ก็แค่...กระดาษแผ่นเดียว

ก็แค่...กระดาษแผ่นเดียว

ความสำเร็จของชีวิต หาใช่ใบปริญญาเพียงแผ่นเดียว ยังมีหนทางอื่นๆ ในการแสวงหาความรู้ และการค้นหาความหมายบางอย่างในชีวิต

ภาพความสำเร็จของบุคคลสำคัญระดับประเทศหลายคน (แม้แต่ระดับโลกก็ด้วย) กระพือความคลางแคลงใจที่ว่า ความสำเร็จไม่ได้เริ่มต้นจากการศึกษาเพียงอย่างเดียว ดังที่คนส่วนหนึ่งยังเชื่อกันอยู่

การศึกษายิ่งกว่าแฟชั่น!

ตัน ภาสกรนที หรือ ตัน อิชิตัน เจ้าสัวแห่งวงการชาเขียวเมืองไทย อดีตเด็กรับจ้างแบกของที่จังหวัดชลบุรี พัฒนาสู่เจ้าของธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและเครื่องดื่มชาเขียวที่มีมูลค่ากว่าร้อยล้าน

ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ เจ้าของอาณาจักรแห่งความสุข สวนสยาม นักธุรกิจรุ่นใหญ่ผู้บุกเบิกธุรกิจการพัฒนาที่ดินนาม ช.อมรพันธุ์ ผู้สรรค์สร้างอาณาจักรสวนสนุกที่ได้มาตรฐานแห่งที่สองของไทยนาม สวนสยาม สวนสนุกที่เชิดหน้าชูตาอันดับหนึ่งของประเทศไทย และยังระบือไกลไปยังนานาประเทศ โดยแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมมากกว่าสองล้านคน

อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ หรือ ต๊อบ เถ้าแก่น้อย ผู้ก่อตั้ง บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้วยวัยเพียง 19 ปี ซึ่งธุรกิจสาหร่ายของเขามียอดจำหน่ายกว่า 1,500 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2553

ธนินท์ เจียรวนนท์ หรือที่เรียกขานกันว่า เจ้าสัวซีพี ผู้กุมบังเหียนใหญ่เครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัทที่มีมูลค่าการตลาดมหาศาล และเจ้าสัวซีพียังถูกจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยอีกด้วย

รายชื่อคนดังที่ได้กล่าวไปนั้น น้อยคนนักที่จะไม่เคยได้ยินหรือผ่านตาบ้าง เพราะทุกคนล้วนเป็นฟันเฟืองหลักของแวดวงที่ตนยืนอยู่ แต่สิ่งที่น่าสังเกตไปกว่ามูลค่าธุรกิจของพวกเขาคือ พวกเขาเรียนไม่จบ ไม่มีใบปริญญาติดฝาผนังบ้าน...

เมื่อภาพความสำเร็จโดดเด่นอยู่ตรงหน้า โจทย์ใหญ่ที่ใครต่อมิใคร (โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่) มีต่อคนพวกนี้ คือ พวกเขาประสบความสำเร็จได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้จบการศึกษาสูง บางคนพาลคิดไปแล้วว่า ไม่ต้องเรียนก็ประสบความสำเร็จได้ จึงนอนงอมืองอเท้า รอความสำเร็จวิ่งชนอย่างฟลุ๊คๆ

แต่ที่น่าเสียดายที่สุดคือ คนที่ปรารถนาจะประสบความสำเร็จตาม 'ไอดอล' มักไม่มองระหว่างทาง เพราะเห็นปลายทางงดงามและชัดเจนยิ่งกว่า ความสำเร็จ, การศึกษา และวิธีการจึงทับซ้อนกันวุ่นวาย หาปมคลายไม่ถูก

"ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราอย่าไปยึดรูปแบบการใช้ชีวิตของคนอื่น ให้เราออกแบบชีวิตของเราเอง ตามปัจจัยตามเหตุต่างๆ ที่เรามี ไม่อยากให้ไปกังวลกับเกรด เพราะมันไม่ใช่คำตอบ การได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งอันดับสอง มันไม่ได้ช่วยอะไรในชีวิตการทำงานสักเท่าไร" ขิม - มนิสร์พรรษ์ ไชยะเดชะ พิธีกรรายการสองข้างทาง กล่าวไว้

การศึกษาในห้องเรียน ก็นับเป็นการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง เหมือนการเรียนรู้รูปแบบอื่นๆ เช่น การเดินทาง ท่องเที่ยว เพียงรูปลักษณ์ของการศึกษาในห้อง ยังมีกรอบของขนบครอบไว้อยู่ กระทั่งหลายคนมองว่าไม่เท่ ไม่ขบถ หรือมันเป็นแฟชั่นที่มีมานานแล้ว พิธีกรสาวจึงตั้งข้อสังเกต

