วันศุกร์ ที่ 9 ตุลาคม 2569

Login
Login

มหาเศรษฐีแห่ง Virgin Group เตือน 'ตื่นตี 5' ไม่ใช่เคล็ดลับความสำเร็จ

Richard Branson มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Virgin Group เตือนวัยทำงาน อย่าทำตามกิจวัตร ตื่นตี 5 ทุกวันของเขา ไม่ใช่สูตรความสำเร็จสำหรับทุกคน ให้เลือกกิจวัตรที่เหมาะกับตนเอง

KEY POINTS

  • ริชาร์ด แบรนสัน เตือนว่าการตื่นตี 5 ไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคน และการลอกเลียนแบบกิจวัตรของผู้อื่น โดยไม่เหมาะสมกับตัวเองอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟได้
  • วัยทำงานแต่ละคนควรออกแบบกิจวัตร และช่วงเวลาทำงานที่เหมาะสมให้ตนเอง ซึ่งจะทำให้ได้งานมีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด แทนการทำตามคนอื่น
  • ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาเริ่มทำงาน แต่มาจากการทำงานอย่างชาญฉลาด รู้จักดูแลตัวเอง และสร้างสมดุลชีวิตในระยะยาว

ถ้าเคยเห็นคนประสบความสำเร็จออกมาเล่าว่า กิจวัตรของพวกเขาคือ "ต้องตื่นนอนตี 5 เพื่อมาออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือเริ่มทำงานตั้งแต่เช้ามืด" แล้วรู้สึกว่าตัวเองก็ควรทำตามนั้น เพื่อให้ตนเองเอื้อมถึงความสำเร็จบ้าง แต่...คุณอาจกำลังคิดผิด! เมื่อ ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson) ผู้ก่อตั้ง Virgin Group กำลังบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตตามกิจวัตรประจำวันของคนอื่น

แบรนสันเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงของมหาเศรษฐีว่า เขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จระดับโลกและมั่งคั่งระดับพันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท) จากกิจวัตรการ "ตื่นตี 5" และใช้เวลาช่วงเช้าตรู่มาออกกำลังกาย เช็กโซเชียลมีเดีย กินมูสลีและผลไม้ พร้อมดื่มชาถ้วยแรกของวันในช่วงเช้า (ในแต่ละวันเขาดื่มถึง 20 ถ้วย) ก่อนเริ่มต้นทำงานแต่เช้า

แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่ต้องการให้คนเข้าใจผิดว่า "การตื่นเช้าคือสูตรลัด" ที่ทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จเหมือนเขา โดยเขาเขียนผ่าน LinkedIn ว่า “สิ่งสำคัญคือการหากิจวัตรที่เหมาะกับตัวคุณและชีวิตของคุณ”

สำหรับแบรนสัน การตื่นตี 5 เป็นกิจวัตรที่เขาทำทุกวันอย่างเป็นธรรมชาติ ตามนาฬิกาชีวภาพของเขาเอง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องฝืนตัวเอง และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงไม่อยากให้คนอื่นนำกิจวัตรของเขาไปทำตามโดยคิดว่าจะได้ผลเหมือนกัน

กิจวัตรตื่นตี 5 ไม่ใช่สูตรความสำเร็จสำหรับทุกคน

แบรนสันบอกว่า เขาถูกถามเรื่อง "กิจวัตรการตื่นนอนตี 5" อยู่บ่อยครั้ง แม้จะผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้วนับตั้งแต่เขาเคยเล่ากิจวัตรตอนเช้าของตัวเองผ่านบล็อกของ Virgin สิ่งที่เขากังวลคือ วัยทำงานหลายคนอาจนำกิจวัตรส่วนตัวของเขาไปตีความว่าเป็น “เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ” ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงสิ่งที่เหมาะกับตัวเขา

“บางครั้งผมก็กลัวว่าคนจะคิดว่า การตื่นตี 5 ของผม คือเคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จ” แบรนสันกล่าว ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้ให้ผลลัพธ์แบบนั้นเสมอไป

เขามองว่า ทุกวันนี้มักมีคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับวิธีใช้ชีวิตและการประสบความสำเร็จจากผู้นำหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในวงการต่างๆ ถูกแชร์ต่อๆ กันออกมามากมาย ทั้งการทำตามตารางชีวิตประจำวันที่เคร่งครัด หรือการทำงานหนักอย่างไม่หยุดพัก

ปัญหาคือ เมื่อคนทำงานพยายามทำตามสูตรเหล่านี้โดยไม่ดูว่าตัวเองเหมาะกับมันหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้ อาจไม่ใช่ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่สะสมมากขึ้นกว่าเดิม 

แบรนสันจึงเตือนว่า “สูตรสำเร็จที่ดูเหมือนจะช่วยให้เราไปถึงความสำเร็จได้เร็ว อาจกลับพาเราไปสู่ภาวะหมดไฟ ได้มากกว่าความก้าวหน้า”

