิวพรรณ ซึ่งในวงการแพทย์มีการนำฟิลเลอร์เข้ามาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยของผิว อันเนื่องมาจากวัย เช่น ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หางตา และร่องแก้ม
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนมีทั้งด้านดีและด้านร้าย การใช้สารเติมเต็ม อาจช่วยแก้ปัญหาให้กับบางคนได้ แต่สำหรับบางคน มันคือภัยร้ายดีๆ นี่เอง
"ผลข้างเคียงที่เจอบ่อยๆ คืออาการแดงหลังจากการฉีด แล้วก็มีบวมช้ำ เนื่องจากเวลาฉีด เราจิ้มเข็มลงไปบนใบหน้า ก็อาจจะมีการไปโดนเส้นเลือดบ้าง ทำให้เกิดการช้ำบริเวณนั้นได้ แต่ผลข้างเคียงในลักษณะนี้ไม่น่ากลัว เนื่องจากมันจะหายไปเองได้ โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่จะมีผลข้างเคียงที่เราเจอบ่อยและเป็นปัญหา คือ การฉีดฟิลเลอร์แล้ว มันจะกลายเป็นก้อนๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ผิดชนิด เอาฟิลเลอร์ชนิดที่ไม่เหมาะสมมาฉีดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม หรือบางทีเกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาตรงบริเวณที่ฉีด ซึ่งบางทีเชื้อซ่อนอยู่ในฟิลเลอร์ ทำให้ร่างกายกำจัดได้ยาก ก็จะกลายเป็นแผลที่มีหนองอยู่ข้างในตลอดเวลา"
รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แจงรายละเอียดจากปัญหาของการฉีดฟิลเลอร์ที่พบในประเทศไทย ซึ่งคุณหมอว่า นั่นยังไม่ร้ายแรงเทียบเท่ากับการเกิดภาวะ "เนื้อตาย" ในผู้ป่วยบางรายที่ฉีดฟิลเลอร์ผิดตำแหน่ง ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด และรวมไปถึงการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา ซึ่งจะมีผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นในที่สุด
"คนไข้ที่ตาบอด เราจะเห็นการตายของเนื้อในพื้นที่บริเวณเดียวกัน เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างใหญ่ และการตาบอดก็มักจะเกิดทันทีหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ภายในระยะเวลารวดเร็ว 4-5 นาที คนไข้ก็จะตาบวม มองไม่เห็น ซึ่งอันนี้เป็นภาวะฉุกเฉินที่ควรนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน"
ข้อมูลจากวารสารทางการแพทย์ระบุว่า พบผู้ป่วยตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์ในประเทศเกาหลี 44 ราย และในสหรัฐอเมริกา 3 ราย ส่วนในประเทศไทยแม้จะยังไม่เคยมีรายงานในวารสารทางการแพทย์ แต่มีการยืนยันผู้ป่วยแล้ว 8 ราย
"ที่อยากเตือน ก็คงจะเป็นตำแหน่งที่จมูก ซึ่งจมูกจริงๆ คือหว่างคิ้วที่เป็นส่วนของดั้งจมูก เพราะฉะนั้นเวลาไปฉีดเสริมจมูก มันจะกินไปถึงบริเวณหว่างคิ้ว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเส้นเลือดเลี้ยงอยู่เยอะ จึงเป็นตำแหน่งที่เราเจอและเกิดตาบอดบ่อยที่สุด...ไม่ใช่เฉพาะที่หน้านะคะที่เกิดปัญหา เพราะที่ผ่านมาถ้าจำได้ เราเคยมีกรณีของน้องพริตตี้ที่ไปฉีดฟิลเลอร์ที่สะโพก แล้วซึมเข้าเส้นเลือดใหญ่ ซึ่งเมื่อผ่าพิสูจน์ศพแล้ว พบว่าฟิลเลอร์เข้าไปในเส้นเลือดปอดเต็มไปหมดเลย ไม่สามารถล้างออกได้ คนไข้ก็เสียชีวิต ฟิลเลอร์ไม่ใช่เฉพาะที่หน้า ฟิลเลอร์ที่อื่น เช่น หน้าอก สะโพก หรือตำแหน่งอื่นๆ ของร่างกายก็อันตรายได้ทั้งนั้น นี่คือสิ่งที่สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยอยากจะสื่อ"
กลูต้าฯ มหาภัย
