คิดจะเริ่มทำธุรกิจเป็นของตัวเองสักอย่าง หลายคนอาจตั้งต้นจากความถนัดหรือความชอบส่วนตัว แต่ไม่ใช่กับ “ก้อง-ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์” ที่ตัดสินใจเปิดร้าน “KIKI BEAUTY SPACE” เพราะพี่สาวเป็นคนชอบทำเล็บ เอ่ยปากแนะนำน้องชายให้ลองหยิบจับธุรกิจซาลอน เพราะในเวลานั้นสยามสแควร์ซอย 3 ยังไม่มีร้านทำผมภายใต้คอนเซปต์เดียวกัน และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีร้านไหนที่มีคอนเซปต์ครบวงจร One stop service ใกล้เคียงกับ “KIKI BEAUTY SPACE” ด้วยซ้ำไป
“ก้องภพ” เลือกเปิดซาลอนลักชัวรีในช่วงเวลาที่วิกฤติโรคระบาดใหญ่กำลังเริ่มต้น ปี 2563 “KIKI BEAUTY SPACE” จึงต้องปรับตัวขนานใหญ่ เอาตัวเองไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์หลายรูปแบบ ขายสินค้าบนอีคอมเมิร์ซ ให้บริการคำปรึกษากับลูกค้าผ่าน LINE Official Account
แม้ปัจจุบัน “KIKI BEAUTY SPACE” จะมีเพียง 2 สาขา แต่ทำเงินให้ บริษัท นับเงินไม่ทัน จำกัด ไปแล้ว 110 ล้านบาท พร้อมกับบิ๊กดีลขยายไปยังนครเวียงจันทร์ ประเทศลาว ในรูปแบบแฟรนไชส์ซึ่งจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการช่วงต้นปี 2569
เจ้าของร้าน “KIKI BEAUTY SPACE” บอกว่า ร้านวางตัวเองเป็น Luxury Beauty Destination ตั้งแต่วันแรก ไม่เคยอัดโปรโมชัน ไม่เคยทำส่วนลดราคาพิเศษ เทียบกับคู่แข่งในตลาดแล้วราคาค่าบริการที่นี่ถือว่าค่อนข้างสูงระดับพรีเมียม ทำสีผมต่อครั้งเฉลี่ยหลักหมื่นบาท ต่อผมเริ่มต้น 25,000 บาท ไปจนถึงหลักแสนบาทก็มี แต่ “KIKI BEAUTY SPACE” ก็ยังเติบโตในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจถดถอย โดย “ก้องภพ” บอกว่า ปีหน้าตั้งเป้าเติบโตจากปีก่อนหน้าไว้ 200%
แพงแต่ลูกค้ายอมจ่าย โตได้เพราะใช้เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ตั้งแต่วันแรก
ภาพรวมของ “KIKI BEAUTY SPACE” ตอนนี้มีคอนเซปต์ 2 แบบ 2 สาขา สาขาแรกอยู่ที่สยามสแควร์ซอย 3 เป็นแฟลกชิปสโตร์บนตึกแถว 2 คูหา 4 ชั้น บนพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร วางตัวเองเป็น One stop service ทำได้ตั้งแต่ผม เล็บ คิ้ว ขนตา แว็กซ์ และแต่งหน้า ส่วนสาขาเมกะบางนามีบริการทำผมเพียงอย่างเดียว
นับจนถึงตอนนี้ “KIKI BEAUTY SPACE” มีอายุครบ 5 ปีแล้ว โดย “บิ๊กมูฟ” ที่เพิ่งเกิดขึ้น คือการปิดดีลแฟรนไชส์ที่ประเทศลาว มีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนมีนาคม 2569 “ก้องภพ” บอกว่า ยังไม่มีแผนขยายสาขาในไทยเร็วๆ นี้ เนื่องจากข้อกังวลเรื่องการควบคุมคุณภาพให้เหมือนกันทุกแห่งซึ่งเป็นสิ่งที่ร้านให้ความสำคัญมากที่สุด
