ซีเค ซีอีโอ Fastwork เตือนคนรุ่นใหม่ “อย่าเป็น CEO ถ้าไม่ชอบแก้ปัญหา” เปิดบทเรียนอาชีพ แนวคิดการทำงาน ความล้มเหลว และการพัฒนาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบการก็ได้
KEY POINTS
- ซีเค เจิง เตือนว่าตำแหน่ง CEO ไม่ใช่เรื่องสวยหรู แต่คือการแก้ปัญหาที่ยากที่สุดในองค์กรซึ่งไม่มีใครจัดการได้ จึงไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบแก้ปัญหา
- คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบการเพื่อประสบความสำเร็จ เพราะความสำเร็จมีหลายรูปแบบ แต่ทุกเส้นทางล้วนต้องอาศัยการลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
- หากต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่างจากคนอื่น ต้องลงมือทำในสิ่งที่แตกต่าง เช่น ทุ่มเททำงานมากกว่าคนส่วนใหญ่ และต้องมีความมั่นใจ ไม่ยอมแพ้แม้เผชิญความล้มเหลว
การเป็น CEO อาจเป็นตำแหน่งงานในฝันของคนทำงานจำนวนไม่น้อย แต่สำหรับ "ซีเค เจิง" (CK Cheong) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Fastwork แพลตฟอร์มศูนย์รวมฟรีแลนซ์รายใหญ่ กลับมองว่านี่ไม่ใช่ตำแหน่งที่ใครควรอยากเป็น หากไม่ชอบแก้ปัญหา เพราะหน้าที่ของ CEO ไม่ใช่การนั่งบริหารอย่างสบาย ๆ แต่ต้องรับมือกับปัญหาที่ยากที่สุดขององค์กร
ทั้งนี้ เขาได้ร่วมแบ่งปันแนวคิดการทำงานและบทเรียนด้านอาชีพ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ณ เวทีกลาง ฮอลล์ 7 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเขาได้หยิบยกประสบการณ์จากการทำธุรกิจมาแลกเปลี่ยนกับผู้ฟัง ตั้งแต่ความท้าทายของการเป็น CEO การรับมือกับความล้มเหลว ไปจนถึงการเลือกเส้นทางอาชีพและการสร้างความสำเร็จในแบบของตัวเอง
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองว่าการเป็นผู้ประกอบการคือหนทางสู่ความสำเร็จ ซึ่งเขาย้ำว่าไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องเลือกเส้นทางเดียวกัน เพราะความสำเร็จมีได้หลายรูปแบบ แต่ทุกทางล้วนต้องแลกมาด้วยความพยายามและการลงมือทำอย่างจริงจัง
อยากเป็น CEO ต้องชอบแก้ปัญหา เพราะปัญหาที่ยากที่สุดจะมาถึงโต๊ะคุณ
ซีเค เตือนคนที่มีความฝันอยากเป็น CEO ว่า ควรทำความเข้าใจหน้าที่ที่แท้จริงของตำแหน่งนี้เสียก่อน เพราะเมื่อปัญหาถูกส่งมาถึงผู้บริหารสูงสุด นั่นหมายความว่าคนอื่นในองค์กรไม่สามารถจัดการได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ตัดสินใจยาก หรือสร้างความลำบากใจให้กับคนที่เกี่ยวข้องมากเพียงใด สุดท้าย CEO คือคนที่ต้องหาทางออก
“อย่าเป็น CEO จริง ๆ นะ อย่ามีความฝันที่อยากเป็น CEO เลย เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ารักหรือน่าเป็นเลย” เขาอธิบาย และพูดต่ออีกว่า สิ่งที่ CEO ต้องทำในแต่ละวันไม่ใช่การนั่งอยู่ในห้องทำงานโดยไม่ต้องลงมือทำอะไร แต่คือการแก้ปัญหาที่แย่ที่สุดขององค์กร เพราะหากปัญหานั้นยังมีคนอื่นจัดการได้ ก็คงไม่จำเป็นต้องส่งต่อมาถึง CEO
“ถ้าปัญหามันมาอยู่บนโต๊ะคุณ นั่นแปลว่าไม่มีใครในองค์กรแก้ได้แล้ว มันก็เลยมาถึงโต๊ะคุณ มันคือปัญหาที่ทุเรศที่สุด แย่ที่สุด ลำบากใจที่สุด ไม่มีใครตัดสินใจได้”