เขาไม่ได้บอกให้คนทำงานเลิกพยายามหรือไม่สู้งาน แต่เขามีคำแนะนำว่า “ทำงานหนักได้ แต่อย่าลืมทำงานให้ฉลาด ดูแลตัวเอง และสร้างจังหวะชีวิตที่สามารถทำต่อไปได้ในระยะยาว” แทนที่จะลอกเลียนแบบเวลาเข้านอน-เวลาตื่นนอน ของเขาและผู้นำระดับโลกคนอื่นๆ วัยทำงานควรลองหาว่าเวลาไหนที่ตัวเองทำงานได้ดีที่สุด

ถ้าไม่เลียนแบบกิจวัตรคนสำเร็จ วัยทำงานควรเริ่มตรงไหน ถึงจะประสบความสำเร็จ?

คำแนะนำของแบรนสันคือ หยุดสนใจว่าคนที่ประสบความสำเร็จเริ่มทำงานกี่โมง แล้วหันมาสังเกตตัวเองว่า ช่วงเวลาไหนที่เราทำงานได้ดีที่สุด โดยเขาบอกว่าให้เริ่มจากการถามตัวเองว่า ช่วงไหนของวันเรารู้สึกมีพลัง มีสมาธิ และพร้อมทำงานมากที่สุด

สำหรับแบรนสัน คำตอบคือช่วงเช้า แต่เขายอมรับว่าบางคนกลับทำงานได้ดีที่สุดในช่วงกลางคืน “ลองสังเกตตัวเองว่า ช่วงไหนของวันคุณรู้สึกดีที่สุด สำหรับผมคือช่วงเช้า แต่สำหรับบางคน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดอาจเป็นตอนกลางคืน” เขาอธิบายเพิ่มเติม

ทั้งนี้ การรู้จักจังหวะเวลาของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลือกว่าจะเป็น “คนตื่นเช้า” หรือ “คนนอนดึก” เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะบางคนอาจมีสมาธิดีที่สุดในตอนเช้า แต่กลับคิดงานสร้างสรรค์ได้ดีในช่วงค่ำ เมื่อรู้รูปแบบของตัวเองแล้ว จึงค่อยจัดตารางงานให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เราทำงานได้ดีที่สุด

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะปรับได้ตามใจ เพราะคนทำงานยังต้องแบ่งเวลาให้การประชุม เวลาทำงานที่ใช้สมาธิสูง และหน้าที่ที่ต้องทำตามตารางขององค์กร แต่แบรนสันมองว่า แม้จะปรับได้เพียงเล็กน้อย ก็อาจสร้างความแตกต่างได้

“คุณอาจควบคุมทุกอย่างในตารางชีวิตไม่ได้ แต่การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยก็สร้างความแตกต่างได้มากแล้ว”

กว่าจะเจอจังหวะที่เหมาะกับตัวเอง ก็ต้องลองผิดลองถูก

สำหรับตัวแบรนสันเอง เขาก็ไม่ได้รู้ตั้งแต่แรกว่ากิจวัตรแบบไหนเหมาะกับตัวเอง เขาจึงใช้เวลาหลายปีในการลองผิดลองถูก หากย้อนกลับไปในช่วงวัยหนุ่ม เขาเคยทำงานในสถานที่หลากหลาย ตั้งแต่ห้องใต้ดินของโบสถ์ ทำงานบนเรือที่ดัดแปลงเป็นที่อยู่อาศัย ไปจนถึงทำงานในห้องว่างภายในบ้าน 

จากนั้นเขาค่อย ๆ เรียนรู้จากประสบการณ์ว่า ช่วงเวลาและรูปแบบการทำงานแบบไหนเหมาะกับตัวเอง และแบบไหนไม่เหมาะ สุดท้าย เขาจึงไม่ได้สร้างกิจวัตรจากการเลียนแบบคนอื่น แต่สร้างจากสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้มาตลอดหลายปี

แนวคิดนี้จึงต่างจากการพยายามทำตาม Morning Routine ของคนดังหรือผู้บริหารที่เราเห็นในโซเชียลมีเดีย เพราะสิ่งที่ได้ผลกับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง

สำหรับคนทำงาน อย่ามัวแต่คิดทำตามกิจวัตรของ “คนที่ประสบความสำเร็จ” แต่ควรเริ่มจากฟังเสียงร่างกายและระดับพลังงานของตนเอง แล้วออกแบบช่วงเวลาทำงานให้เหมาะกับตนเองจริงๆ เพื่อใช้ช่วงเวลานั้นทุ่มเททำงานให้คุ้มค่าที่สุด

คำแนะนำสำคัญ อย่าเปรียบเทียบเส้นทางของตัวเองกับคนอื่น!