"การเรียนจบปริญญาตรี มันเป็นแฟชั่นหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าการศึกษาไม่สำคัญ แต่การศึกษานอกห้องเรียนทำให้เรารู้จักตัวเอง มันสำคัญมากๆ มันไม่เกี่ยวนะว่า เราจบอะไรมา เราต้องเดินทางตามนั้น เช่น อยากเที่ยวเราก็ลองทำดู แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความรับผิดชอบนะ อย่าไปตีกรอบตัวเอง"

การเรียนคือการลงทุน (และถอนทุน)

จากนโยบายเชิงประชานิยมของรัฐบาล ปัจจุบันที่มอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ศึกษาจบระดับอุดมศึกษา โดยตั้งฐานเงินเดือนเริ่มต้นไว้ที่ 15,000 บาท ทำเอาหลายบริษัทหลายหน่วยงาน ต้องปรับตัวขนานใหญ่ บางองค์กรรับไม่ไหว ทั้งค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท กอปรกับเงินเดือนบัณฑิตจบใหม่ 15,000 บาท ต้องปิดตัว เจ๊งกันระนาว!

แต่อีกมุมนี่คือโอกาสสร้างรายได้จากใบปริญญาบัตรเพียงหนึ่งใบ ที่นักศึกษาตลอดจนผู้ปกครองจ้องกันตาเป็นมันว่า เมื่อไรลูกหลานจะเรียนจบ รับเงินเดือนเนื้อๆ เน้นๆ คล้ายว่า การศึกษาคือการลงทุน

ทว่าอันที่จริง (หรือไม่จริง) บทบาทของปัญญาชน อันพึงกระทำ อาจไม่ใช่ร่ำเรียนเพื่อหวัง 'ถอนทุน' ในอนาคต แต่น่าจะเป็นการนำวิชาความรู้มาพัฒนาสังคมส่วนต่างๆ หรือเปล่า...?

จิตรา คชเดช นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย เป็นหนึ่งคนที่ไม่จบปริญญาตรี แต่ใช้สติปัญญาและความสามารถหาเลี้ยงตน ทั้งยังเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก เล่าให้ฟังว่า แม้ตนจะไม่จบปริญญา แต่ก็ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์คนที่เรียนจบ เพราะนั่นคือความภาคภูมิใจที่สังคมตีกรอบไว้ ไม่ใช่เรื่องผิด

"เห็นหลายคนที่เรียนจบปริญญา ก็ภาคภูมิใจไปกับเขาด้วย เพราะสังคมไทยไม่ได้เป็นสังคมที่เปิดกว้างที่จะให้ทุกคนได้มีโอกาสได้เรียนหนังสืออย่างเท่าเทียม...

เราจะสังเกตได้ว่าบางคนอยากเรียน อยากจบการศึกษา แต่ว่าเขาก็ไม่มีโอกาส เพราะฉะนั้นคนที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย ถือว่าคุณมีโอกาสแล้ว ขั้นต่อไปคือ คุณจะทำอย่างไรให้ตัวเองเรียนจบออกไป และใช้อะไรคืนแก่สังคมบ้าง อย่าคิดนะคะว่าการได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เป็นเพราะพ่อแม่ฉันส่งอย่างเดียว มันไม่จริงค่ะ เพราะแม้ว่าคุณจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยเขาก็ได้รับเงินจากรัฐบาล ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน"

โจทย์ของจิตรา คือ บัณฑิตทั้งหลายจะตอบแทนสังคมได้อย่างไร? ซึ่งเธอก็บอกว่ามีหลายรูปแบบ ไม่ต้องสุดโต่งชนิดทำงานโดยไม่รับเงิน หรือเป็นสาธารณกุศล

"เมื่อเราออกไปทำงาน มันก็จะมีการทำงานหลายรูปแบบ ถ้าได้เป็นผู้บริหารระดับสูงหรือไม่ก็เป็นเจ้าของกิจการ ก็อย่าลืมคิดว่าเราจะตอบแทนสังคมอย่างไร ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้าของกิจการ แล้วเราจะทำอะไรก็ได้ เมื่อเป็นผู้บริหารเราก็ต้องเรียนรู้การจัดการบริหารบุคคล คุณจะต้องควบคุมการจัดการนะคะ ให้คนงานสร้างผลผลิตให้ได้มากที่สุด"

แต่ในโลกที่ภิวัฒน์อย่างฉาบฉวย กระบวนคิดของผู้มีการศึกษาส่วนหนึ่งมองเพียงว่า ตนจะดีจะเด่นได้อย่างไร จะนำหน้าคนอื่นๆ ได้อย่างไร เมื่อมองตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลเช่นนี้ คุณค่าแท้จริงของการศึกษา จึงไม่เกิด

"จะเห็นว่ามีคนเรียนจบปริญญาที่เข้าไปทำงานจะนึกถึงแต่การแข่งขัน เพื่อให้ตัวเราได้รับผลประโยชน์มากที่สุดอย่างเดียว...

