'วันสุนทรภู่' อย่าเพียงประกวดคำขวัญประชันกลอน!

'วันสุนทรภู่' อย่าเพียงประกวดคำขวัญประชันกลอน!

บางทีคนไทยอาจต้อง 'รื้อ' ความคิดชุดเดิมทิ้ง แล้ว 'เริ่ม' ความคิดชุดใหม่เกี่ยวกับคุณงามความสามารถของกวีเอกที่แม้แต่ 'โลก' ก็ยอมรับบ้าง

แทบเป็นภาพจำไปแล้วสำหรับคนไทยที่ได้รับการศึกษาภายในประเทศ เมื่อถึงวันที่ 26 มิถุนายน ประดุจฤดูกาลแข่งขันแต่งกาพย์กลอนก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยโอกาสอันกำหนดว่าเป็น 'วันสุนทรภู่' ซึ่งหากกล่าวตามชื่อนามความสามารถแล้ว สุนทรภู่คือกวีเอกของโลกเลยทีเดียว

ทว่านอกจากป้ายนิทรรศการซ้ำซาก และการแข่งขันความสามารถด้านทักษะภาษาไทยในสถาบันการศึกษาแล้ว แทบจะไม่มีใครใส่ใจ (หรือแม้แต่สนใจ) ว่าอันที่จริงผู้ประพันธ์กาพย์กลอนอันเป็นเอกลักษณ์แห่งชาติไทยผู้นี้ สลักสำคัญอย่างไร แล้วมีอะไรมากมายไปกว่าที่มาของเทศกาลประกวดคำขวัญประชันกลอน

แม้ตามตำราโหราศาสตร์ว่ากันว่าดวงชะตาเกิดของสุนทรภู่ หรือชื่อเดิมว่า 'ภู่' มีอาลักษณ์เป็นขี้เมา จึงเชื่อกันว่าสุนทรภู่เป็นนักดื่มตัวยง สันนิษฐานว่าการดื่มสุราของสุนทรภู่ก็เพื่อสร้างอารมณ์ศิลปินและเพียงสังสรรค์ หากสังเกตจะได้กลิ่นสุราในงานประพันธ์ของท่านอยู่เนืองๆ แต่ใช่ว่าจะเละเทะเพ้อเจ้อไม่ ว่ากันว่าเมื่อใดที่ท่านเริ่มมึนเมากลอนชั้นเลิศจะพรั่งพรูออกจากปากอย่างดุจอสนีบาต

ทว่าในสายตากวีรัตนโกสินทร์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เรื่องเหล้ายาปลาปิ้งถือเป็นเพียงความสนุกปากของผู้ที่เล่าต่อกันมา และเนาวรัตน์ยังตั้งข้อสังเกตว่าหากสุนทรภู่ขี้เมาคงสร้างสรรค์บทกวีชั้นเลิศไม่ได้แน่

"เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่น่าเป็นประเด็นอะไรทั้งสิ้น ถ้าสุนทรภู่ขี้เมาจริงท่านคงแต่งกลอนดีขนาดนี้ไม่ได้ กวีที่ท่านแต่งไม่ใช่น้อยๆ นะ เป็นร้อยเป็นพันบท เพราะฉะนั้นอย่าไปสนใจเรื่องพวกนี้เลย"

ถึงแม้กวีรัตนโกสินทร์จะเอ่ยปากว่าอย่าไปสนใจ แต่เมื่อนึกถึงบทกวีบางบทของสุนทรภู่ นอกจากกลิ่นสุราที่คลุ้งกรุ่น ยังมีอารมณ์รักใคร่สอดแทรก ทั้งยังประสานสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน อันเห็นได้จากที่สุนทรภู่เปรียบเปรยว่า "เมาเหล้าก็เหมือนเมารัก" เมื่อไต่ถามถึงกรณีนี้ เนาวรัตน์ จึงอธิบายอย่างกระชับว่า

"ก็สุนทรภู่ท่านผ่านโรงเหล้า ก็ต้องแต่งกลอนเปรียบเปรยถึงเหล้ายาสิ แต่จะหมายความว่าท่านติดเหล้าก็คงไม่ใช่ แต่ถึงจะเป็นนักดื่มจริงๆ แล้วแต่งกลอนได้มากยอดเยี่ยมขนาดนี้ ผมว่าเราควรไปสนใจเรื่องความสามารถของท่านดีกว่าไหม"

  • สุนทรภู่...ปราชญ์กวี

เมื่อแบ่งแยกตามประเภทงานประพันธ์ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน กวีแต่ละคนแต่ละยุคแต่ละสมัยย่อมถนัดถนี่แตกต่างกันไป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลอนแปด หรือกลอนสุภาพคือบทกวีประเภทหนึ่งที่นิยมมาก อนึ่ง ด้วยหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยเน้นสอนกลอนแปดเป็นสำคัญ ซึ่งพ้องกับความสามารถอันโดดเด่นของสุนทรภู่