จุดยืนของร้านพรีเมียมมีเรื่องความพึงพอใจของลูกค้าเป็นที่ตั้ง มาตรฐานต้องเหมือนกัน กระบวนการทุกอย่างต้องเหมือนกัน ในประเทศจึงยังไม่มีแผนขยายสาขา แต่จะเพิ่มสัดส่วนโปรดักต์อื่นๆ เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น
ย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรก “ก้องภพ” บอกว่า “KIKI BEAUTY SPACE” ไม่ได้มาจากความชอบหรือความเชี่ยวชาญ แต่ใช้ “Business Analytics” เป็นตัวชี้วัด เพราะเห็นช่องว่างที่พอจะแทรกตัวเข้าไปในตลาดได้ จึงเริ่มขยับขยายจากบริการเดิมที่มีเพียงทำผมและทำเล็บ พลิกแพลงให้เข้ากับโอกาสและความต้องการของกลุ่มลูกค้าจนมีบริการต่อขนตาเพิ่มเข้ามา จะพูดว่า เป็นการ “Learning by Doing” ก็คงไม่ผิดนัก ผนวกกับใช้รีเสิชช่วยวิเคราะห์เพิ่มเติม เพราะธุรกิจซาลอนลักชัวรีลงทุนสูง ต้องมั่นใจจึงค่อยลงมือทำ
สำหรับราคาการบริการของ “KIKI BEAUTY SPACE” ตัดผมผู้ชายเริ่มต้นที่ 1,100 บาท ตัดผมผู้หญิงรวมออกแบบและเซตผม 1,900 บาท บริการแต่งหน้าเริ่มต้น 3,000 บาท สปามือและเท้าเริ่มต้น 2,400 บาท ทำสีผมเริ่มต้น 5,000 บาท ไปจนถึงหลักหมื่นบาทหากต้องมีขั้นตอนการฟอกหรือทำไฮไลต์ และบริการต่อผมซึ่งเป็นบริการที่ได้รับความนิยมของร้าน เริ่มต้นที่ 25,000 บาท ไปจนถึงหลักแสนบาท
แม้ราคาจะสูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งเจ้าอื่นๆ แต่ “ก้องภพ” อธิบายว่า จุดยืนความพรีเมียมลักชัวรีไม่ได้ชี้วัดจากราคา และที่ร้านก็ไม่เคยมีความพยายามทำราคาสูงเพื่อดันตัวเองไปอยู่จุดนั้น หากแต่ราคาที่เห็นถูกคำนวณจากต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ร้านซาลอนไม่ได้มีเพียงต้นทุนจากอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนค่าแรงช่างที่มีประสบการณ์และได้มาตรฐาน ทำเลที่อยู่ในจุด “Prime Location” รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นการซื้อแบบเหมาแกลอน แต่ต้องเลือกให้ตอบโจทย์แบบ “Personalized” กับลูกค้าแต่ละคน
“เราต้องการอุด Pain Point ของลูกค้า โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ออกจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง รถติดไปแล้ว 1 ชั่วโมง จึงเป็นคอนเซปต์ One stop service เรามีหลายแผนกแต่เราให้ความสำคัญทุกๆ แผนก อย่างเช่น บริการต่อผมก็ต้องเป็นการต่อผมที่ดีที่สุด ได้เทคนิคต่อผมแบบถักเปียเกาหลีมาจากประเทศเกาหลี ไม่ใช้ความร้อน ไม่ใช้กาว เบาสบายไม่ทำร้ายผม ใช้เทคนิคการถักเข้าไปในผม เพราะบางครั้งไปถอดผมออกก็จะถูกตัดผมจริงไปด้วย แต่การต่อผมที่ร้านเราเลี้ยงผมจริงไปด้วยได้”