ทุกคนออกไปก็คงจะนึกคิดว่า ตัวเองจะทำงานอะไร ถ้าเรียนจบแล้วไม่ได้ทำงาน เราก็คงไม่เห็นคุณค่า และไม่ได้นึกถึงสิ่งที่เราเรียนมา คนเราจะมีค่าและมีความหมาย ก็เพราะเรามีงานทำ แต่เมื่อไรที่เราไม่มีงานทำ เป็นคนว่างเปล่า เราก็จะไม่มีคุณค่าและความหมายอะไร การเรียนมา ก็ไม่เกิดการพัฒนา และไม่ได้นำไปสู่การเรียนรู้อะไร" จิตรากล่าว

สุดแท้แต่ทางเดิน

จากกรณีข่าวมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ถูกตั้งข้อกล่าวหาฐานฉ้อโกงประชาชน และทำผิดคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน มอบปริญญาบัตรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งกรณีดังกล่าวมีคนดังในแวดวงต่างๆ มากมาย และประชาชนอีกไม่น้อยที่เข้ารับปริญญาบัตร ว่ากันว่าต้องแลกมาด้วยเงินทองมากพอตัว

คดีความดังกล่าวบอกอะไรเราบ้าง...? หน้าตาในสังคมสำคัญมากเสียจนต้องซื้อการศึกษาชั้นสูงกันแล้วหรือ เมื่อย้อนไปยังสิ่งที่จิตราได้บอกไว้ ปัญญาชนควรเกิดจากการศึกษาดี เพื่อไปสร้างสังคมดี...มิใช่หรือ

ซึ่งแน่นอนว่ามีคำที่เกี่ยวพันกับเรื่องเหล่านี้อยู่ประมาณสี่คำ ได้แก่ คนหนุ่มสาว, ปริญญา, ความฝัน และสังคม ซึ่ง อธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร way ได้อธิบายว่า หากจะหานิยามของคำว่า 'คนหนุ่มสาว' ย่อมชวนให้นึกถึงความเร่าร้อน

"เรื่องของความเร่าร้อนเป็นฮอร์โมนของคนหนุ่มสาว ผมอยากจะให้เขาใช้ความเร่าร้อนนี้ แสวงหาสิ่งที่เรียกว่าความรู้ควบคู่ไปด้วย ความรู้ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าความรู้ในห้องเรียนอย่างเดียว"

ถัดมาที่คำว่า 'ปริญญา' บรรณาธิการนิตยสาร way บอกว่า...

"เราคงไม่ได้มีความมุ่งมั่นปรารถนาเพื่อกระดาษแผ่นเดียว มันมีคำๆ หนึ่งที่อยู่คู่กับคำว่าปริญญาคือ คำว่าบัณทิต คือผู้มีความรู้หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้ที่มีความกระหายที่จะมีความรู้ ดังนั้นไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะให้กระดาษแผ่นเดียวหรือสองใบหรือหลายๆ ใบ ถ้าสิ่งที่พวกท่านได้มา ไม่ใช่ความรู้เป็นเรื่องของพวกท่านที่จะต้องขวนขวายสิ่งดังกล่าวด้วยตนเอง"

ถัดมาคือคำยอดฮิตของคนหนุ่มสาวไฟแรง นั่นคือ 'ความฝัน' อธิคมเตือนว่า...

"ผมเข้าใจเจตนาของคนหนุ่มสาวดีนะครับว่า แต่ละคนก็มีก้อนๆ หนึ่งที่ตั้งชื่อมันว่า ความฝัน และทุกคนต่างก็เพียรพยายามที่จะไปถึงสิ่งที่ตัวเองคิดและฝัน แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัว ผมจะเตือนบรรดาท่านที่เป็นคนหนุ่มสาว เวลาที่ฝันแล้วจงอย่าทำความฝันนั้นเป็นภาระ เมื่อใดก็ตามที่ท่านรู้สึกว่าความฝันของท่านเป็นภาระที่ท่านต้องไปแบกไปหาม ทำให้เกิดความทุกข์ร้อน ยากลำบาก ก็ให้กรุณาทบทวน

และสิ่งที่ผมจะเน้นย้ำก็คือ อย่าทำให้ความฝันนั้นผิวบาง อย่าเปราะบาง โดนแรงเสียดสีหน่อย ก็อย่าไปรำพึงรำพันในเฟซบุ๊ค ให้แข็งแรงเข้าไว้"

