วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

วิตามินซี กินคู่กับอะไรไม่ได้บ้าง เช็ก 5 อาหารเสริมและยาที่ควรระวัง

วิตามินซีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การกินร่วมกับอาหารเสริมและยาบางชนิดอาจส่งผลต่อการดูดซึมและประสิทธิภาพของยา โดยเฉพาะเมื่อกินในปริมาณสูง

KEY POINTS

  • การกินวิตามินซีในปริมาณสูงอาจรบกวนการดูดซึมวิตามินบี 12 และสมดุลของแร่ธาตุทองแดง
  • วิตามินซีเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่มีภาวะเหล็กสะสมเกิน (Hemochromatosis)
  • อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาลดไขมันบางชนิด เช่น ไนอะซิน (วิตามินบี 3) ที่ใช้ร่วมกับยากลุ่มสแตติน
  • ควรระมัดระวังเมื่อกินร่วมกับยาลดกรดที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียม และยาต้านการแข็งตัวของเลือดวาร์ฟาริน

ปัจจุบันการกินวิตามินและอาหารเสริมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบำรุงผิว วิตามินบำรุงสมอง หรือแร่ธาตุต่าง ๆ โดยเฉพาะ “วิตามินซี” ที่ได้รับความนิยม เพราะมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย

หลายคนจึงเลือกกินวิตามินหลายชนิดควบคู่กัน เพื่อหวังให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากที่สุด แต่ความจริงแล้ว การกินวิตามินหลายตัวพร้อมกันอาจไม่ได้ดีต่อสุขภาพเสมอไป เพราะวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดอาจมีปฏิกิริยาต่อกัน ส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร ประสิทธิภาพของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง โดยเฉพาะเมื่อกินในปริมาณสูง

แม้ว่าวิตามินซีจะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และร่างกายสามารถขับส่วนเกินบางส่วนออกทางปัสสาวะได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกินมากเท่าไรก็ปลอดภัย

ข้อมูลจากสำนักงานอาหารเสริม สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Institutes of Health: Office of Dietary Supplements) ระบุว่า ผู้ใหญ่ทั่วไปควรได้รับวิตามินซีประมาณ 75 - 90 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรได้รับเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะการได้รับมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ และปวดท้องได้

นอกจากนี้ วิตามินซียังอาจมีปฏิกิริยากับอาหารเสริมและยาบางชนิด ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่กินวิตามินหลายตัวเป็นประจำ

กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจ 5 อาหารเสริมและยาที่ควรระวังเมื่อกินร่วมกับวิตามินซี พร้อมทำความเข้าใจว่าคู่ไหนอาจส่งผลต่อการดูดซึม หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ เพื่อให้การกินวิตามินเป็นประโยชน์และปลอดภัยมากขึ้น

วิตามินซี กินคู่กับอะไรไม่ได้บ้าง เช็ก 5 อาหารเสริมและยาที่ควรระวัง

1. วิตามินบี 12 อาจส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

วิตามินบี 12 (Vitamin B12) มีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและการทำงานของระบบประสาท หากร่างกายได้รับไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง อ่อนเพลีย หรือมีอาการชาตามมือและเท้าได้

อย่างไรก็ตาม การกินวิตามินซีในปริมาณสูงร่วมกับวิตามินบี 12 อาจส่งผลต่อความคงตัวของวิตามินบี 12 บางรูปแบบ เช่น ไซยาโนโคบาลามิน (Cyanocobalamin) และอาจทำให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 12 ลดลง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการกินวิตามินซีและวิตามินบี 12 พร้อมกันในปริมาณปกติจะทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี 12 แต่สำหรับผู้ที่ต้องกินวิตามินบี 12 เสริมเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินหรือมีปัญหาการดูดซึม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรว่าจำเป็นต้องแยกเวลากินวิตามินทั้งสองชนิดหรือไม่

สำหรับคนทั่วไป สามารถได้รับวิตามินบี 12 จากอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ และผลิตภัณฑ์นม ส่วนวิตามินซีพบได้ในฝรั่ง ส้ม กีวี และบรอกโคลี ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริมเสมอไป

2. ธาตุเหล็ก ระวังในผู้ที่มีภาวะเหล็กสะสมเกิน

ธาตุเหล็ก (Iron) เป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายใช้สร้างฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า การกินวิตามินซีคู่กับธาตุเหล็กช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะธาตุเหล็กชนิดที่พบในอาหารจากพืช อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กอาจไม่ดีสำหรับทุกคน

ผู้ที่มีภาวะเหล็กสะสมเกิน (Hemochromatosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายดูดซึมและสะสมธาตุเหล็กมากผิดปกติ ควรระมัดระวังการกินวิตามินซีขนาดสูง เพราะอาจเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กและทำให้เกิดการสะสมในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ หัวใจ และตับอ่อน

วิตามินซี กินคู่กับอะไรไม่ได้บ้าง เช็ก 5 อาหารเสริมและยาที่ควรระวัง

ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริการะบุว่า ผู้ที่มีภาวะเหล็กสะสมเกินควรหลีกเลี่ยงการกินวิตามินซีเสริมในปริมาณสูงโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ดังนั้น สำหรับคนทั่วไป การกินอาหารที่มีวิตามินซีร่วมกับอาหารที่มีธาตุเหล็กยังถือเป็นวิธีที่ดีในการช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก แต่ผู้ที่มีภาวะเหล็กสะสมเกินควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้อาหารเสริมทั้งสองชนิด