"ท่านได้เจียระนัยความไพเราะของถ้อยคำ ภาษามันเปล่งประกาย เพราะว่าถ้าเราอ่านกลอนอื่นๆ มันไม่เด่นชัดเหมือนกับกลอนแปดสุนทรภู่ เพราะกลอนแปดสุนทรภู่ นั้นจัดจังหวะให้มันลงตัว เสียงของอักษร ให้มันสละสลวยไพเราะ ฉะนั้นอ่านกลอนสุนทรภู่จะไพเราะทุกวรรคเลย จนจับได้ว่านี่เป็นกลอนสุนทรภู่" เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าว

"นั่นก็เพราะว่าความไพเราะของภาษาซึ่งยากจะหาพบในบทประพันธ์ประเภทอื่น แต่จะชัดเจนในกลอนแปดของท่านสุนทรภู่ เด่นชัดด้วยจังหวะจะโคนที่ตรงตัวเพราะว่าเสียงของวรรณยุกต์ตัว เอก โท ตรี จัตวา สามัญ ห้าเสียงนี้ มันเป็นเสียงเฉพาะซึ่งยากจะมีในภาษาอื่นๆ เพราะเวลาคนไทยไปพูดที่ไหนเราเองอาจจะไม่เห็นความสำคัญ ต่างชาติเขาฟังที่เป็นนักเพลงทางดนตรีเนี่ย เขาจะฟังด้วยความทึ่ง เพราะมันเป็นเสียงสูงต่ำจังหวะจะโคนตายตัว ไม่มีเหลื่อมไม่มีผันเป็นอย่างอื่นเลย"

เนาวรัตน์เล่าถึงการเดินทางไปที่ประเทศเวียดนามแล้วได้ยินเสียงภาษาที่ลักษณะคล้ายภาษาไทย คือ มีสูงต่ำ มีจังหวะจะโคน แต่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง

"เร็วจนเราฟังแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ว่าของไทยพูดช้าจังหวะจะโคนเสียงของอักษรเหลื่อมล้ำต่ำสูงเนี่ยชัดเจน นี่คือเสียงดนตรีที่ตายตัว ตรงตัวห้าเสียงเท่านั้น นี่คือความไพเราะของภาษา ซึ่งพอมาอยู่ในกลอนสุนทรภู่ คือ แปดคำ แล้วมันชัดเจน อ่านกลอนสุนทรภู่แค่บทเดียวก็รู้เลยว่าเพราะ

...ถึงยามค่ำย่ำฆ้องจะร้องไห้ ร่ำพิไรรัญจวนหวนละห้อย...
เห็นไหมเสียงเดียวกัน
...โอ้ยามดึกดาวเคลื่อนเดือนก็คล้อย...
เห็นไหมเสียงเหลื่อมล้ำขึ้นไป
...น้ำค้างย้อยเย็นฉ่ำชื่นอัมพร...

ฟังแล้วเหมือนกนกที่เปลวมันปลิวไหวตามความเหลื่อมล้ำของจังหวะจะโคน สังเกตให้ดีว่ากลอนแปดของสุนทรภู่ สร้างความไพเราะให้กับภาษาไทย หรือว่าภาษาไทยไพเราะเพราะมาอยู่ในกลอนสุนทรภู่ พูดได้อย่างนั้นเลย นี่เป็นความลึกซึ้งทางภาษาที่สุนทรภู่เสกขึ้นมาได้"

ด้วยความไพเราะของกลอนแปดสุนทรภู่นี่เอง เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปคุณค่าแห่งภาษากลับไม่เลือนหายไป มิหนำซ้ำยังตกทอดสู่คนรุ่นหลัง ทั้งในรูปแบบตำรับตำราที่ร่ำเรียนกันในชั้นเรียนและเป็นผลึกความรู้ซึ่งกวีนำมาต่อยอดจนเติบโตเป็นตัวตนในแต่ละผู้คน...ไม่เว้นกวีรัตนโกสินทร์

"ผมจับจังหวะจะโคนกับสำเนียงของภาษาได้ จากกลอนแปด และได้จากการท่องอาขยานตอนเด็กๆ การท่องพร้อมๆ กันได้สัมผัสถึงความไพเราะอันนี้ได้โดยไม่รู้ตัว เวลาเรามาแต่งหรือมาอ่านก็จะจับความไพเราะ รสของภาษา ฉะนั้นกาพย์ กลอน ไทยถ้าอ่านออกเสียงก็จะสัมผัสได้ถึงความไพเราะอันนี้ แต่ถ้าอ่านจนเป็นอัตโนมัติแล้ว อ่านในใจก็ได้รับรสไพเราะเหมือนกัน ฉะนั้นตอนเด็กๆ ควรจะให้เด็กอ่านออกเสียงเขาจะได้สัมผัสด้วยหูของเขาเอง นี่เป็นพื้นฐานที่ดีที่ให้เราได้สัมผัสรสไพเราะของภาษาไทยจากกาพย์กลอน ผมเองก็ได้จากตรงนี้"