จมูกโด่ง ตาโต หน้าวีเชฟ นมใหญ่ หุ่นได้รูป เท่านั้นคงยังไม่พอ ถ้าขาด "ความขาว" ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สาวไทยส่วนใหญ่โหยหา นวัตกรรมความงามประเภทขาวสั่งได้ จึงเกิดขึ้นมากมาย และขายดิบขายดีเสียด้วย
กลูต้าไธโอน มีอย.รับรอง ปลอดภัย ยาผิวขาวเร็วไว ดีที่สุด / กลูต้า ขาวออร่าเห็นผล / กลูต้าแบบฉีดราคาถูก ยาฉีดผิวขาว ขาวใสบริ๊ง / ฯลฯ
สรรพคุณที่โฆษณาเหมือนยาวิเศษ แต่แท้ที่จริงแล้ว นี่คือ กลลวงทั้งเพ
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ อธิบายว่า "กลูต้าไธโอน" (Glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกายด้วย
ในวงการแพทย์มีการทดลองนำกลูต้าไธโอนมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆ เช่น มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งผลข้างเคียงจากการรักษาเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ นั่นคือ ผู้ป่วยมีผิวขาวขึ้นอย่างน่าประหลาด เนื่องจากกลูต้าไธโอนสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ได้ และส่งผลให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว นั่นจึงเป็นที่มาของการพยายามนำผลข้างเคียงของการใช้กลูต้าไธโอนมาเนรมิตผิวขาวให้สาวไทย
"ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า เราจะแพ้มันหรือไม่ แต่ก็เคยมีคำแนะนำอยู่เหมือนกันว่า ถ้าใครแพ้โปรตีนนมวัว ซึ่งมีส่วนประกอบของกลูต้าอยู่ด้วย ก็ไม่ควรใช้กลูต้านะ เพราะมันอาจจะไปกระตุ้นให้แพ้ได้"
นวัตกรรมเพื่อผิวขาวแบบที่เรียกว่า กลูต้าไธโอนนั้น มีทั้งแบบกิน ทา ฉีด ซึ่งให้ผลลัพธ์แตกต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างหลังสุดนั้น เห็นผลด่วนจริง แต่สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ก็มาเยือนแบบ "ด่วนๆ" ได้เหมือนกัน
"คนที่เป็นโรคไต ต้องระวังให้ดีนะ กลูต้าเป็นโปรตีน เพราะฉะนั้นมันจะทำให้ไตทำงานหนักมากเกินไป หรือคนที่มีปัญหาเรื่องการแพ้ แพ้โปรตีนต่างๆ โดยเฉพาะแพ้โปรตีนนมวัว ก็ต้องระวังให้ดี อย่าฉีดกลูต้า หรือทา หรือกินเข้าไป คนอาจจะมีอาการแพ้ขึ้นมาได้ และไม่มีใครบอกได้ว่าจะแจ็คพ็อตหรือถูกหวยเมื่อไร"
ผลพลอยได้แบบไม่น่าพึงประสงค์จากกลูต้าไธโอนยังไม่หยุดยั้งแค่การสร้างผื่นแดงคันบนร่างกาย เพราะหากมีการฉีดเข้าเส้นเลือดในปริมาณมาก ก็อาจจะเกิดอาการแพ้จนถึงขั้นเสียชีวิตได้เหมือนกัน
"อันหนึ่งที่เรารู้คือ กลูต้า อย. ไม่ได้มีการรับรอง และการฉีดกลูต้าเข้าเส้นเลือดดำ เพื่อความขาว ก็ไม่ได้เป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐาน ไม่มีงานวิจัยในระดับมาตรฐานสากล เพราะฉะนั้นผลของมัน ก็ไม่ได้รับรองว่าจะทำให้ขาว หรือจะทำให้ผิวมีออร่า"
อย่างไรก็ดี ผู้อำนวยการการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะนำให้รับประทานกลูต้าไธโอนที่มีอยู่ในธรรมชาติจะดีกว่า เพราะปลอดภัย และมีปริมาณกลูต้ามากกว่าที่หลอกขายทั่วๆ ไปอีกต่างหาก
"ในคนที่กินนมวัวได้ หรือผลิตภัณฑ์นมวัวบางชนิด เช่น ชีส โยเกิร์ต เวย์โปรตีน พวกนี้สามารถไปสร้างกลูต้าได้ เป็นวัตถุดิบให้โรงงานร่างกายเราผลิตกลูต้าได้ มันผลิตที่ตับด้วยนะ เพราะฉะนั้นกลูต้าก็จะช่วยบำรุงตับ นอกจากนี้ก็จะมีพวกผัก เช่น บล็อคโคลี่ คะน้า กะหล่ำ ดอกกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง หรือเนื้อไก่ เนื้อสีขาว ก็มีกลูต้า เป็นส่วนที่ไปสร้างกลูต้าได้"