3. ทองแดง วิตามินซีขนาดสูงอาจรบกวนสมดุลแร่ธาตุ

ทองแดง (Copper) เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อย แต่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างพลังงาน การทำงานของระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

ทองแดงยังมีส่วนช่วยในการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องเซลล์จากความเสียหาย

งานวิจัยบางส่วนพบว่า การได้รับวิตามินซีในปริมาณสูงอาจส่งผลต่อการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับทองแดง และอาจรบกวนสมดุลของแร่ธาตุชนิดนี้

อย่างไรก็ตาม หลักฐานในมนุษย์ยังมีจำกัด และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการกินวิตามินซีร่วมกับทองแดงในปริมาณปกติจะทำให้เกิดภาวะขาดทองแดงหรือทำลายไตโดยตรง

สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องกินทองแดงเสริมเนื่องจากภาวะขาดแร่ธาตุหรือปัญหาการดูดซึม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกินวิตามินซีขนาดสูงร่วมกัน โดยอาจพิจารณาแยกเวลากินตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ คนทั่วไปสามารถได้รับทองแดงจากอาหาร เช่น ถั่ว เมล็ดพืช ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารทะเล โดยไม่จำเป็นต้องกินอาหารเสริมเพิ่มเติมหากได้รับสารอาหารเพียงพอ

4. วิตามินบี 3 อาจเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพยาลดไขมัน

วิตามินบี 3 หรือไนอะซิน (Niacin) มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย และในบางกรณีอาจใช้ไนอะซินขนาดสูงภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อรักษาความผิดปกติของไขมันในเลือด

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยที่พบว่า การกินวิตามินซีร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่น อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของการรักษาด้วยไนอะซินร่วมกับยาลดไขมันกลุ่มสแตติน (Statins)

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Arteriosclerosis, Thrombosis, and Vascular Biology ศึกษาผลของการใช้วิตามินต้านอนุมูลอิสระร่วมกับยาไนอะซินและซิมวาสแตติน (Simvastatin)

ผลการศึกษาพบว่า การได้รับวิตามินต้านอนุมูลอิสระร่วมกันหลายชนิด รวมถึงวิตามินซี อาจลดผลดีของการรักษาต่อระดับไขมันเอชดีแอล (HDL) หรือที่เรียกว่าไขมันดีบางส่วน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้แสดงว่าวิตามินซีเพียงชนิดเดียวทำให้ยาลดไขมันมีประสิทธิภาพลดลง และผลดังกล่าวไม่สามารถนำไปสรุปกับผู้ที่กินวิตามินบี 3 ในปริมาณปกติได้

ผู้ที่ใช้ไนอะซินขนาดสูงร่วมกับยาลดไขมันจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มวิตามินซีหรืออาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง

5. ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียม และยาวาร์ฟาริน

แม้อะลูมิเนียม (Aluminum) จะไม่ใช่อาหารเสริม แต่เป็นส่วนประกอบที่พบได้ในยาลดกรดบางชนิด ซึ่งใช้บรรเทาอาการแสบร้อนกลางอกหรือกรดไหลย้อน

การกินวิตามินซีร่วมกับยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียม อาจเพิ่มการดูดซึมอะลูมิเนียมเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อได้รับวิตามินซีในปริมาณสูง

ประเด็นนี้มีความสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาการทำงานของไต เนื่องจากไตมีหน้าที่ช่วยกำจัดอะลูมิเนียมออกจากร่างกาย หากการทำงานของไตลดลง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมของอะลูมิเนียมได้

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างวิตามินซีขนาดสูงกับยาวาร์ฟาริน (Warfarin) ซึ่งเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ใช้ป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

รายงานผู้ป่วยบางกรณีพบว่า การกินวิตามินซีในปริมาณสูงอาจลดฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดของวาร์ฟาริน อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยานี้พบได้น้อย และหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคน

ผู้ที่ใช้วาร์ฟารินจึงไม่ควรเริ่มกินหรือเพิ่มปริมาณวิตามินซีเสริมเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจจำเป็นต้องติดตามค่าการแข็งตัวของเลือด (INR) เพื่อให้แน่ใจว่ายายังคงออกฤทธิ์ได้อย่างเหมาะสม

กินวิตามินซีอย่างไรให้ปลอดภัย

วิตามินซีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่ายิ่งกินมากจะยิ่งดี เพราะร่างกายมีขีดจำกัดในการดูดซึม โดยข้อมูลจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริการะบุว่า หากได้รับวิตามินซีมากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ร่างกายอาจดูดซึมได้น้อยกว่า 50% และส่วนเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าวิตามินซีจะกินร่วมกับอาหารเสริมหรือยาที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้ เพราะบางชนิดอาจมีผลต่อกันเฉพาะเมื่อกินในปริมาณสูง หรือในผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างเท่านั้น

สำหรับคนทั่วไป การกินผักและผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น ฝรั่ง ส้ม กีวี และพริกหวานเป็นประจำ ก็ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริมขนาดสูงเสมอไป

ส่วนใครที่กินวิตามินหลายชนิดเป็นประจำ ควรอ่านฉลากและตรวจสอบปริมาณสารอาหารให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับวิตามินซ้ำซ้อน และหากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

เพราะการดูแลสุขภาพให้ดีในระยะยาว ไม่จำเป็นต้องกินวิตามินและอาหารเสริมหลายชนิดเสมอไป สิ่งสำคัญคือการเลือกกินเท่าที่จำเป็นและเหมาะกับร่างกายของตัวเอง

 

อ้างอิง health