  • กวีภพ...สลบไสล

ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีกวีอยู่มากมาย อีกทั้งยังมีกวีเอกที่โลกยอมรับอย่างสุนทรภู่ แต่น่าประหลาดใจยิ่งนักที่วงการกวีบ้านเรากลับซบเซาเหงาซึม คล้ายว่ามีคนเขียนก็เขียนไป แต่คนอ่านกับคนขายกลับแทบไม่มี

"เงียบเหงาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่แค่กวี วรรณกรรมทั้งหมด หนังสือพิมพ์ด้วย เพราะว่าจอแบนเข้ามาไง โลกไซเบอร์เข้ามาก็เลยเซ่อกันไปหมด มันไม่ได้อ่านหนังสือกันแล้ว ไม่ได้เขียนหนังสือกันแล้ว มันเขี่ยหนังสือ กับดูหนังสือเท่านั้นเอง ผมก็คิดว่าตอนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน งานหนังสือก็ยังดำรงอยู่ มันอาจจะคอดเรียวไปบ้างแต่มันจะเติบโตต่อไปได้" เนาวรัตน์กล่าว

หากพูดในแง่พัฒนาการของกวียุคใหม่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าที่ควรจะเป็นเลย จากทัศนะของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ แรงกดดันอาจช่วยเคี่ยวกรำกระทั่งความสามารถงวดข้นก็เป็นได้

"จะพูดในด้านพัฒนาการ การประกวดก็ทำให้เกิดพัฒนาการขึ้น โดยเฉพาะการประกวดบทกวีที่มีฉันทลักษณ์มันทำให้คนต้องมามีประสบการณ์ในเรื่องนี้มากขึ้น ฉะนั้นการประกวดด้านดีคือ ทำให้เกิดนักกลอนที่มีคุณภาพในเรื่องรูปแบบฉันทลักษณ์มากขึ้น เนื้อหาเป็นไปตามเวทีที่ประกวดมันก็พัฒนาขึ้น"

แต่ที่น่าเสียดายคือพัฒนาการจากเวทีประกวดจะเกิดกับคนกลุ่มเดียว คือเฉพาะพวกที่สนใจการประกวดเท่านั้น ดังนั้นคนที่สนใจบทกวีแต่ไม่มีโอกาสประกวด เนาวรัตน์บอกว่าน่าเสียดายนัก

"แต่อีกแง่หนึ่งการประกวดก่อให้เกิดกิเลสทางวรรณกรรมขึ้นมา เช่น นักเขียนคิดว่าการแจ้งเกิดต้องประกวดเท่านั้น คนอ่านก็ต้องอ่านเฉพาะงานประกวดเท่านั้น ผู้ซื้อก็ต้องซื้อเฉพาะงานประกวดเท่านั้น ผู้พิมพ์ก็จะพิมพ์เพื่อหวังให้ได้รางวัลเท่านั้น จนกระทั่งสถาบันที่คิดว่าจะส่งเสริมวรรณกรรมก็จัดเวทีประกวด เบิ้ลกันด้วยเงินรางวัลเข้าไปเท่านั้น จนเกิดข่าวน้ำเน่าเขาวงกตในวงวรรณกรรมขึ้นมา ซึ่งเป็นผลไม่ดีผลดีก็คือทำให้คุณภาพของงานเขียนเด่น เด่นเหมือนเป็นเกลียวตัวเดียวเท่านั้น มันควรจะมีแวดวงอื่นที่ช่วยพัฒนาแวดวงวรรณกรรมไปในทางกว้าง มากกว่าทางดิ่ง ด้วยการวิจารณ์วรรณกรรม ด้านคอลัมน์ต่างๆ ก็ควรจะเพิ่มการวิจารณ์วรรณกรรมให้มากขึ้น ถึงจะช่วยยกระดับงานวรรณกรรมขึ้นมาได้"

ถึงแม้ว่าปีนี้เวทีประกวดวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างซีไรต์จะเวียนมาถึงประเภทกวีนิพนธ์ ด้วยความหวังของคนในวงการกวีปรารถนาให้รางวัลนี้ช่วยดึงกระแสนิยม หรือสร้างกลุ่มนักอ่านและนายทุนสนใจตีพิมพ์จำหน่ายบทกวีได้บ้าง ด้านหนึ่งอาจเห็นผลดีดั่งกวีเนาวรัตน์บอกว่ารางวัลซีไรต์ยังไม่ถึงกับสร้างกระแสให้กวีนิพนธ์อย่างประจักษ์ตา