ร้อยไหมได้โรค
เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่อดทนต่อความเจ็บปวดได้ดี ฉะนั้นอะไรที่ทำแล้ว "สวย" พวกเธอยอม
ในบรรดานวัตกรรมเพื่อความงามแบบ "เจ็บนิดๆ สวยติดเทอร์โบ" มีชื่อของการ "ร้อยไหม" วิ่งแรงแซงหน้าความสวยรูปแบบอื่นๆ ขึ้นมา ซึ่งแม้จะยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่า การร้อยไหมสามารถทำให้ผิวยกกระชับได้จริง แต่แรงโฆษณา บวกกับความอยากสวย จึงทำให้มีคนเทใจให้กับการร้อยไหมมากขึ้นเรื่อยๆ
จากการเปิดเผยของ รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย พบว่า ปัญหาจากการร้อยไหม ส่วนมากคือการติดเชื้อ ซึ่งเชื้อที่พบก็มักจะเป็นเชื้อแปลกๆ ที่พบได้แบบไม่ซ้ำกัน นอกจากนี้การร้อยไหมยังทำให้เกิดพังผืดบนใบหน้า รวมถึงภาวะเนื้องอกจากการร้อยไหมแบบถาวร ที่สุดแล้วก็อาจจะสะสมถึงขั้นเป็นมะเร็ง
นอกจากปัญหาเรื่องความเจ็บปวดและโรคต่างๆ ที่จะตามมาแล้ว สิ่งที่คุณหมอรังสิมาเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ การร้อยไหม โดยเฉพาะไหมทองคำ อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการรักษาพยาบาลอื่นๆ ได้ด้วย
"หากต้องมีการเอ็กซเรย์บริเวณใบหน้า เพราะเจ็บป่วยอะไร ก็จะเห็นแค่เส้นไหมทองคำ ทำให้การตรวจวินิจฉัยการเจ็บป่วยทำได้ยาก และหากต้องเข้าเครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอ(MRI) จะไม่สามารถทำได้ เพราะตัวเส้นทองจะร้อน และสั่นสะเทือน อาจทำให้ผิวบริเวณที่ร้อยไหมเกิดการไหม้ และมีโอกาสที่ใบหน้าจะผิดรูปได้"
ถามว่าเมื่อเกิดปัญหาจากการเข้ารับบริการทางการแพทย์ต่างๆ แล้ว ผู้ป่วยสามารถฟ้องร้องได้หรือไม่ ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีกรณีฟ้องร้อง แต่ก็สามารถฟ้องร้องได้ หากเกิดจากความผิดพลาดของแพทย์จริงๆ
"แพทย์ทุกคนคงไม่มีใครอยากให้คนไข้ไม่สวยนะคะ การฉีดก็ควรจะต้องฉีดกับแพทย์ และแพทย์ก็จะต้องรับผิดชอบ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา จะได้แก้ทัน เพราะฉะนั้นอย่าไปฉีด ไปทำ โดยคนที่ไม่ใช่แพทย์"
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมยอมรับว่า เรื่องความสวยความงามจะห้ามกันก็คงเป็นเรื่องลำบาก เพราะฉะนั้นเราจึงยังคงเห็นนวัตกรรมความงามแบบ "สวยสั่งได้" โฆษณาขายสินค้ากันแบบไม่หยุดหย่อน ทั้งโบท็อกซ์, ฟิลเลอร์, คอลลาเจน, กลูต้าไธโอน, โกรท แฟคเตอร์, ร้อยไหม, สเต็มเซลล์ ฯลฯ
"ใครๆ ก็อยากดูดี การฉีดฟิลเลอร์ ฉีดกลูต้า หรือว่าร้อยไหม ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้คนดูดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เขาเรียกว่าไม่ต้องผ่านการผ่าตัด ก็สามารถจะปรับรูปหน้าได้ แต่ปัญหาก็คือ ผลข้างเคียงบางอย่างมันร้ายแรง แน่นอนมันเป็นผลที่เจอไม่บ่อย แต่ถ้าเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วเนี่ย มันก็ลำบากทั้งกับคนไข้และคุณหมอ เพราะฉะนั้นก่อนรับบริการ ประชาชนต้องศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง และถ้าเกิดอะไรขึ้น ต้องปรึกษาแพทย์ทันที" รศ.พญ.รังสิมา สรุป
ที่สุดแล้ว "สวยสั่งได้" ก็เป็นแค่ "โฆษณาชวนเชื่อ" ที่คอยดึงความมั่นใจออกไปจากชีวิตมนุษย์ จนทำให้เชื่อกันว่า ถ้าไม่ทำก็จะไม่สวย แต่ถ้าทำแล้ว "ซวย" ใครจะรับผิดชอบชีวิตเราได้ นอกจากตัวเราเอง