ด้วยเหตุนี้ คนที่จะเป็น CEO จึงต้องมีมากกว่าความสามารถในการบริหาร แต่ต้องพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และไม่ปล่อยให้ความเครียดเข้ามาขัดขวางการตัดสินใจ ซีเคมองว่าการเป็นผู้นำต้องมีทั้งความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาและพลังบวกมากพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้
“คุณต้องไม่ใช่แค่มีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหานะ แต่คุณต้องมีพลังบวกในการแก้ไขปัญหาด้วย คุณต้องเป็นคนที่คิดบวกมากๆ แม้จะเจอปัญหาที่แย่มาก ซึ่งผมดันเป็นคนชอบแก้ปัญหา และพลังบวกผมไม่เคยหายเลย”
CEO ต้องมั่นใจ แม้จะล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ซีเคให้ความสำคัญคือความมั่นใจ เพราะคนที่เป็น CEO ต้องเป็นหลักให้กับทีม หากผู้นำยังไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ ก็ยากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในองค์กรได้ เขาย้ำถึงความจริงข้อหนึ่งว่า “ผมคือ CEO นะ ถ้า CEO ไม่มั่นใจ แล้วพนักงานจะมั่นใจในองค์กรได้ยังไง”
ซีเคยกตัวอย่างการขายหนังสือด้วยการเคาะประตูเสนอขายลูกค้าทีละคน แม้จะถูกปฏิเสธตั้งแต่ประตูแรกไปจนถึงประตูที่ 99 แต่เมื่อเดินไปถึงประตูที่ 100 ก็ยังต้องเสนอขายด้วยพลังบวกและรอยยิ้มเหมือนเดิม สำหรับเขา ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การกลับมาลองใหม่ซ้ำๆ แต่อยู่ที่การรักษาความเชื่อมั่นและพลังในการลงมือทำไว้ให้ได้ แม้จะเผชิญความผิดหวังหลายครั้งแล้วก็ตาม
เขายังเล่าถึงเส้นทางของ Fastwork ว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องผ่านความล้มเหลวและการลองผิดลองถูกมานานถึง 5-6 ปี หากเขาเก่งพอที่จะทำทุกอย่างให้สำเร็จตั้งแต่ต้น ธุรกิจคงประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรกแล้ว เขาเน้นย้ำว่า การไม่ยอมแพ้คือพลังสุดแกร่งของเขา “จุดแข็งของผมคือผมสู้มาก ผมสู้แล้วผมไม่ยอมแพ้”
สำหรับคนทำงานที่ต้องเผชิญกับความผิดพลาด เขาแนะนำให้ใช้พลังงานไปกับการหาสาเหตุและปรับปรุงวิธีทำงาน แทนที่จะเสียเวลาโทษตัวเองด้วยความรู้สึกสงสาร หรือโทษสภาพแวดล้อมว่าเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว ในมุมของซีเค ความผิดพลาดไม่ควรเป็นเหตุให้หยุดเดินหน้า แต่ควรเป็นข้อมูลให้เรากลับมาคิดว่า จะทำอย่างไรให้ครั้งต่อไปดีกว่าเดิม
ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบการ เพราะความสำเร็จมีได้หลายเส้นทาง
แม้ซีเคจะเป็นผู้ประกอบการและ CEO แต่เขากลับไม่แนะนำให้ทุกคนเดินตามเส้นทางเดียวกัน โดยย้ำว่าการไม่เป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เรื่องน่าอาย และคนทำงานสามารถสร้างความสำเร็จได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่มีความสามารถ เป็นมือขวาของผู้ประกอบการ เป็นนักลงทุน หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงานของตัวเอง
“การไม่เป็นผู้ประกอบการ มันไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายเลยนะทุกคน ผมบอกเลยว่าไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบการก็ได้ มันมีหลายวิธีที่จะหาเงินเลี้ยงชีพได้ และประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”
เขามองว่าแต่ละคนมีเป้าหมายในชีวิตแตกต่างกัน บางคนต้องการสร้างครอบครัวที่ดี บางคนอยากเดินทางรอบโลก ขณะที่บางคนต้องการสร้างธุรกิจหรือมีความมั่งคั่งทางการเงิน จึงไม่มีใครควรเป็นผู้กำหนดว่าความสำเร็จของคนอื่นต้องมีหน้าตาอย่างไร
อย่างไรก็ตาม หากเลือกเส้นทางที่มีการแข่งขันสูงอย่างการเป็นผู้ประกอบการ การมีความต้องการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะคนอื่นก็ต้องการประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เรากำลังทำอะไรเพื่อให้ตัวเองไปถึงเป้าหมายนั้นได้จริง
ซีเคยังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า หากใครต้องการให้เขาสร้างแรงบันดาลใจเพื่อทำให้ตัดสินใจเป็นผู้ประกอบการ เขาอาจไม่ใช่คนที่เหมาะจะให้คำตอบนั้น เพราะคนที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการอย่างแท้จริงจะเดินหน้าตามความตั้งใจของตัวเองจนได้
“ผู้ประกอบการที่อยากเป็นผู้ประกอบการจริงๆ เขาจะดื้อทำสิ่งนี้จนได้ ไม่มีคำพูดไหนที่ผมพูดแล้วจะทำให้คุณอยากเป็นหรอก แต่คุณจะดื้อเป็นเอง”
อยากได้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง ต้องลงมือทำให้แตกต่างจากคนอื่น
ซีเค ตั้งคำถามกับคนทำงานว่า ในเมื่อทุกคนต่างอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากมีเงิน และอยากประสบความสำเร็จเหมือนกัน แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้เราควรได้รับผลลัพธ์นั้นมากกว่าคนอื่น สำหรับเขา ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงมือทำและทุ่มเทอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความแตกต่างและโดดเด่นขึ้นมาให้ได้
เขายกตัวอย่างว่า หากอยากมีชีวิตโดดเด่นกว่าคนอื่น ก็ควรเริ่มจากการทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ เช่น การทำงานในวันเสาร์และอาทิตย์ เพราะหากคนส่วนใหญ่หยุดงานในช่วงสุดสัปดาห์ การเลือกใช้เวลานี้ทำงานก็อาจช่วยให้เราสร้างความแตกต่างได้
“อยากจะมีชีวิตที่โดดเด่น ง่ายนิดเดียว ต้องทำงานเสาร์-อาทิตย์ คนส่วนใหญ่ไม่ทำงานเสาร์-อาทิตย์ แต่ถ้าคุณทำคุณก็โดดเด่นมากกว่าคนอื่นแล้ว แต่มันก็จะมีอีกแก๊งหนึ่งที่ทำงานเสาร์-อาทิตย์อยู่แล้วคุณก็ต้องทำบางสิ่งบางอย่างที่เก่งกว่าแก๊งนั้นไปอีก ถ้าเราอยากได้ผลลัพธ์ที่มันแตกต่างจากทุกคน แปลว่า ระหว่างทางเราก็ต้องทำสิ่งที่แตกต่างให้มากกว่าคนอื่น”
ซีเคยังย้ำว่า ไม่ว่าเป้าหมายของคุณจะเป็นอะไร (อยากเป็นพ่อแม่ที่ดี, อยากสร้างธุรกิจให้เติบโต, อยากมีความมั่งคั่งทางการเงิน) ทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การเลือกว่าจะทำอะไรในแต่ละวัน เพื่อให้ตัวเองเข้าใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้มากขึ้น
ก่อนสร้างธุรกิจ ต้องคิดถึงต้นทุนที่ครอบครัวอาจต้องแบกรับด้วย