"ก็ยังวนๆ อยู่ แต่ผมว่าน่าจะวนเป็นเกลียวขึ้น วนสูงขึ้น ไม่ใช่วนกว้างลูกเดียว นั่นคือวนเวียน วนเป็นเกลียวมันจะสูงขึ้น แต่ที่ไม่ได้คือยังขาดการวิจารณ์ มีแต่การแนะนำ มีแต่การชื่นชม ไม่มีการวิจารณ์ โลกวรรณกรรมทุกวันนี้ขาดนักวิจารณ์จริงๆ ไม่เฉพาะวรรณกรรมหรอก งานศิลปะทั้งหมดขาดการวิจารณ์"

นั่นหมายความว่าวีรบุรุษที่จะเข้ามาช่วยกอบกู้วงการกวีให้คึกคักและพัฒนาได้ ในความคิดของเนาวรัตน์คือนักวิจารณ์ แต่เมื่อมองความจริง นิสัยของคนไทยส่วนมากแต่ดั้งเดิมก็อาจเป็นอุปสรรคทำให้นักวิจารณ์ดีๆ ถือกำเนิดไม่ได้ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเมื่อผู้สร้างสรรค์ผลงานส่วนมากถูกวิจารณ์ในแง่ลบ จากควรจะน้อมรับคำวิจารณ์เพื่อไปพัฒนา กลับมีทีท่าขุ่นเคืองใจ พลอยให้นักวิจารณ์ซึ่งอยากมีที่อยู่ที่ยืนในสังคมก็จำต้องพลิกลิ้นชื่นชม หรืออย่างถึงที่สุดคือแนะนำอย่างขอไปที

"ผมว่ามันขาดพัฒนาการ การวิจารณ์ไม่ใช่ว่ากัน การวิจารณ์มีสูตรของมัน ไม่ใช่สับแหลกฟันเละ มันต้องใช้ภาษาใคร่เพื่อเอาคน ทุกคนที่เขียนหนังสือมีส่วนดี อย่างน้อยก็มีความคิดแล้วจรดปากกาลงไป ฉะนั้นเราต้องมองให้เห็นส่วนดี และมองเห็นส่วนไม่ดีด้วย เปรียบเทียบกัน เราก็ดูเมื่อมีส่วนดีก็ชี้ให้เห็นส่วนด้อยก็ชี้ให้เห็นด้วย ถึงจะเป็นการวิจารณ์ที่ถูกต้อง ทุกวันนี้ไม่มี นักวิจารณ์ก็กลัวคนเขียน ต่างคนต่างก็มีปากกาเหมือนกัน เดี๋ยววิจารณ์ไม่ดี ก็กลัวนักเขียนจะเขียนย้อนกลับ ซึ่งมันไม่ถูกต้องแต่ถ้ามีการวิจารณ์ที่ดีจะช่วยได้มากเลย"

  • มีอะไรใหม่ในวัน"สุนทรภู่"?

อีกสามวันตามโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศจะมีป้ายนิทรรศการและบทกลอนเชิดชูกวีเอกสุนทรภู่ให้เห็นละลานตา

แต่จะดีไหมหากลูกหลานชาวไทยผู้ใช้ภาษาไทยสื่อสาร จะลองดำริตริตรองถึงคุณูปการที่สุนทรภู่ได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานจนเข้าสู่สมัยนี้ ในยุคที่คนไม่เขียนแต่หันมาเขี่ยหนังสือ ยุคที่คนไม่อ่านหนังสือแต่แค่ดูหนังสือ...มองให้สบายใจ ก็ยังมีกวีที่เขียนบทกวีด้วยใจรัก ให้เห็นอยู่หลายคน

และที่สำคัญ"วันสุนทรภู่"น่าจะมีแง่มุมการศึกษา หรือพัฒนาความคิดด้านต่างๆที่มีความแปลกใหม่บ้าง มิใช่เพียงการประกวดคำขวัญหรือประชันกลอนอย่างซ้ำๆซากๆกันทุกปีเท่านั้น

"พูดถึงนักกลอนรุ่นใหม่ๆ ก็มีหลายคนเพิ่มขึ้นนะ ผมเห็นอยู่ก็หลายคนทีเดียว ใช้ได้เลย ไม่สิ้นหวัง ถึงแม้จะมีโลกยุคจอแบนเข้ามา แต่คนก็ยังเขียนงานได้ดีขึ้น ก็น่าชื่นชม"

แต่ถึงกระนั้น... เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวอย่างมีความหวัง