เศรษฐกิจไทยแย่ลง แต่ “KIKI BEAUTY SPACE” จะโตอีก 200%
“KIKI BEAUTY SPACE” ไม่ได้มีแค่บริการฝั่งเซอร์วิส แต่ยังพัฒนาโปรดักต์สินค้า Own brand มาได้ราวๆ 1 ปี วางจำหน่ายที่หน้าร้านทั้งสองสาขา และมีขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เช่นกัน “ก้องภพ” บอกว่า ช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จะมีการปรับโฉมสินค้าใหม่เพื่อให้ราคาจับต้องง่ายมากขึ้น มีแผนนำสินค้าวางจำหน่ายตามร้านค้าปลีกด้วย ตอนนี้สินค้าภายใต้แบรนด์ “KIKI” มีทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย กลุ่มน้ำหอม และกลุ่มเครื่องสำอางภายใต้ไลน์ “KIKI COSMO” ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
“ก้องภพ” อธิบายเพิ่มเติมว่า สินค้า Own brand เน้นเรื่องสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า พร้อมกับเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ไม่ได้วางตัวเองในฐานะคู่แข่งกับเคาน์เตอร์แบรนด์ แง้มว่าตอนนี้มีสินค้าตัวใหม่ที่พัฒนาร่วมกับโรงงานที่เกาหลี เป็นนวัตกรรมใหม่ยังไม่เคยมีในไทยมาก่อน ส่วนบริการแต่งหน้าแม้เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานแต่ได้รับฟีดแบ็กดีเกินคาด เกิดขึ้นจาก “Pain Point” ลูกค้าที่เข้ามาปรับลุคทำผมที่ร้านเพื่อออกงานและต้องจ้างช่างแต่งหน้าไปด้วย จะดีกว่าหรือไม่ถ้า “KIKI BEAUTY SPACE” มีบริการแต่งหน้าครบจบลูปให้ลูกค้าได้เลย
อย่างไรก็ตาม แม้จะดูมีความเคลื่อนไหวหลายๆ อย่าง รวมถึงกลุ่มลูกค้าหลักๆ ก็เป็นกลุ่มตลาดบน-ไม่อ่อนไหวกับสภาวะเศรษฐกิจ แต่ “ก้องภพ” ก็ยอมรับว่า การแข่งขันในตลาดตอนนี้ท้าทายมาก โดยเฉพาะระยะ 2 ปีหลังมานี้ พอเศรษฐกิจแย่ลง การจับจ่ายของผู้บริโภคก็ลดตาม ทำให้ธุรกิจเติบโตท่ามกลางสภาวะเช่นนี้เป็นเรื่องท้าทายมาก การอัดโปรโมชันก็ไม่ใช่ทางออก เพราะที่ร้านไม่เคยทำโปรโมชันหรือมีส่วนลด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าเก่ามากถึง 50%
จุดนี้สะท้อนว่า ลูกค้ายังเชื่อมั่นในแบรนด์ แม้ราคาสูงแต่ “KIKI BEAUTY SPACE” โปร่งใสและจริงใจกับลูกค้าตั้งแต่วันแรก ให้ลูกค้าเห็นราคาค่าบริการตั้งแต่เริ่มต้น ไม่จั่วหัวราคาถูกเพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน มองว่า ตรงนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ทำให้ลูกค้ายังเลือกที่นี่ บางคนต่อผมที่ร้าน 50,000-60,000 บาทต่อครั้ง แต่ก็ยอมจ่ายทั้งที่แพงกว่าร้านอื่นสิบเท่า “ก้องภพ” บอกว่า ลูกค้าที่ร้านให้น้ำหนักกับคุณภาพมากกว่าราคาด้วยซ้ำไป การจัดการระบบหลังบ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