ไม่เพียงเท่านั้น แนวคิดเรื่องการหาจังหวะของตัวเองยังเชื่อมโยงกับเรื่องการป้องกันภาวะหมดไฟด้วย แบรนสันแนะนำว่า คนทำงานควรระวังคำพูดเกินจริงจากคนที่อ้างว่าตัวเองรู้ “กุญแจสู่ความสำเร็จ” และไม่ควรเอาชีวิตการทำงานของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

เขาบอกว่า “อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เพราะทุกคนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของตัวเอง”  ขณะเดียวกัน เขายังย้ำว่า การทำงานหนักยังเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องรู้ด้วยว่าเมื่อไรเรากำลังทำงานหนัก และเมื่อไรเรากำลังทำงานอย่างชาญฉลาด เพราะการทำงานหนัก ไม่ได้หมายความว่าต้องทำงานจนไม่มีเวลาพัก ไม่มีเวลาให้ครอบครัว และไม่มีเวลาสำหรับชีวิตส่วนตัวนอกที่ทำงาน

สำหรับแบรนสัน การให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสัมพันธ์ และการมีเวลาออกจากโต๊ะทำงานเพื่อหาแรงบันดาลใจ อาจช่วยให้เราไปได้ไกลกว่าการตั้งนาฬิกาปลุกตอนตี 5 เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ เขายังย้ำว่า ในโลกธุรกิจยังมีผู้บริหารอีกหลายคนที่เริ่มต้นวันในเวลาที่แตกต่างกัน และไม่ได้ยึดติดกับสูตร “ตื่นตี 5”

หนึ่งในนั้นคือ สกอตต์ เมลลิน (Scott Mellin) ผู้บริหารด้านแบรนด์ ซึ่งมีบทบาทในการเปลี่ยน Salomon จากแบรนด์อุปกรณ์เอาต์ดอร์เฉพาะกลุ่มของฝรั่งเศสให้กลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าธุรกิจระดับพันล้านดอลลาร์ เมลลินตื่นประมาณ 8 โมงเช้ามาเป็นเวลาหลายสิบปี เขาชอบเล่นสกีในช่วงเช้า และไม่ได้เข้าออฟฟิศจนกว่าจะถึงเที่ยง ก่อนจะทำงานในช่วงบ่ายลากยาวไปถึงช่วงเย็น รวมถึงนัดรับประทานอาหารค่ำกับลูกค้าไปพร้อมกับทำงานไปด้วย

เขาบอกว่า ตารางชีวิตแบบนี้อาจแตกต่างจากคนอื่น แต่เป็นกิจวัตรที่เขาใช้มานานกว่า 25 ปี และในช่วงเวลานั้นเขาเคยทำงานในตำแหน่งผู้บริหารหลายแห่ง รวมถึง Benetton Group และ The North Face

ตัวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า “ตื่นสายดีกว่าตื่นเช้า” แต่แสดงให้เห็นว่า คนที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องทำงานในช่วงเวลาเดียวกัน คนที่ตื่นเช้าอาจใช้ช่วงเวลาที่คนอื่นยังไม่เริ่มวันทำงานเพื่อจัดการงานสำคัญ ขณะที่คนที่ชอบตื่นสายอาจเลือกทำงานต่อในช่วงค่ำ หลังจากคนอื่นเลิกงานไปแล้ว

กิจวัตรที่ดีที่สุดเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ คือกิจวัตรที่เหมาะกับเรา

สิ่งสำคัญจริงๆ ไม่ใช่ว่าใครตื่นนอนก่อนจะแปลว่าคนนั้นประสบความสำเร็จกว่า แต่มันคือการตระหนักรู้ว่า ช่วงเวลาไหนตัวเองทำงานได้ดีที่สุด และสามารถจัดชีวิตให้ใช้ช่วงเวลานั้นได้อย่างเหมาะสม

สุดท้ายแล้ว แบรนสันไม่ได้กำลังบอกว่าการตื่นตี 5 เป็นเรื่องไม่ดี และไม่ได้บอกว่าทุกคนควรเปลี่ยนมาตื่นสาย แต่สิ่งที่เขาต้องการเตือนคือ อย่าเอากิจวัตรของคนที่ประสบความสำเร็จมาใช้เป็นสูตรสำเร็จของตัวเอง แต่ให้เลือกเวลาทำงานที่ตัวเองมีพลัง มีสมาธิ และสร้างผลงานได้ดีที่สุด แล้วค่อยจัดชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะนั้นเท่าที่ทำได้

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเริ่มทำงานตอนกี่โมง แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราทำงานได้ดีแค่ไหนโดยไม่ต้องแลกด้วยสุขภาพ ความสัมพันธ์ และเวลาพักผ่อนของตัวเอง บางที สิ่งที่คนทำงานควรลอกเลียนแบบจากแบรนสันคือ การรู้จักตัวเองมากพอที่จะสร้างกิจวัตรที่เหมาะกับชีวิตของตัวเอง

 

 

อ้างอิง: Fortune, virgin, mattress next day