ซื้อ AI มาทำงานแทนคนอาจไม่เวิร์ก? เมื่อซีอีโอ AWS ฟันธงว่า "การเลิกจ้างพนักงานรุ่นใหม่สายเทคฯ แล้วหันใช้ AI แทน" คือหนึ่งในไอเดียที่โง่ที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา
KEY POINTS
- แมตต์ การ์แมน ซีอีโอของ AWS เตือนว่าการเลิกจ้างพนักงานรุ่นใหม่เพื่อใช้ AI แทนที่ เป็นแนวคิดที่ผิดพลาดและไม่คุ้มค่าในระยะยาว
- เขาให้เหตุผลว่าพนักงานระดับเริ่มต้นมีค่าจ้างไม่สูง แต่เป็นแหล่งพลังงาน ความคิดสร้างสรรค์ และเป็นบุคลากรสำคัญที่จะเติบโตเป็นผู้นำองค์กรในอนาคต
- แม้ไม่เห็นด้วยกับการใช้ AI แทนคนรุ่นใหม่ แต่เขายอมรับว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของพนักงานทุกระดับ ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่
ท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่อง AI จะมาแย่งงานคนรุ่นใหม่ ซึ่งผู้บริหารระดับสูงหลายคนออกมาเตือนไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ดาริโอ อโมได (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic ที่พูดถึงผลกระทบต่อพนักงานระดับเริ่มต้น หรือ จิม ฟาร์ลีย์ (Jim Farley) ซีอีโอของฟอร์ด ที่ประเมินว่า AI จะทำให้ตำแหน่งงานออฟฟิศหายไปครึ่งหนึ่ง
แต่ในอีกมุมหนึ่ง แมตต์ การ์แมน (Matt Garman) ซีอีโอของ Amazon Web Services (AWS) กลับมองต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
การ์แมน เคยพูดไว้ตั้งแต่ต้นปี 2026 ว่า การใช้ AI แทนที่โปรแกรมเมอร์ระดับจูเนียร์เป็น "หนึ่งในความคิดที่โง่ที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา" และล่าสุดในบทสัมภาษณ์กับ WIRED เขายังคงยืนยันจุดยืนเดิม พร้อมย้ำว่าการตัดพนักงานรุ่นใหม่ออกเพื่อเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีแทน ถือเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ผิดพลาด
ทำไมการไล่พนักงานจูเนียร์ออกแล้วใช้ AI แทน ถึงไม่คุ้มค่า?
การ์แมนอธิบายถึงแนวคิดของเขาข้างต้น ว่า พนักงานระดับเริ่มต้นมักได้รับค่าตอบแทนต่ำที่สุดอยู่แล้ว การเลือกตัดตำแหน่งเหล่านี้ก่อนเพื่อรักษาพนักงานอาวุโสที่ค่าจ้างสูงกว่าไว้ จึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่คุ้มค่าในเชิงต้นทุนเลย ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานจบใหม่กลุ่มนี้มักมาพร้อมพลังงาน ความกระตือรือร้น และความคุ้นเคยกับเครื่องมือ AI อย่างลึกซึ้ง การตัดพวกเขาออกจากองค์กร จึงเป็นเหมือนการมองการณ์ใกล้เกินไป
"ถึงจุดหนึ่งองค์กรจะพังทลายลงในที่สุด" การ์แมนกล่าว และบอกอีกว่า "ถ้าองค์กรไม่มีการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ ไม่มีการดูแลพนักงานจูเนียร์ให้เติบโตขึ้นมาในบริษัท เรามักพบว่านั่นแหละคือแหล่งที่มาของไอเดียดีๆ ที่สุด"
เขาเสริมว่า ผู้บริหารต้องมองการณ์ไกล และคิดถึงความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์เฉพาะหน้า การประกาศว่า "จะไม่รับพนักงานจูเนียร์อีกต่อไป" เป็นเรื่องที่ไปไม่รอดสำหรับใครก็ตามที่อยากสร้างบริษัทให้ยั่งยืนในระยะยาว
งานวิจัยชี้ AI เริ่มกระทบต่อแรงงานคนรุ่นใหม่แล้วจริงๆ
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาระบุว่า "การปฏิวัติ AI" กำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแรงงานระดับเริ่มต้นในตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มวิศวกรซอฟต์แวร์และพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าที่มีอายุระหว่าง 22-25 ปี
อย่างไรก็ตาม แม้ "การ์แมน" จะยืนกรานว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้ AI แทนคนรุ่นใหม่ แต่การเดินหน้าใช้ระบบอัตโนมัติของ Amazon กลับสวนทางกับคำพูดของเขา เพราะบริษัทเพิ่งเลิกจ้างพนักงานหลายพันตำแหน่งในช่วงปลายปีนี้
โดยเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Amazon ประกาศตัดตำแหน่งงานถึง 14,000 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่เป็นระดับผู้บริหารระดับกลาง และก่อนหน้านั้นในปีเดียวกันก็มีการปลดพนักงานบางส่วนจาก AWS, ฝ่ายพอดแคสต์ Wondery และหน่วยธุรกิจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม Amazon ไม่ได้ยอมรับว่าการเลิกจ้างเกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง แอนดี แจสซี ซีอีโอของ Amazon ให้เหตุผลว่าเป็นความพยายามปรับองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังผ่านช่วงการเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงแก้ปัญหาความไม่เข้ากันทางวัฒนธรรมองค์กรที่เกิดขึ้น โดยเขาระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มาจากเหตุผลด้านการเงินหรือ AI เป็นหลัก แต่เป็นเรื่องของ "วัฒนธรรมองค์กร"
แต่ในความเป็นจริง บันทึกภายในที่ชี้แจงเหตุผลการเลิกจ้างระบุถึง AI ว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ใช้ทีมงานที่กระชับขึ้น และก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน บันทึกภายในอีกฉบับก็ระบุว่า ประสิทธิภาพที่ได้จาก AI จะ "ลดจำนวนพนักงานฝ่ายบริหารโดยรวม" ของบริษัท
ขณะที่รายงานสืบสวนของ New York Times ในเดือนตุลาคมเปิดเผยว่า Amazon ตั้งเป้าหมายใช้ระบบอัตโนมัติแทนงานถึง 75% หรือคิดเป็นตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องจ้างเพิ่มราว 600,000 ตำแหน่ง
งานจะไม่หายไป แต่ AI จะทำให้งาน "เปลี่ยนรูปแบบ"
ถึงกระนั้น การ์แมนก็ไม่ได้มองข้ามความปั่นป่วนที่ AI จะนำมาสู่โลกการทำงาน เขาคาดการณ์ว่าในช่วงแรก AI จะสร้างงานใหม่จำนวนมาก ควบคู่ไปกับการลดบางตำแหน่งลง แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ AI จะเปลี่ยนธรรมชาติของการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง
"สิ่งหนึ่งที่ผมบอกพนักงานของเราเสมอคือ 'งานของคุณกำลังจะเปลี่ยนไป' ไม่มีทางเลือกอื่น" เขากล่าวกับ WIRED
ซีอีโอวัย 49 ปีรายนี้มองว่า พนักงานมีโอกาสสร้างผลกระทบและรับผิดชอบงานได้มากขึ้นจาก AI แต่พนักงานก็ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ และปรับการจัดทีมงานให้ต่างไปจากเดิม ไม่ใช่แค่พนักงานระดับเริ่มต้นเท่านั้น แต่พนักงานทุกระดับ ในทุกอุตสาหกรรมและตำแหน่งงานอื่นๆ ก็หนีไม่พ้นผลกระทบนี้เช่นกัน
เขาทิ้งท้ายว่า มันจะมีความปั่นป่วนเกิดขึ้นแน่นอน ไม่มีข้อสงสัยเลยในเรื่องนี้ แต่ถ้าใครไม่ปรับตัว ก็มีแนวโน้มจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในขณะที่ คนที่เคลื่อนไหวเร็วกว่า พร้อมปรับตัวมากกว่า และยอมรับเปลี่ยนแปลงได้ดี ก็จะอยู่รอดได้ในโลกงานยุคนี้
มุมมองของการ์แมนน่าจะเป็นกระจกสะท้อนที่ดีสำหรับผู้บริหารไทยหลายคน ที่กำลังตัดสินใจเรื่องการนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กร ท่ามกลางกระแสที่ทุกฝ่ายเร่งรัดให้ "ลดคน เพิ่มเทคโนโลยี" เพื่อลดต้นทุนในระยะสั้น โดยบทเรียนสำคัญที่น่าจะนำมาปรับใช้ได้คือ "อย่าตัดวงจรการสร้างคนเพียงเพราะต้องการใช้ AI เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายวันนี้"
พนักงานระดับเริ่มต้นไม่ได้เป็นแค่แรงงานราคาถูก แต่คือแหล่งเพาะบ่มผู้นำรุ่นถัดไปขององค์กร หากวันนี้เลือกตัดคนรุ่นใหม่ออกทั้งหมดเพื่อประหยัดงบ อีก 5-10 ปีข้างหน้าองค์กรอาจพบว่าตัวเองไม่มีผู้บริหารระดับกลางที่เข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้งพอจะขึ้นมารับช่วงต่อ
AI ควรเป็นเพียงเครื่องมือเสริมศักยภาพคน ไม่ใช่ตัวแทนคน โจทย์ที่แท้จริงไม่ใช่ "จะใช้ AI แทนใคร" แต่คือ "จะออกแบบงานอย่างไรให้คนกับ AI ทำงานร่วมกันได้ดีที่สุด" ผู้บริหารที่มองเห็นภาพนี้จะได้เปรียบกว่าคนที่มองแค่ตัวเลขต้นทุน
อ้างอิง: Fortune, NYtimes, Andy Jassy, AboutAmazon, Stanford study, wired