“สัญญาณกำลังซื้ออ่อนลงก็มีให้เห็น แต่อาจจะเป็นเรื่องของเทรนด์ด้วย ตอนเปิดร้านแรกๆ เราน่าจะเป็นคนเซตเทรนด์การทำสี Inner Colour หลังจากนั้นก็ไวรัล ถัดจากนั้นคือไฮไลต์เส้นละเอียด และมีการปรับลุคใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ แต่เทรนด์ 2 ปีที่ผ่านมากลับไปที่สีผมธรรมชาติ ฟอกสีผมน้อยลง ด้วยเทรนด์ที่เปลี่ยนไปก็ทำให้การจับจ่ายเปลี่ยนไปตามเทรนด์เช่นกัน ต้นทุนในการดูแลรักษาทำสีธรรมชาติกับการฟอกผมไม่เท่ากันอยู่แล้ว”
เจ้าของร้าน “KIKI BEAUTY SPACE” มองว่า เศรษฐกิจปี 2569 น่าจะแย่ลงกว่าเดิม แต่ส่วนตัวยังตั้งเป้าโตไว้ค่อนข้างสูง อยากโตขึ้นอย่างน้อยๆ 200% ที่ตั้งสูงแบบนี้เพราะมองเห็นความเป็นไปได้ โปรดักต์ไลน์ใหม่มีศักยภาพที่จะพาธุรกิจไปถึงจุดนั้น ปีนี้ปีเดียวยอดขายแชมพูในแพลตฟอร์มออนไลน์ทะลุหลักล้านบาทต่อเดือน โตขึ้นกว่า 300-400% ภายในพริบตา ด้วยการปรับวิธีการเล่าและการสื่อสารในรูปแบบใหม่ๆ เชื่อว่า ถ้าหันไปโฟกัสจริงๆ มีแนวทางที่ชัดเจนก็น่าจะไปถึงเป้าได้ไม่ยาก
รายได้โตทะลุร้อยล้าน ต่างชาติสนใจซื้อแฟรนไชส์อีกหลายแห่ง
นอกจากโปรดักต์ไลน์ที่จะเข้ามาเสริมทัพการเติบโตปีนี้ การขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศก็เป็นโอกาสสำคัญของ “KIKI BEAUTY SPACE” ก้องภพเล่าว่า เจ้าของแฟรนไชส์ในประเทศลาวเริ่มจากการเป็นลูกค้าที่ร้าน มาประเทศไทยทุกครั้งต้องมาใช้บริการ หลายครั้งเข้าก็เกิดความรู้สึกอยากมีร้านแบบนี้ที่ประเทศตัวเองบ้าง ปัจจุบัน “KIKI BEAUTY SPACE” มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติราว 25% มีทั้งลูกค้าประจำรวมถึงลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาหา
“สิงคโปร์” และ “ฮ่องกง” คือต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการมากที่สุด ฝั่งสหรัฐ ยุโรป และอังกฤษก็พอมีบ้าง ส่วนสาขาเมกะบางนาจะมีชาวจีนเป็นกลุ่มหลัก โดยส่วนใหญ่ลูกค้าต่างชาติรู้จักร้านจากสื่อโซเชียลมีเดีย รวมถึงได้รับการแนะนำบอกต่อปากต่อปากจากเพื่อนชาวไทย
ด้านรายได้ปี 2568 คาดว่า จะจบปีที่ “110 ล้านบาท” จากปีก่อนหน้าที่มีรายได้ราว 80 ล้านบาท ตอนนี้มีต่างชาติเข้ามาติดต่อสอบถามซื้อแฟรนไชส์เพิ่มเติมอีกหลายประเทศ ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาพูดคุยทั้งหมด การไปต่างประเทศจะมีทั้งเซอร์วิสและโปรดักต์ไปพร้อมๆ กัน แต่จะไปที่ไหนต้องอิงไปกับงานวิจัยการตลาดที่แน่ชัด ไม่ได้อยากขายแล้วปิดจบ ต้องช่วยพาร์ทเนอร์วิเคราะห์ตลาดไปด้วย