มาถึงคำสุดท้าย 'สังคม' อธิคมเชื่อว่าคนที่เข้ามาศึกษา ส่วนมากอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อสังคม หลายคนหาคำตอบแก่ตัวเองว่านอกจากเดินเหินบนเปลือกโลกใบนี้ ข้าพเจ้ามีหน้าที่อะไร ดังที่คนรุ่นใหม่หลายคนตั้งคำถามนี้ทั้งในใจและนอกใจ

แต่บรรณาธิการนิตยสาร way ก็เตือนอีกว่า อย่าได้เที่ยวไปคิดว่า ตัวท่านมีหน้าที่ไปแบกหามสังคม เพราะมันจะนำมาซึ่งความทุกข์ ซึ่งเราจะเห็นว่า ผู้คนต่างอ้างตนว่า ทำเพื่อสังคมทั้งสิ้น เรื่องที่น่าเป็นห่วงก็คือการทะเลาะกันของคนดีๆ...

"อยากจะฝากข้อคิดในวันนี้ นอกจากคำสี่คำนั้นแล้ว เพราะผมเป็นหนึ่งในผลผลิตการศึกษาไทยที่ค่อนข้างจะล้มเหลว ผมเรียนปริญญาตรีเจ็ดปีนะครับ ผมได้ F วิชาสังคมและวรรณกรรม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในอาชีพของผม มีอยู่ปีหนึ่งที่ได้ไปกล่าวอะไรทำนองนี้ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมใช้คำชุดหนึ่งที่ท่านอาจารย์ระพี สาคริก พูดไว้...

จงหาอะไรก็ได้ที่ชอบ ทำให้ประณีต แก่นของเรื่องที่ทำ และจะไปเชื่อมโยงกับเรื่องทั้งหมดเอง จะเห็นนะครับว่าอาจารย์ระพีใช้คำพูดที่ง่ายมาก ภายใต้ถ้อยคำที่เรียบง่ายของอาจารย์ระพี ก็เป็นโจทย์ที่ถามต่ออีกว่าเป็นคำถามคลาสสิกว่า แล้วเราชอบอะไร ซึ่งก็เป็นคำถามคลาสสิกต่อไป เพราะว่าเห็นนักศึกษาปริญญาตรีจำนวนมากที่ต้องไปดิ้นรนและเรียนต่อปริญญาโทเพื่อหาว่าข้าพเจ้าชอบอะไร"

ภาพการทำงานแบบสายพานคือ ภาพคุ้นตาในระบบทุนนิยม เพราะการทำงานแบบนี้ที่กดให้แต่ละคนทำแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงไม่รู้ว่าอะไรก่อน อะไรหลัง พ้นจากเราไปแล้ว มีอะไรต่อมิอะไรอีกบ้าง การจับจดอยู่แต่กับสายพานจึงไม่ใช่การค้นหาคำตอบชีวิตที่ดีเลย

ไม่ว่าโจทย์ในใจของหลายคนจะได้คำตอบแล้วหรือยัง แต่สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบให้ยุ่งยากคือทั้งในและนอกระบบการศึกษา หน้าที่หลักของคน (พลเมือง) คือทำเพื่อสังคมให้ได้มากกว่าเดินย่ำเปลือกโลกไปวันๆ ดังอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ซึ่ง วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ รองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ยกตัวอย่างไว้...

"ผมขออนุญาตเล่าถึงศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเกษตรนะครับ ศิษย์เก่าคนนี้ท่านเสียชีวิตไปแล้วเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผมก็มีโอกาสได้รู้จักท่าน ตอนนี้ถ้าท่านยังอยู่ก็คงจะเพิ่งเกษียณอายุราชการไป แต่ยี่สิบสามสิบปีที่แล้วท่านยิงตัวตายที่ห้วยขาแข้ง คือคุณสืบ นาคะเสถียร อยากจะเล่าครับว่าผมก็สนิทกับแก เพราะตอนนั้นทำงานนักข่าวและนักเขียนสารคดี คุณสืบยอมทำงานเสี่ยงด้วยตนเองแม้จะมีน้องร่วมทีมมากมาย แต่แกจะเป็นคนทำเอง แกพูดตลอดเวลาว่าผมไม่เคยทำอะไรที่ผิดปกติจากคนอื่น ผมไม่ได้ทำอะไรมาก ผมเพียงแต่ทำหน้าที่ของผมจากที่ได้รับมอบหมายมาเท่านั้น เป็นสิ่งที่คุณสืบบอกผม

ผมคิดว่าถ้าเราเพียงแต่ทำหน้าที่ของตัวเอง สังคมจะน่าอยู่มาก"