อีกประเด็นที่ซีอีโอคนดังต้องการให้คนรุ่นใหม่พิจารณาก่อนตัดสินใจเป็นผู้ประกอบการ คือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนรอบข้าง เพราะการสร้างธุรกิจไม่ได้มีต้นทุนเฉพาะเงินทุน เวลา และแรงกายของเจ้าของ แต่ยังอาจส่งผลต่อความเป็นอยู่ของครอบครัวด้วย
เขาอธิบายว่า คนที่ทำงานประจำอาจมีรายได้สม่ำเสมอและส่งเงินให้พ่อแม่ได้ แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นผู้ประกอบการ รายได้และความมั่นคงอาจไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจยังไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งความไม่แน่นอนนี้อาจทำให้ทั้งพ่อแม่ คู่ชีวิต และลูกต้องได้รับผลกระทบไปด้วย
พร้อมกันนี้ ซีเคได้กล่าวยกย่องคู่ชีวิตของผู้ประกอบการว่าเป็นคนที่ควรได้รับการชื่นชมอย่างมาก เพราะต้องคอยสนับสนุนอีกฝ่ายในช่วงที่เผชิญความเครียดจากธุรกิจ แม้จะไม่ได้รับเครดิตโดยตรงก็ตาม
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเดินหน้าเส้นทางนี้ คนที่อยากสร้างธุรกิจควรพิจารณาให้ดีว่า คุณและคนที่คุณรักพร้อมรับความเสี่ยงหรือไม่ พร้อมจะเผชิญความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันหรือเปล่า เพราะการเป็นผู้ประกอบการไม่ได้เป็นเพียงการเลือกเส้นทางอาชีพของตัวเอง แต่เป็นการตัดสินใจที่อาจส่งผลต่อชีวิตของคนอีกหลายคน
"ความสำเร็จ" เริ่มจากการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำได้
จากมุมมองของซีเค บทเรียนสำคัญสำหรับคนทำงานไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทั้งหมด แต่คือการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและหาทางพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เมื่อเผชิญกับความล้มเหลว เขาแนะนำให้กลับมาทบทวนว่าตัวเองพลาดตรงไหน แล้วลงมือทำใหม่โดยไม่ให้ผิดพลาดซ้ำจุดเดิม เพราะแม้เราอาจควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ แต่ยังสามารถเลือกได้ว่าจะตอบสนองต่อปัญหาอย่างไร และจะลงมือทำอะไรต่อไป
แนวคิดนี้ยังเชื่อมโยงกับวิธีที่ซีเคมองความสำเร็จ เขาไม่ได้คิดว่าคนที่สำเร็จจะต้องมีรายได้สูงหรือมีสถานะทางสังคมที่เหนือกว่าใคร แต่เขาเชื่อว่าแต่ละคนควรเริ่มจากการตอบตัวเองให้ได้ว่าต้องการชีวิตแบบไหน แล้วลงมือทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น
ท้ายที่สุด คำเตือนของซีอีโอ Fastwork ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่ไม่ควรเป็น CEO หรือผู้ประกอบการ แต่ต้องการให้เข้าใจความจริงของเส้นทางเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ เพราะตำแหน่งที่ดูน่าดึงดูดจากภายนอกอาจมาพร้อมความรับผิดชอบและแรงกดดันที่หนักกว่าที่คิด
ไม่ว่าใครจะเลือกเป็นพนักงาน ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ประกอบการ ก็สามารถประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเองได้ หากรู้ว่าตนเองต้องการอะไร พร้อมทุ่มเทและลงมือทำอย่างจริงจัง เพราะสิ่งที่ทำให้คนไปถึงเป้าหมายคือความตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเอง เรียนรู้จากความผิดพลาด และเดินหน้าต่อไปจนถึงวันที่ได้ผลลัพธ์ตามที่คุณต้องการ





